Soul Food Podcasts

Soul Food Podcasts

Soul Food Ministries
Държава Тайланд
Език TH
Епизоди 1888
Последен 17.07.2026

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวมรายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน: พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดททุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชีวิตคริสเตียน: อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสัมพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ

Епизоди

  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ที่พึ่งที่แท้จริง Ep.1691 17.07.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน ที่พึ่งที่แท้จริง Ep.1691ส่วนใหญ่พวกเราผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามักจะไม่ละทิ้งพระเจ้าในวันเดียว แต่เรามักจะค่อย ๆ ปล่อยให้สิ่งอื่นเข้ามาแทนที่พระองค์ จนวันหนึ่งความไว้วางใจในพระเจ้าของเราก็ไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าอีกต่อไป เยเรมีย์ 11:9–13 เปิดเผยว่า ยูดาห์ไม่ได้เพียงทำบาปแค่ครั้งคราว แต่พวกเขาร่วมกันละเมิดพันธสัญญา กบฏต่อพระเจ้า และหันไปติดตามพระอื่น 'พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าอีกว่า “มีการคิดกบฏท่ามกลางคนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาได้หันกลับไปหาความผิดบาปแห่งบรรพบุรุษของเขา ผู้ปฏิเสธไม่ยอมฟังถ้อยคำของเรา เขาติดตามพระอื่นๆ ไป และปรนนิบัติพระนั้น คนอิสราเอลและคนยูดาห์ได้ผิดพันธสัญญาของเรา ซึ่งเรากระทำต่อบรรพบุรุษของเขา ' เยเรมีย์ 11:9-10พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า ความผิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่บางคน แต่เป็นการร่วมกันกบฏของประชาชน คำว่า "การคิดกบฏ" เป็นคำที่ใช้กับการล้มล้างกษัตริย์ ตรงนี้กำลังอธิบายว่าพวกเขาร่วมมือกันต่อต้านสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาเลือกเดินซ้ำรอยความบาปของบรรพบุรุษ คือหันไปติดตามพระพื้นเมืองของชาวคานาอัน ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะตั้งใจ จงใจปฏิเสธพระเจ้า การละทิ้งพระเจ้าเริ่มต้นจากหัวใจที่ค่อย ๆ หันออกจากพระองค์ แล้วพฤติกรรมการหันออกจากพระเจ้านั้นก็เห็นได้จากการใช้ชีวิตที่มีสิ่งอื่นเข้ามาแทนที่พระเจ้า วันนี้ก็เช่นกัน การห่างจากพระเจ้าไม่ได้เริ่มจากการเลิกไปโบสถ์ แต่เริ่มจากการที่เราปล่อยให้หัวใจและความคิดของเราจดจ่อ และให้คุณค่ากับสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเขา ซึ่งเขาหนีไม่พ้น ถึงเขาจะร้องทุกข์ต่อเรา เราก็จะไม่ฟังเขา ' เยเรมีย์ 11:11พระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธคำร้องทูลเพราะไม่มีความรักความเมตตา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจจริง ๆ พวกเขาร้องหาพระเจ้าเพราะกลัวผลของบาป ไม่ได้มาร้องหาพระเจ้าเพราะเสียใจที่ได้ทำบาปต่อพระองค์ การพิพากษาที่มาถึงเป็นผลของการละเมิดพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงเตือนไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าทรงอดทนนาน แต่พระองค์ก็ทรงยุติธรรม และพระเจ้าทรงเรียกให้มนุษย์กลับใจด้วยใจจริง ไม่ใช่เพียงเสียใจเพราะผลของความบาป แล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ต่อไป'แล้วเมืองต่างๆ ของยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มจะไปร้องทุกข์ต่อพระ ซึ่งพวกเขาได้เผาเครื่องหอมถวายนั้น แต่พระเหล่านั้นช่วยเขาในเวลาลำบากไม่ได้ ยูดาห์เอ๋ย พระทั้งหลายของเจ้าก็มากเท่ากับบรรดาเมืองของเจ้า และตามจำนวนถนนในกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าได้ตั้งแท่นบูชาถวายสิ่งที่อับอาย คือแท่นสำหรับเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล ' เยเรมีย์ 11:12-13เมื่อความทุกข์มาถึง พระที่พวกเขากราบไหว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย แม้จะมีแท่นบูชามากมาย แต่แท่นบูชานั้นก็ไม่สามารถช่วยกู้ชีวิตได้ มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์เท่านั้นที่ทรงช่วยให้เรารอดได้ สิ่งที่เราให้ความไว้วางใจแทนพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงิน ความสามารถ ความสำเร็จ ความมั่นคงของชีวิต อาจดูมั่นคงในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ แต่เมื่อพบกับวิกฤต สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้'ลูกทั้งหลายเอ๋ย จงรักษาตัวให้พ้นจากรูปเคารพ' 1 ยอห์น 5:21คำเตือนนี้ยังคงเตือนสาวกของพระเยซูในทุกยุคทุกสมัย เพราะรูปเคารพไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นเท่านั้น แต่คือทุกสิ่งที่เข้ามาแทนที่พระเจ้าในใจของเรา ขอให้เราสำรวจชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ และขอให้เราเลือกวางใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์แต่เพียงผู้เดียว เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาของพระองค์เสมอ และพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งที่พึงได้เสมอ และพระองค์ทรงต้อนรับผู้ที่กลับมาหาพระองค์ด้วยใจจริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่108) ความดีงามของการได้เข้าใกล้ชิดพระเจ้า! 17.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่108)ความดีงามของการได้เข้าใกล้ชิดพระเจ้า!“แต่ส่วนข้าพระองค์ ที่จะเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี ข้าพระองค์ได้ให้พระยาห์เวห์องค์เจ้านายเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭73‬:‭28‬ ‭THSV11‬‬“But as for me, it is good to be near God. I have made the Sovereign Lord my refuge; I will tell of all your deeds.”‭‭ ~Psalms‬ ‭73‬:‭28‬ ‭NIV‬‬สดุดี 73:27–28 เตือนสติให้เราพิจารณาคุณค่าชีวิตของเราใหม่ ให้เราตระหนักว่าสิ่งสำคัญจริงๆ ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสำเร็จ แต่เป็นความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ผู้ที่ห่างออกไปจากพระเจ้าอาจดูรุ่งเรือง แต่นั่นก็จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่เข้าใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้า เขาจะพบความดี ความมั่นคง และความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืน พร้อมทั้งชีวิตของเขาก็จะเป็นพยานถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่ผู้อื่นด้วยสำหรับข้อ28นี้ พระวจนะของพระเจ้าสอนอะไรแก่เราบ้าง?​“แต่ส่วนข้าพระองค์ ที่จะเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี”(“But as for me, it is good to be near God)นี่คือหัวใจสำคัญของทั้งบท!ผู้เขียนไม่ได้บอกว่า“การมีเงินทอง“หรือ ”การประสบความสำเร็จ“นั้นดีแต่ท่านกล่าวว่า“การเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี!”คำว่า “ดี” (Good) ในที่นี้ หมายถึง~ดีที่สุด~เป็นประโยชน์ที่สุด~ปลอดภัยที่สุด~เติมเต็มที่สุดใช่ครับ เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า~ใจของเราได้รับสันติสุข~ความคิดของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง~มุมมองของเราได้รับการปรับให้ถูกต้อง~ความหวังของเรากลับคืนมา~ชีวิตของเรามีความหมายชัดเจนขึ้นมาในทันที​“ข้าพระองค์ได้ให้พระยาห์เวห์เองค์เจ้านายเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์”( I have made the Sovereign Lord my refuge;)“ที่ลี้ภัย” หมายถึง~สถานที่ปลอดภัย~ป้อมปราการ~ที่พักพิง~ความมั่นคงช่าวน่าอบอุ่นใจ ยิ่งนัก ที่แม้ว่า~โลกอาจเปลี่ยนแปลงไป~คนอาจเปลี่ยนใจ~ทรัพย์สินอาจสูญหายแต่พระเจ้าของเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย!พระองค์ยังคงเป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัยเสมอมาและเสมอไปเราจึงมีที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงได้เสมอแม้ในยามอยู่ท่ามกลางพายุแห่งชีวิตเป็นดังที่ พระธรรม สดุดี 46:1 กล่าวไว้ว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก”‭‭ ~สดุดี‬ ‭46‬:‭1‬ ‭THSV11‬‬(God is our refuge and strength, an ever-present help in trouble.)~‭‭Psalms‬ ‭46‬:‭1‬ ‭NIV‬‬​“เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์”( I will tell of all your deeds.)ผู้ที่เข้าใกล้พระเจ้าจะได้รับสิ่งดีหรือพระพร และถ้าเขาเป็นคนดี เขาก็จะ ไม่เก็บพระพรนั้นไว้เพื่อตนเองแต่ผู้เดียวเขาจะซาบซึ้งในพระคุณพระเจ้าและมีความรักเมตตาต่อผู้อื่นด้วยเขาจึงจะกลายเป็นผู้บอกเล่าข่าวดีที่แสนประเสริฐที่รวมถึงเรื่อง~ความซื่อสัตย์ของพระเจ้า~พระคุณของพระองค์~การช่วยกู้ของพระเจ้า~การทรงนำของพระองค์~การอัศจรรย์ต่างๆที่พระเจ้ากระทำเขาจะมีชีวิตแห่งการเป็นพยานเราก็เช่นกัน นั่นคือ เราจะเป็นพยานเพราะเราได้สัมผัสกับพระเจ้าจริงๆด้วยตัวเองในชีวิตของเราพี่น้องที่รักขอให้เราจดจำและปฏิบัติตามหลักการฝ่ายจิตวิญญาณจากพระธรรมข้อนี้ไว้ให้ดี​อย่าวัดชีวิตจากความรุ่งเรือง แต่จากความใกล้ชิดพระเจ้า2.จงให้ค่าความสำคัญกับความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากกว่าความสำเร็จทุกอย่าง3.จงให้พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยที่มั่นคงนิรันดร์ของเราตลอดไป4.จงเล่าข่าวดีเรื่องพระคุณของพระเจ้าให้คนทั้งหลายรับรู้อยู่เสมอ5.จงตั้งเป้าหมายของชีวิตที่ไม่เพียงแต่จะ “ได้รับพระพร” แต่จะ“รู้จักพระเจ้าผู้ประทานพระพร” และ“แบ่งปันพระพร”นั้นแก่ทุกคนที่เรารู้จักและเราพบเจอ…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กรกฎาคม2026(ตอนที่108ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าเป็นเพียงคนที่ได้ยิน Ep.1690 16.07.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเป็นเพียงคนที่ได้ยิน Ep.1690คริสเตียนหลายคนเข้าใจว่า ความเชื่อที่มี คือการไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมทุกอย่างของคริสตจักร แต่ถ้าเพิ่มระดับขึ้นมาอีกคือการที่เราจะรู้พระวจนะของพระเจ้า วันนี้ความจริงผ่าน เยเรมีย์ 11:1–8 เตือนเราว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกคนของพระองค์ให้เพียงรับรู้พันธสัญญา แต่ทรงเรียกให้ใช้ชีวิตตามพันธสัญญานั้นด้วย เพราะการเชื่อฟังเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า'พระวจนะมาจากพระยาห์เวห์ถึงเยเรมีย์ว่า “เจ้าจงฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้เถิด และจงกล่าวแก่คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ให้คนที่ไม่เชื่อฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้ถูกแช่งเถิด คือพันธสัญญาที่เราบัญชาแก่บรรพบุรุษของพวกเจ้า ผู้ซึ่งเราได้นำออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ จากเตาไฟเหล็ก และกล่าวแก่เขาว่า จงฟังเสียงของเรา และจงทำทุกอย่างที่เราบัญชาเจ้าไว้ เจ้าจึงจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า เพื่อเราจะทำให้สำเร็จตามคำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเจ้าว่า เราจะให้แผ่นดินซึ่งมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์แก่เขาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” แล้วข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอให้เป็นดังนั้นเถิด” ' เยเรมีย์ 11:1-5พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์ประกาศเรื่องพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำกับอิสราเอลตั้งแต่ทรงนำพวกเขาออกจากอียิปต์ พระคุณของพระเจ้ามาก่อนเสมอ พระองค์ทรงช่วยให้เป็นอิสระก่อน แล้วพระองค์จึงทรงเรียกให้พวกเขาใช้ชีวิตด้วยการเชื่อฟัง ดังนั้น การเชื่อฟังจึงไม่ใช่หนทางที่จะได้รับความรอด แต่เป็นการตอบสนองต่อพระคุณที่ได้รับแล้ว วิธีการใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมแห่งการเชื่อฟังที่แสดงผลออกมา เป็นผลของความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้า 'และพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำทั้งหมดนี้ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และตามถนนของเยรูซาเล็มว่า จงฟังถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้และประพฤติตาม ' เยเรมีย์ 11:6หลังจากบทที่ 7-10 นักอธิบายพระคัมภีร์เรียกส่วนนี้ว่า คำเทศนาในพระวิหาร เพราะพระเจ้าตรัสสั่งให้เขาไปพูดที่พระวิหารของพระเจ้า แต่ในบทนี้ เป็นการเริ่มเทศนาอีกครั้งโดยพระเจ้าตรัสสั่งเยเรมีย์ให้ออกไปประกาศให้ทั่ว เพื่อคนยูดาห์จะได้ฟังถ้อยคำของพระเจ้าแล้วจะทำตาม 'เพราะเราได้กล่าวตักเตือนอย่างแข็งขันต่อบรรพบุรุษของเจ้า เมื่อเรานำพวกเขาขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์ ตักเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จนถึงทุกวันนี้ กล่าวว่า จงฟังเสียงของเรา ' เยเรมีย์ 11:7การพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้มาอย่างฉับพลัน พระองค์ทรงอดทนเตือนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่าน คำว่า “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ในภาษาเดิมมีความหมายถึง ตื่นมาทำงานแต่เช้า นี่แปลว่าพระเจ้าทรงจริงจังกับการเตือนพวกเขาอย่างมากผ่านผู้เผยพระวจนะคนแล้วคนเล่า คำว่า "ฟัง" ในภาษาเดิมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ได้ยินด้วยหู แต่หมายถึงการรับฟังด้วยใจและเชื่อฟังกระทำตาม การได้ยินพระวจนะทุกสัปดาห์ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงชีวิต จึงไม่ใช่การฟังตามความหมายที่พระเจ้าต้องการ ความอดทนของพระเจ้าสะท้อนถึงความเมตตา เพราะพระเจ้าต้องการให้คนของพระองค์กลับใจมาหาพระองค์มากกว่าจะถูกพิพากษา'แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง ทุกคนดำเนินตามความดื้อด้านแห่งจิตใจอันชั่วร้ายของเขา ดังนั้นเราจึงนำทุกสิ่งตามถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้ที่เราได้บัญชาให้เขากระทำ แต่เขาไม่ได้ทำตามนั้น ให้มาตกเหนือเขา” ' เยเรมีย์ 11:8ปัญหาของคนยูดาห์ไม่ใช่เขาไม่รู้พระประสงค์ของพระเจ้า พวกเขารู้แล้วแต่กลับดื้อด้าน เลือกทำตามใจตัวเอง พวกเขาปฏิเสธเสียงของพระเจ้า แล้วในที่สุดก็ต้องเผชิญผลของการดื้อรั้น นี่เป็นคำเตือนสำหรับพวกเราด้วย การเป็นสมาชิกคริสตจักร การไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมทุกอย่าง หรือการมีความรู้พระคัมภีร์ ไม่สามารถทดแทนชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าได้ ความเชื่อแท้ย่อมแสดงผลออกมาผ่านการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า'“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา ' ยอห์น 14:15พระเยซูคริสต์ทรงสรุปหัวใจของพันธสัญญาไว้อย่างชัดเจนว่า ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าต้องแสดงออกมาด้วยการเชื่อฟัง ขอให้เราไม่เป็นเพียงคสที่ได้ยินพระวจนะ แต่เราจะยอมให้พระวจนะเปลี่ยนแปลงความคิด และการใช้ชีวิตของเรา เพราะชีวิตที่เชื่อฟัง คือชีวิตที่ทำให้เรารู้ว่า เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่107) ความสำเร็จของผู้ห่างเหินพระเจ้า? 15.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่107)ความสำเร็จของผู้ห่างเหินพระเจ้า?“เพราะนี่แน่ะ บุคคลผู้ห่างเหินจากพระองค์จะพินาศ ทุกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์จะถูกพระองค์ทำลาย”‭‭ ~สดุดี‬ ‭73‬:‭27‬ ‭THSV11‬‬“Those who are far from you will perish; you destroy all who are unfaithful to you.”‭‭ ~Psalms‬ ‭73‬:‭27‬ ‭NIV‬‬มีคำเตือนสติที่เราควรรับฟัง กล่าวไว้ว่า“ความสำเร็จที่ไม่มีพระเจ้าอาจยิ่งใหญ่ในวันนี้ แต่จะไม่ยั่งยืนชั่วนิรันดร์!”(Success without God may be impressive today, but it cannot last forever.)พระธรรมตอนนี้(สดุดี‬ ‭73‬:‭27‬-‭28‬) เป็นบทสรุปอันทรงพลังของ สดุดี บทที่ 73 ซึ่งผู้เขียนคือ อาสาฟ เขึยนขึ้นหลังจากที่ตัวเขาต่อสู้กับความสงสัยมานานว่า“ทำไมคนอธรรมจึงดูเหมือนเจริญรุ่งเรือง?” แต่เมื่อเขาเข้าไปในสถานนมัสการของพระเจ้า ฟังพระวจนะของพระองค์เขาจึงมองเห็นความจริงจากมุมมองของพระเจ้า และปิดท้ายด้วยการประกาศความเชื่อที่เรียนรู้นั้นอย่างหนักแน่นมั่นคงสิ่งที่อาสาฟ ได้เรียนรู้ในตอนนี้ ก็คือ คำเตือนที่ว่า​“บุคคลผู้ห่างเหินจากพระองค์จะพินาศ!”(Those who are far from you will perish;)แล้ว“ห่างเหินจากพระองค์” หมายถึงอะไร?คำว่า “ห่างเหิน” มาจากคำฮีบรู“ rachaq”ที่มีความหมายว่า~อยู่ไกล~แยกตัวออก~ถอยห่าง~ทำตัวห่างออกไปจากความสัมพันธ์~ไม่ดำเนินชีวิตกับพระเจ้าซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียง “ระยะทาง” แต่หมายถึง ”ทิศทางของหัวใจและชีวิต““คนที่ห่างเหินพระเจ้า” จึงเป็นคนที่1).ไม่แสวงหา ไม่ต้องการพระเจ้า2).ปฏิเสธและไม่พึ่งพาพระองค์3).เลือกใช้ชีวิตเสมือนพระเจ้าไม่มีอยู่4).ให้สิ่งอื่นเป็นศูนย์กลางของชีวิตแทนที่พระเจ้า5).ดำเนินตามความปรารถนาของตนเองเป็นหลักพระเจ้าทรงเปิดเผยให้รู้ว่า แม้ภายนอกคนที่ห่างเหินจากพระเจ้านั้นอาจดู~ประสบความสำเร็จ~ มั่งคั่ง หรือ~มีอำนาจบารมี แต่พระคัมภีร์เตือนว่าความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นเพียงภาวะแค่ชั่วคราว ก่อนมลายหายไป​“ทุกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์จะถูกพระองค์ทำลาย”(you destroy all who are unfaithful to you.)คำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” หมายถึงอะไร?คำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” นี้มาจากคำภาษาฮีบรู“ zanah ”ซึ่งมีความหมายหลักว่า“~เป็นชู้~นอกใจ~ทรยศต่อพันธสัญญา~ละทิ้งความสัมพันธ์ที่ควรซื่อสัตย์”ในพระคัมภีร์ คำนี้มักใช้ในความหมายฝ่ายจิตวิญญาณถึง“การละทิ้งและ นอกใจพระเจ้า(เหมือนคู่สมรสที่ผิดคำสัตย์ที่ให้แก่กัน )แล้วหันไปหาคนอื่นหรือ สิ่งอื่นแทนที่พระองค์!”พี่น้องที่รักขอให้เราเรียนรู้และเตือนตัวเองไว้เสมอว่า​ความสำเร็จรุ่งเรืองที่ไม่มีพระเจ้า จะเป็นเพียงความสำเร็จแค่ชั่วคราว​ความสำเร็จที่นำให้เราห่างเหินไปจากพระเจ้า~จะนำเราออกห่างไปไกลจากต้นกำเนิดของชีวิต และ~จะทำให้ชีวิตที่ดูสูงขึ้นในสายตาของคนกลับตกต่ำลง​ความไม่สัตย์ซื่อและนอกใจพระเจ้าเพื่อความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองจะนำการทำลายล้างมาสู่ชีวิตและทุกสิ่งที่เราทำหรือมีด้วยเหตุนี้ คำแนะนำและคำเตือนสุดท้ายเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของคุณ ก็คือ“จงเลือกความใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่าความรุ่งเรืองที่พาคุณออกห่างไปจากพระองค์!”(Choose closeness with God over prosperity that pulls you away from Him.)…คุณจะเชื่อและทำตามคำแนะนำดังที่กล่าวมาหรือไม่ครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กรกฎาคม2026(ตอนที่107ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า Ep.1689 15.07.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า Ep.1689โลกนี้สอนว่า คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีความรู้ ต้องฝึกฝนความสามารถและวางแผนทุกเรื่องให้ดีเพื่อจะควบคุมทุกอย่างได้ ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญ แต่ก็ยังไม่เพียงพอนั่น เยเรมีย์ 10:23–25 เปิดเผยว่า มนุษย์เองไม่สามารถกำหนดทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ชีวิตที่มั่นคงจึงไม่ใช่ชีวิตที่พึ่งพาความรู้ ความสามารถ แต่เป็นชีวิตที่รู้จักพระเจ้าและยอมไว้วางใจอยู่ในการทรงนำของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าทางของมนุษย์ไม่ขึ้นอยู่กับตัวเขา คือไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ที่จะดำเนินไป และนำย่างเท้าของตนเอง ' เยเรมีย์ 10:23ในบทที่ 10 คือประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วเยเรมีย์จึงตอบสนองด้วยการยอมรับว่า มนุษย์ไม่ใช่ผู้กำหนดชีวิตของตัวเอง แม้เราจะวางแผนและตัดสินใจ แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดทิศทางของชีวิตทุกอย่าง คำสารภาพนี้ไม่ได้ทำให้มนุษย์หมดความรับผิดชอบ แต่เป็นการถ่อมใจยอมรับว่า ชีวิตจะถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อเรายอมอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงตีสอนข้าพระองค์ตามสมควร ไม่ใช่ด้วยความกริ้วของพระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงทำลายข้าพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:24เยเรมีย์ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระเจ้าหยุดตีสอน แต่ขอให้พระองค์ตีสอนด้วยความยุติธรรมและความเมตตา เพราะท่านเข้าใจว่าการตีสอนของพระเจ้าไม่ใช่เครื่องหมายของการทอดทิ้ง แต่เป็นหลักฐานว่า พระเจ้ายังทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพ่อที่รักลูก พระหัตถ์ของพระเจ้าที่ตีสอน คือพระหัตถ์เดียวกันกับที่ดูแลรักษา ดังนั้นผู้เชื่อจึงไม่ควรปฏิเสธหรืองอนเมื่อถูกพระเจ้าตีสอน แต่เราควรจะถามว่า พระเจ้ากำลังสอนอะไรเราผ่านเหตุการณ์นั้น เพื่อชีวิตจะได้รับการเปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามพระทัยของพระเจ้า 'ขอพระองค์ทรงเทพระพิโรธของพระองค์เหนือบรรดาชนชาติที่ไม่รู้จักพระองค์ และเหนือบรรดาตระกูลที่ไม่ออกพระนามของพระองค์ เพราะเขาทั้งหลายได้เผาผลาญยาโคบ เขาได้กินท่านเสียและเผาผลาญท่านเสีย และทำให้ที่อาศัยของท่านถูกทิ้งร้าง' เยเรมีย์ 10:25เยเรมีย์ไม่ได้เรียกร้องการแก้แค้น แต่มอบการจัดการนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ทรงเที่ยงธรรม ทั้งต่อประชากรของพระองค์และต่อชนชาติทั้งหลาย พวกเราผู้เชื่อจึงไม่ต้องตอบโต้ด้วยการแก้แค้น แต่เราต้องมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเราต้องดำเนินชีวิตภายใต้การทรงนำของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ ขอให้เราไว้วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่ง และพระองค์กระทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาและตามพระปัญญาของพระเจ้า'จงวางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์เองจะทรงทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น ' สุภาษิต 3:5-6พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตด้วยความไว้วางใจ ขอให้เราหยุดพึ่งพาสติปัญญาและกำลังของตัวเอง แต่ให้เรายอมให้อยู่ในการทรงนำของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ เมื่อเราไม่สามารถกำหนดทุกอย่างในชีวิตได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การควบคุมทุกอย่าง แต่คือการไว้วางใจพระเจ้าผู้ทรงนำเราในทุกย่างก้าว เมื่อเราวางใจในพระเจ้าเราจะไม่ผิดหวัง และจะพบว่าพระเจ้าทรงนำชีวิตของเราไปในทางที่ดีที่สุดแน่นอนวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่106) คุณจะเอาอย่างไงกับคนรุ่นเจนZ ? 15.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่106)คุณจะเอาอย่างไงกับคนรุ่นเจนZ ?“จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์ คนรุ่นหลังจะได้ฟังเรื่ององค์เจ้านาย”~สดุดี 22:30 THSV11“Future generations will serve him; they will speak of the Lord to the coming generation.”‭‭ ~Psalm‬ ‭22‬:‭30‬ ‭GNT‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า“ความเชื่อที่แท้จริง ไม่ได้จบลงที่ตัวเราแต่ต้องได้รับการส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อๆไป”(True faith does not end with us; it is passed on to the next generation.)ข้อพระธรรมข้อนี้(สดุดี 22:30)เป็นบทสรุปที่งดงามของสดุดีบทที่ 22 ​ที่เริ่มต้นด้วยเสียงร้องขึ้นท่ามกลางความทุกข์ (ที่ต่อมาพระเยซูนำถ้อยคำนั้น มาตรัสบนไม้กางเขน)“พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์”) ​แต่จบลงด้วยชัยชนะ การนมัสการ และความหวังสำหรับคนทุกยุคทุกสมัย (ที่คริสเตียนเชื่อว่าล็งถึงการสิ้นพระชนม์และชัยชนะของพระเยซูคริสต์)ขอให้เรามาดูความหมายในแต่ละวลีของพระธรรมข้อนี้ ด้วยกัน​ “จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์”(Future generations will serve him;)1).คำว่า “พงศ์พันธุ์”(generations) หรือ “เจน”นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงลูกหลานทางสายเลือดเท่านั้น แต่ยังหมายถึง~ผู้เชื่อในพระเจ้า~คนของพระองค์ในทุกยุคทุกสมัย~คนรุ่นใหม่(New Gen)ที่เลือกติดตามพระองค์2).คำว่า “ปรนนิบัติ” (Serve) หมายถึง~นมัสการพระองค์~เชื่อฟังพระองค์~รับใช้พระองค์~ดำเนินชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์กล่าวคือ พระเจ้าจะไม่มีวันขาดผู้รับใช้ แม้คนรุ่นหนึ่งจากไป พระองค์ก็จะทรงเรียกคนรุ่นใหม่ หรือ ”คนเจนใหม่“(New Gen) ขึ้นมารับใช้ต่อไปอยู่เสมอเพราะนี่คือพระราชกิจของพระเจ้า!พระเจ้าทรงใช้คนรุ่นหนึ่งหรือเจนหนึ่ง ไปสู่อีกเจนหนึ่ง อาทิ ~อับราฮัม ไปสู่→ เจนอิสอัค~โมเสส ไปสู่ -> เจนโยชูวา~ดาวิด ไปสู่→ เจนซาโลมอน~เปาโล ไปสู่ → เจนทิโมธีใช่ครับ พระราชกิจของพระเจ้า จะดำเนินต่อผ่านคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกว่าถึงวันสุดท้ายของโลกที่พระองค์ทรงกำหนดไว้​“คนรุ่นหลังจะได้ฟังเรื่ององค์เจ้านาย”( they will speak of the Lord to the coming generation.)นี่คือหัวใจของการถ่ายทอดความเชื่อ ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่“การเล่าเรื่องพระเจ้า”เท่านั้นแต่หมายถึง1).ประกาศข่าวประเสริฐ2).ถ่ายทอดพระวจนะ3).สั่งสอนลูกหลานในทางของพระเจ้า4).เป็นพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า5).บอกเล่าการช่วยกู้ของพระคริสต์ใช่ครับ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้คนทุกเจน ทุกชั่วอายุคนรู้จักพระองค์และสอนพระวจนะของพระองค์แก่ลูกหลานต่อๆไปในทุกช่องทางดังที่กล่าวไว้ชัดเจนในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-7และพระองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนในสดุดี 78:4 อีกว่า“เราจะไม่ซ่อนไว้จากลูกหลานของพวกเขา แต่จะบอกแก่คนรุ่นหลัง ถึงพระราชกิจอันน่าสรรเสริญของพระยาห์เวห์ และฤทธานุภาพของพระองค์ และการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ”‭‭ ~สดุดี‬ ‭78‬:‭4‬ ‭THSV11‬‬วันนี้ ขอให้เรา​หันมามองดู1).คนในคนรุ่นของเรา และ2).คนในรุ่นต่อๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่ในรุ่นเจนZ (ที่เกิดช่วงค.ศ. 1997 – 2012 , ซึ่งปัจจุบันปี2026 จะมีอายุประมาณ 14–29 ปี) ​ให้ความใส่ใจ1).อธิษฐานเพื่อพวกเขา2).กล่าวเรื่องราวของพระเยซูคริสต์เจ้าให้พวกเขารับฟัง3).นำพวกเขาให้รู้จักกับพระคริสต์เจ้า และได้รับความรอด3).หาพี่เลี้ยงในการติดตามเสริมสร้างชีวิตพวกเขาให้เป็นสาวกแท้ของพระคริสต์4).เห็นของประทาน พื้นที่และเวทีที่เหมาะสมแก่พวกเขาในการใช้ตามความสามารถของพวกเขาในคริสตจักรและในสังคมและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ปรนนิบัติรับใช้ตามของประทานอย่างมีความสุขความยินดีก.กับคนในเจนเดียวกับเขาข.กับคนต่างเจนกับเขา และค.กับคนที่ในเจนที่จะตามหลังพวกเขามา…จะดีไหมครับ?“……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กรกฎาคม2026(ตอนที่106ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน เมื่อทุกสิ่งพังทลาย Ep.1688 14.07.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อทุกสิ่งพังทลาย Ep.1688พวกเราเคยเป็นกันบ้างไหมครับที่จะรู้ตัวว่าต้องการพระเจ้าจริง ๆ ก็เมื่อถึงเวลาที่ไม่มีใคร หรือไม่มีอะไรให้พึ่งพาอีกแล้ว สำหรับคนยูดาห์ เมื่อพวกเขาละทิ้งพระเจ้าและดื้อดึงไม่ยอมฟังพระสุรเสียงของพระองค์ การพิพากษาจึงมาถึง นั่นเป็นตามผลของความบาปที่พวกเขาได้เลือก แต่อย่างไรก็ดีพระเจ้าใช้การตีสอนนี้เพื่อเรียกให้พวกเขากลับใจมาหาพระเจ้า วันนี้เราจะใช้เวลากับ เยเรมีย์ 10:17–22'เจ้าทั้งหลายที่อาศัยอยู่ภายใต้วงล้อมเอ๋ย จงเก็บข้าวของจากพื้นดิน เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “นี่แน่ะ เราจะเหวี่ยงชาวแผ่นดินออกไปเสีย ณ เวลานี้ และเราจะนำความทุกข์ใจมาถึงเขาเพื่อให้เขารู้สึก” ' เยเรมีย์ 10:17-18พระเจ้าทรงบอกให้พวกเขาเตรียมตัวเป็นเชลย เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจากการละทิ้งพระเจ้า คำว่า "เหวี่ยงออกไป" เป็นภาพของการเหวี่ยงก้อนหินด้วยสลิงที่ถูกขว้างออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง นี่ทำให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง พระองค์ทรงนำการตีสอนมาถึง เพื่อให้พวกเขารู้ถึงสภาพที่แท้จริงของตัวเองและเพื่อกลับใจหันมาหาพระองค์'วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะความเจ็บปวดของข้าพเจ้า บาดแผลของข้าพเจ้าก็สาหัส แต่ข้าพเจ้าเคยว่า “แท้จริงนี่เป็นความเจ็บป่วยและข้าพเจ้าจะต้องทนเอา” เต็นท์ของข้าพเจ้าก็ถูกทำลาย และเชือกเต็นท์ของข้าพเจ้าก็ขาดสิ้น ลูกๆ ของข้าพเจ้าจากข้าพเจ้าไปหมด และไม่มีพวกเขาอีกแล้ว ไม่มีใครกางเต็นท์ให้ข้าพเจ้าอีก และแขวนม่านของข้าพเจ้าให้ ' เยเรมีย์ 10:19-20ตรงนี้เปลี่ยนจากเสียงของพระเจ้ามาเป็นเสียงคร่ำครวญของผู้ที่กำลังเผชิญการพิพากษา หลายคนเข้าใจว่าเป็นเสียงของเยเรมีย์ที่กล่าวแทนประชาชน เมื่อการพิพากษามาถึง ทุกสิ่งที่ฃคิดว่ามั่นคงก็จะพังทลายลง ทั้งบ้าน ครอบครัว อนาคต ภาพของเต็นท์ที่ถูกทำลายสะท้อนว่าความมั่นคงของมนุษย์นั้นมันเปราะบางมาก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความจริงขึ้นมาใหม่ แต่ความทุกข์นั้นทำให้เราเห็นว่า ความจริงแล้วเราวางใจอยู่กับใคร หรือวางใจอยู่กับอะไร หากเราวางความวางใจของเราไว้บนสิ่งที่ไม่มั่นคง วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะหายไป แต่สำหรับคนที่วางใจในพระเจ้าจะพบว่า พระเจ้ายังทรงมั่นคงอยู่เสมอ'เพราะว่าผู้เลี้ยงแกะก็เขลาและไม่ได้ทูลถามพระยาห์เวห์ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่จำเริญขึ้น และฝูงแกะของเขาก็กระจัดกระจายไป ดูสิ เสียงเล่าลือมาถึงแล้ว เสียงโกลาหลยิ่งใหญ่จากแดนเหนือ มาทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็นที่ร้างเปล่า ให้เป็นที่อยู่ของหมาป่า ' เยเรมีย์ 10:21-22พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของความพังทลายนั้นคือ ผู้นำหรือผู้เลี้ยงที่ไม่อธิษฐาน ไม่แสวงหาพระเจ้า ไม่ทูลถามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นำหรือผู้เลี้ยงที่เป็นแบบนั้นก็เขลา ขาดสติปัญญาในการนำ จนในที่สุดฝูงแกะก็กระจัดกระจาย ข่าวจากแดนเหนือที่เยเรมีย์ประกาศมานาน บัดนี้กำลังกลายเป็นความจริง นี่แสดงให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าสำเร็จตามที่พระองค์ตรัสเสมอ ผู้ที่ไม่สนใจต่อคำเตือนของพระองค์ต้องรับผลของการไม่เชื่อฟัง'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ และพระกำลังของพระองค์ แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์เสมอ ' สดุดี 105:4พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพาพระองค์ก่อนที่ชีวิตของเราจะพังทลายลง ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าฝยินดีให้เกิดกับเรา แต่หลายครั้งพระเจ้าต้องใช้ความทุกข์เพื่อเรียกให้เรากลับมา ขอให้เราแสวงหาพระเจ้าด้วยสุดใจ หากเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ขอให้เรายังเชื่อว่า พระเจ้าทรงรักเรา และยังทรงเรียกเราให้กลับมาอยู่ในพระองค์ เพราะคนที่แสวงหาพระเจ้าจะพบความหวัง ความมั่นคง และการฟื้นฟูชีวิตที่แท้จริง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่105) พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของคุณ! 13.07.2026 4мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่105)พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของคุณ!“ร่างกายและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจและเป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭73‬:‭26‬ ‭THSV11‬‬“My flesh and my heart may fail, but God is the strength of my heart and my portion forever.”‭‭ ~Psalms‬ ‭73‬:‭26‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า"กำลังใจจากโลกนี้เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่กำลังใจจากพระเจ้านั้นมั่นคงเป็นนิตย์"(The world's encouragement shifts with the wind, but God's strength remains forever solid.)พระธรรม(สดุดี‬ ‭73‬:‭26‬)ข้อนี้ ยืนยันความจริง ดังที่กล่าวมา ดังนี้ ​“ร่างกายและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป”อาสาฟผู้เขียนพระธรรมสดุดีตอนนี้ ยอมรับความจริงของชีวิตว่า มนุษย์ทุกคน(รวมทั้งตัวเขาและผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าทุกคน)ต่างก็ล้วนมีข้อจำกัด ที่บางครั้ง~ร่างกายอาจอ่อนแรง เจ็บป่วย และเสื่อมลง~จิตใจอาจเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือผิดหวังใช่ครับ ไม่มีใครจะเข้มแข็งได้ตลอดเวลาพระคัมภีร์เองก็ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความอ่อนแอของเราแต่สอนให้เรายอมรับและนำความอ่อนแอนั้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อจะรับพระคุณ ความเข้มแข็ง และความช่วยเหลือจากพระองค์ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ของชีวิต​“แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของข้าพระองค์”คำว่า “กำลังใจ” ในที่นี้ มีความหมายว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นศิลา และเป็นความมั่นคงของจิตใจของผู้ที่ศรัทธาในพระองค์โลกอาจทำให้เราหมดกำลังใจได้ แต่พระเจ้าไม่เคยหมดกำลังที่จะประคองเราให้ลุกขึ้นมาใหม่~เมื่อกำลังของเรากำลังจะหมด…พระกำลังของพระองค์ก็เริ่มทำงาน~เมื่อเราอ่อนแอไปต่อไม่ไหว…พระองค์ก็จะทรงอุ้มเราไว้จนผ่านพ้นไปได้ดังที่พระเจ้าตรัสว่า“การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหนฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น” ~‭‭2 โครินธ์‬ ‭12‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬​“พระองค์เป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์”นี่คือจุดสูงสุดของข้อพระธรรมข้อนี้ อาสาฟไม่ได้บอกว่า“พระเจ้าประทานมรดกให้ข้าพเจ้า”แต่กล่าวว่า“พระเจ้าทรงเป็นมรดกของข้าพเจ้า!”นั่นหมายความว่าหากวันหนึ่ง~ทรัพย์สมบัติของเราหายไป…~สุขภาพของเราเสียไป…~คนที่รักเราจากไป…~ชื่อเสียงของเราหมดสิ้นไป…แต่กระนั้นหากว่าเรายังมีพระเจ้าอยู่ด้วยก็ถือว่าเรายังไม่ได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปเพราะว่าพระองค์คือทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของเราที่ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันสูญหาย และไม่มีใครแย่งไปได้ พี่น้องที่รัก​พระเจ้าจะทรงเป็นกำลัง เป็นที่พึ่ง และเป็นมรดกของคุณตลอดไป กำลังของคุณอาจมีวันลดหมดไป แต่พระเจ้าของคุณจะไม่มีวันหมดกำลังลงอย่างแน่นอน​ความเข้มแข็งของคุณ ไม่ได้มาจากการไม่มีปัญหา แต่มาจากการที่มีพระเจ้าอยู่ด้วยกับคุณในท่ามกลางปัญหาเหล่านั้น​ความหวังของคุณไม่ได้อยู่ที่สุขภาพแข็งแรง แต่อยู่ที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นกำลังอันไม่จำกัดของคุณด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า“สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเรา จึงไม่ใช่สิ่งที่เราครอบครอง แต่คือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ผู้ทรงครอบครองชีวิตเรา!”(The most precious thing in our lives is not what we possess, but the Lord who possesses us.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กรกฎาคม2026(ตอนที่105ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน พระผู้สร้างผู้เป็นมรดกของเรา Ep.1687 13.07.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน พระผู้สร้างผู้เป็นมรดกของเรา Ep.1687มนุษย์เรามักแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งที่มองเห็น เพราะเชื่อว่าสิ่งที่จับต้องได้ย่อมให้ความมั่นใจได้มากกว่า เยเรมีย์ 10:11–16 ประกาศความจริงว่า พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ทรงเป็นพระผู้สร้างสวรรค์และโลก เป็นผู้ทรงครอบครองทุกสิ่ง และทรงเป็นมรดกอันล้ำค่าของประชากรของพระองค์'เจ้าจงพูดกับเขาทั้งปวงดังนี้ว่า “บรรดาพระที่ไม่ได้สร้างสวรรค์และโลก จะพินาศไปจากโลก และจากภายใต้สวรรค์” ' เยเรมีย์ 10:11พระเจ้าประทานถ้อยคำให้ประชากรของพระเจ้าเพื่อใช้ประกาศท่ามกลางชนต่างชาติว่า พระที่ไม่ได้สร้างสวรรค์และโลกย่อมไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง และสุดท้ายมันจะพินาศไป พระธรรมเยเรมีย์เกือบทั้งหมดเขียนด้วยภาษาฮีบรู แต่ข้อ 11 เป็นข้อเดียวที่ใช้อาราเมก ซึ่งเป็นภาษาสากลของจักรวรรดิบาบิโลนและอัสซีเรียในเวลานั้น นักอธิบายพระคัมภีร์จำนวนมากให้ความเห็นว่า พระเจ้าทรงประกาศข้อความนี้เพื่อให้ประชากรของพระองค์สามารถประกาศความจริงแก่ชนต่างชาติได้ แม้จะอยู่ในแผ่นดินเชลยก็ตาม สำหรับพวกเราผู้เชื่อในปัจจุบัน เราถูกเรียกให้ยืนหยัดในความจริงของพระเจ้า แม้จะอยู่ท่ามกลางสังคมที่ยกย่องสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า'แต่พระองค์ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยพระสติปัญญาของพระองค์ และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วยความเข้าใจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียง ก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ ทรงทำฟ้าแลบเพื่อฝน และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:12-13พระเจ้าทรงใช้เยเรมมีย์บอกต่อไปว่า พระเจ้าผู้ทรงสร้างที่ไม่เพียงทรงสร้างจักรวาลเท่านั้น พระองค์ทรงควบคุมลม ฝน เมฆ และฟ้าแลบ ทุกสิ่งในธรรมชาติอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ แม้วิทยาศาสตร์จะช่วยอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ของธรรมชาติได้ แต่พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง ผู้ทรงกำหนด และผู้ทรงครอบครองธรรมชาติทั้งหมด ดังนั้นเมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญพายุหรือสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ขอให้เราวางใจในพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง ไม่มีเหตุการณ์ใดอยู่นอกพระหัตถ์ของพระองค์'มนุษย์ทุกคนเขลาและไม่มีความรู้ ช่างทองทุกคนจะได้อายเพราะรูปเคารพของตน เพราะรูปเคารพหล่อของเขาเป็นของปลอมและไม่มีลมหายใจในรูปเหล่านั้น มันเป็นของไร้ค่า และเป็นผลงานที่น่าเยาะเย้ย มันจะต้องพินาศเมื่อถึงเวลาการลงโทษ ' เยเรมีย์ 10:14-15พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า รูปเคารพไม่มีชีวิต เพราะมันเป็นเพียงผลงานของมนุษย์ สิ่งที่ไม่มีลมหายใจย่อมไม่สามารถมอบชีวิตแก่ใครได้ ความหวังที่ตั้งอยู่บนสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นความหวังที่ไม่มั่นคง ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นล้วนมีวันเสื่อมสลาย แต่คนที่วางใจในพระเจ้าจะไม่ผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงดำรงมั่นคงอยู่เป็นนิตย์'พระองค์ผู้ทรงเป็นส่วนมรดกของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ก่อร่างทุกสิ่งขึ้น และอิสราเอลเป็นเผ่าที่เป็นมรดกของพระองค์ พระยาห์เวห์จอมทัพคือพระนามของพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:16นี่เป็นจุดที่เน้นของพระธรรมตอนนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นเพียงพระผู้สร้างจักรวาล แต่พระองค์ทรงเป็นส่วนมรดกของประชากรของพระองค์ และประชากรของพระเจ้าก็เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ด้วย ความสัมพันธ์นี้มีค่ามากกว่าทุกสิ่งในโลก เพราะผู้เชื่อทุกคนไม่ได้เพียงได้รับพระพรจากพระเจ้า แต่พระองค์เอง ผู้ทรงเป็นมรดก เป็นส่วนแบ่ง เป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิตของเรา ขอให้เราเลิกแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งที่เสื่อมสลายได้ แล้วมาชื่นชมยินดีในพระเจ้าพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครอง และผู้ทรงรักษาพันธสัญญาของพระองค์ตลอด ไม่มีมรดกใดมีค่ามากไปกว่าการที่เรามีพระเจ้า'จิตใจข้าพเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามีความหวังในพระองค์” ' เพลงคร่ำครวญ 3:24เมื่อพระเจ้าเป็นส่วนมรดกของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งอื่นอีก เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ทรงพระชนม์ และพระองค์ทรงเพียงพอสำหรับชีวิตของเรา ขอให้เราเรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้าทุกวัน และให้เราใช่ชีวิตอย่างคนที่รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของชีวิตของเรา วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่104) นอกจากพระองค์ เราก็ไม่เหลืออะไรเลย! 13.07.2026 4мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่104)นอกจากพระองค์ เราก็ไม่เหลืออะไรเลย!“นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก”~สดุดี 73:25 (THSV11)“In heaven I have only you, and on this earth you are all I want.”‭‭ ~Psalms‬ ‭73‬:‭25‬ ‭CEV‬‬อาสาฟ ผู้เขียนสดุดีบทนี้ กล่าวว่าเขาเคยอิจฉาคนชั่ว เพราะเห็นว่าคนพวกนั้นมั่งคั่ง สุขสบาย และดูเหมือนไม่ได้รับการลงโทษใดๆ (ข้อ 2-16)แต่เมื่อเขาเข้าไปในสถานนมัสการของพระเจ้า (ข้อ 17) มุมมองของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาตระหนักว่าความมั่งคั่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ชั่วคราวมีแต่สัมพันธภาพกับพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์ด้วยเหตุนี้เอง ข้อ 25 จึงเป็นบทสรุปของหัวใจที่กลับใจใหม่ซึ่งมีความหมายดังนี้​“นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์”หมายความว่าแม้ในสวรรค์จะเต็มไปด้วยสิริรุ่งโรจน์แต่สิ่งที่ทำให้สวรรค์เป็นสวรรค์อย่างแท้จริง นั้นก็คือการมีพระเจ้าอยู่ที่นั่นเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ถ้าสวรรค์ไม่มีพระเจ้าสวรรค์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยากไป!”​“นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก”หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดมีคุณค่ามากกว่าพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงเป็น~ความสุขสูงสุด~สมบัติล้ำค่าที่สุด~ความพอใจสูงส่งแต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องรักครอบครัว ไม่ทำงานไม่ต้องการมีสุขภาพดี หรือ ไม่อยากมีบ้านแต่เห็นว่า การรู้จักกับพระเจ้า(และพระเยซู )คือสิ่งที่่ล้ำค่าที่สุด!(ฟีลิปปี 3:8)การตระหนักความจริงในเรื่องนี้คือหัวใจของการนมัสการที่แท้จริง!มีคนหลายคนรักพระเจ้าเพราะ~พระองค์อวยพร~พระองค์เยียวยารักษา~พระองค์ตอบคำอธิษฐาน ฯลฯแต่ผู้เขียนสดุดีบทนี้ไปไกลกว่านั้นอีก เพราะเขารักพระเจ้าแม้ไม่มีของประทานใดเลยเพราะพระผู้ประทานสิ่งเหล่านั้นล้ำค่ามากกว่าของประทานทั้งหมดพระเยซูคริสต์ก็ตรัสกำชับให้คนของพระองค์แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน(มัทธิว 6:33)ดังนั้น จงให้พระองค์เป็นจุดหมายปลายทางชีวิตของเราพี่น้องที่รักถ้าพระเจ้าเป็นความปรารถนาสูงสุดของเรา~เราก็จะไม่ถูกเงินทองทรัพย์สินมาครอบงำ~เราจะไม่ถูกความสำเร็จครอบงำ~เราจะไม่ถูกชื่อเสียงครอบงำ~เราจะไม่แตกสลายเมื่อสูญเสียสิ่งของในโลกเพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วย หรือ เพื่อสิ่งเหล่านั้นแต่ให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยกับพระเจ้าแล้วเราที่มีพระเจ้าเป็นสมบัติจะไม่มีวันกลายเป็นคนยากจน จนตรอกแม้สูญเสียทรัพย์สิน หรือสิ่งของต่างๆไป เพราะสมบัติที่เป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือ พระเจ้าจะ ยังคงอยู่กับเราเสมอไป!เหมือนดังคำกล่าวไว้ว่า“พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทาน แต่คือตัวพระเจ้าผู้ประทานนั่นเอง!”(The greatest blessing is not what God gives, but God Himself.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กรกฎาคม2026(ตอนที่104ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่มีใครเหมือนพระองค์ Ep.1686 12.07.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่มีใครเหมือนพระองค์ Ep.1686โลกพยายามบอกเราว่า ยังมีหลายสิ่งที่มีคุณค่าแก่การยึดถือและวางใจ เยเรมีย์ 10:6–10 ประกาศความจริงที่ยิ่งใหญ่ว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกประชาชาติ และทรงสมควรได้รับคำสรรเสริญ และความยำเกรงแต่เพียงผู้เดียว'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก ข้าแต่กษัตริย์แห่งบรรดาประชาชาติ ใครจะไม่ยำเกรงพระองค์? เพราะพระองค์ทรงสมควรได้รับความยำเกรง เพราะในบรรดาปราชญ์ของประชาชาติทั้งหลาย และในอาณาจักรทั้งสิ้นของพวกเขา ไม่มีใครเหมือนพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:6-7หลังจากข้อ 1-5 ที่พระเจ้าได้ชี้ให้เห็นความไร้สาระของรูปเคารพ ในข้อนี้เยเรมีย์ประกาศพระลักษณะของพระเจ้าว่า ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์ ในโลกสมัยนั้น ผู้คนเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์และพวกเขาพยายามจัดลำดับว่าเทพองค์ใดใหญ่กว่าเทพองค์ใด แต่เยเรมีย์ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ผู้ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะนำมาเทียบเคียงพระองค์ได้ พระเจ้าไม่ใช่เพียงพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้น แต่ทรงเป็นพระเจ้าเหนือทุกประชาชาติ ดังนั้นมนุษน์ต้องความยำเกรงพระองค์ ซึ่งความยำเกรงนี้ไม่ใช่ความหวาดกลัวสิ่งต่าง ๆ แต่คือการถวายเกียรติและการใช้ชีวิตยอมอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจและการครอบครองของพระเจ้า'เขาทั้งหลายทั้งเขลาและโง่ การสั่งสอนของรูปเคารพเป็นเพียงไม้ เครื่องเงินทุบนั้นถูกนำมาจากเมืองทารชิช และทองคำก็มาจากเมืองอุฟาส เป็นผลงานของช่างฝีมือและเป็นผลน้ำมือของช่างทอง เสื้อผ้าของรูปเคารพนั้นสีครามและสีม่วง ล้วนเป็นผลงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ' เยเรมีย์ 10:8-9พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นผ่านเยเรมีย์อีกครั้งว่า รูปเคารพจะทำจากเงิน ทอง และตกแต่งอย่างสวยงามก็เป็นฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญ คุณค่าภายนอกอาจจะดูมีราคา สีที่แสดงถึงเกียรติยศ ความมั่งคั่ง หรือความเป็นกษัตริย์แต่ยังไงมันก็เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้กลายเป็นพระเจ้าได้ สำหรับพวกเราผู้เชื่อในวันนี้ สิ่งที่เข้ามาแย่งชิงความรัก ความไว้วางใจ และการนมัสการของเราอาจไม่ใช่รูปเคารพแบบนั้นแล้ว แต่อาจเป็นเงินทอง ความสำเร็จ ชื่อเสียง หรือความมั่นคงที่โลกนิยม แม้สิ่งเหล่านั้นจะดูน่าหลงใหลเพียงใด มันก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งแทนพระเจ้าได้'แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์เนืองนิตย์ เมื่อทรงพระพิโรธแผ่นดินก็หวั่นไหว และบรรดาประชาชาติจะไม่สามารถทนต่อความกริ้วของพระองค์ได้ ' เยเรมีย์ 10:10พระเจ้าเที่ยงแท้ ไม่ได้หมายถึงแค่ฃพระองค์ไม่โกหก แต่หมายถึงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ทรงซื่อสัตย์ มั่นคง และทรงเป็นที่พึ่งที่เราพึ่งได้เสมอ พระเจ้าทรงพระชนม์ และเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต ไม่เหมือนรูปเคารพที่ไม่มีชีวิต พระเจ้าทรงครอบครองตลอดนิรันดร์ เมื่อพระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ไม่มีใครสามารถต่อต้านพระองค์ได้ ขอให้เราผู้เชื่อในพระองค์จะวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจ เพราะพระเจ้าที่เรานมัสการไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครอง และผู้ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก ' เยเรมีย์ 10:6ขอให้เราหยุดและเลิกวางใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ และหันมารู้จักพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์มากขึ้น เพราะยิ่งเรารู้จักพระองค์มากเท่าไร เราจะยำเกรง วางใจ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งเรามองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะไม่ถูกดึงดูดด้วยรูปเคารพหรือสิ่งที่โลกยกย่อง แต่เราจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงภายใต้สิทธิอำนาจและการครอบครองของพระเจ้า กษัตริย์ผู้ทรงพระชนม์อยู่นิรันดร์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่103) ยามถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่ว? 11.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่103)ยามถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่ว?“จงรักษาความประพฤติอันดีของพวกท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขาจะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”~1 เปโตร 2:12 THSV11“Live such good lives among the pagans that, though they accuse you of doing wrong, they may see your good deeds and glorify God on the day he visits us.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭2‬:‭12‬ ‭NIV‬‬พระธรรมข้อนี้เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่สุดของการเป็น “พยานของพระคริสต์” คริสเตียนไม่ได้ถูกสอนให้เอาชนะโลกด้วยการโต้เถียง หรือสารพัดวิถีที่ไม่เหมาะสมแต่ให้เอาชนะโลกด้วย ข่าวประเสริฐและชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์คริสเตียนเป็นชนชาติที่ทรงเลือกไว้~เป็นปุโรหิตหลวง~เป็นชนชาติบริสุทธิ์~เป็นชนชาติของพระเจ้า ~เป็นคนต่างด้าวและ~เป็นคนที่อาศัยชั่วคราวในโลกนี้(1 เปโตร 2:9~11)อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคริสเตียนจึงควรแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนทั่วไปในโลก คำถามจึงเกิดขึ้นว่า​ “ คริสเตียนควรประพฤติตนอย่างไร?”คำตอบคือ “จงรักษาความประพฤติอันดี ไว้ในหมู่คนต่างชาติ”~คำว่า “ความประพฤติ” (Conduct)ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ศีลธรรมแต่หมายถึง“วิถีชีวิตทั้งหมด” (Way of Life)ทั้งวิธีคิด วิถึพูด วิธีทำงาน วิธีใช้เงิน วิธีใช้เวลา วิธีปฏิบัติต่อครอบครัว วิธีตอบสนองต่อศัตรู วิธีรับมือความทุกข์ และวิธีรับใช้ผู้อื่นฯลฯนั่นคือ ทุกด้านชีวิตของคริสเตียนกำลังประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์คริสเตียนไม่ได้เป็นพยานเฉพาะเวลาพูดเรื่องพระเยซูแต่เป็นพยานทุกครั้งที่ใช้ชีวิตส่องสว่าง “ให้ความสว่างของท่านส่องต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะได้เห็นการดีของท่าน และถวายพระเกียรติแด่พระบิดา”~มัทธิว 5:16~คำว่า “คนต่างชาติ” หมายถึง“ผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า”อ.เปโตรกำลังบอกเราว่าพระเจ้าไม่ได้เรียกคริสเตียนให้อยู่แยกจากโลกแต่ให้ใช้ชีวิตที่ดีงามในท่ามกลางคนในโลก เหมือน1).เกลืออยู่ท่ามกลางอาหาร2).ความสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด3).เชื้ออยู่ในแป้งชีวิตคริสเตียนต้องไม่ใช่ชีวิตที่หนีโลก แต่เป็นชีวิตที่พร้อมเปลี่ยนโลก!​“คริสเตียนควรรักษาความประพฤติที่ดีงามไว้เพื่ออะไร?”คำตอบคือ “เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขา1).จะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และ2).จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”​“คริสเตียน(ตั้งแต่)ยุคแรกมักถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่วในเรื่องอะไร?”คริสเตียนยุคแรกถูกกล่าวหาว่า1).เป็นคนทรยศต่อจักรวรรดิ2).เป็นพวกสร้างความแตกแยก3).เป็นพวกเกลียดมนุษย์4).เป็นพวกทำลายวัฒนธรรมซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านั้นล้วนเป็นเท็จ​“คริสเตียนถูกสอนให้ทำอย่างไร ในยามที่ถูกใส่ร้ายหรือกล่าวหา?”1).ไม่ใช่“ให้ลุกขึ้นสู้”2).ไม่ใช่“ให้แก้ข่าว”แต่บอกว่า“จงใช้ชีวิตดี” หรือ “จงรักษาความประพฤติอันดี“ไว้เพราะว่า ชีวิตที่ประพฤติดี คือ คำแก้ต่างที่ทรงพลังที่สุด!​“คริสเตียนที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการใส่ร้ายอย่างที่ถูกสอนจะก่อเกิดอะไรขึ้นมา?คำตอบคือ คนทั้งหลาย1).จะได้เห็นคุณความดีของพวกเขา และ2).จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือนน่าสนใจ ที่อ.เปโตรไม่ได้บอกแค่ว่า“ให้พวกเขาฟัง”แต่ท่านบอกว่า“ให้พวกเขาเห็น!”เป็นความจริงว่า โลกอาจไม่อ่านพระคัมภีร์แต่โลกกำลังอ่านชีวิตของเรา ตลอด24ชั่วโมงต่อวัน(ที่เป็นดุจพระคัมภีร์เล่มเดียวที่คนบางคนในโลกได้อ่าน)เป้าหมายสูงสุดของคริสเตียน ไม่ใช่ให้คนชมว่า“คุณเป็นคนดี”แต่ให้เขาพูดว่า“พระเจ้าของคุณช่างดีและยิ่งใหญ่”ความดีของคริสเตียนไม่ใช่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองแต่เพื่อสะท้อนพระสิริของพระเจ้าเหมือนดวงจันทร์ไม่ได้มีแสงของตัวเองแต่สะท้อนแสงอาทิตย์คริสเตียนก็เช่นกันไม่ได้พยายามสร้างความดีจากกำลังของตนเองแต่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ให้โลกได้เห็นและสัมผัส!6.“คริสเตียนควรรักษาความประพฤติดีไว้จนถึงเมื่อใด?คำตอบคือ จนถึง“วันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”ที่อาจมีความหมายได้สองมิติ คือ1).วันที่พระเจ้าทรงมาเยี่ยมด้วยพระคุณ คือวันที่คนนั้นกลับใจ2).วันที่พระเจ้าทรงมาพิพากษาโลกและรับผู้เชื่อไปอยู่กับพระเยซูเป็นวันที่พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระเกียรติอย่างสมบูรณ์พี่น้องที่รักขอให้เรารักษาความประพฤติอันดีของพวกเราเพื่อว่าเมื่อเวลามีใครใส่ร้ายป้ายสีเราว่าประพฤติชั่วพวกเขา1.จะได้เห็นคุณความดีของพวกเรา และ2.จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กรกฎาคม2026(ตอนที่103ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าเอาอย่างโลก Ep.1685 10.07.2026 4мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเอาอย่างโลก Ep.1685สำหรับคริสเตียนบางคนที่คิดว่า การใช้ชีวิตแบบคนส่วนใหญ่ในโลกก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เยเรมีย์ 10:1–5 เตือนว่า ผู้ที่รู้จักพระเจ้าไม่ควรปล่อยให้โลกเป็นผู้กำหนดความเชื่อ ความคิด และวิถีชีวิต เพราะสิ่งที่โลกยกย่องและวางใจนั้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และไม่อาจช่วยชีวิตของเราได้'พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะซึ่งพระยาห์เวห์ตรัสกับเจ้า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “อย่าเอาอย่างบรรดาประชาชาติหรืออย่าคร้ามกลัวเพราะหมายสำคัญของท้องฟ้า ตามที่บรรดาประชาชาติคร้ามกลัวนั้น ' เยเรมีย์ 10:1-2พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาฟังพระวจนะของพระเจ้า คำว่า "ฟัง" ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ได้ยิน แต่หมายถึงการเชื่อฟังและทำตามพระวจนะด้วย นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า การทรงเตือนของพระเจ้าไม่ให้ใช้ชีวิตตามวิถีของชนชาติรอบข้าง เพราะพวกเขากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่จะถูกกวาดไปเป็นเชลยในบาบิโลน ซึ่งที่นั่นให้ความสำคัญกับโหราศาสตร์และหมายสำคัญบนท้องฟ้า จนเชื่อว่าดวงดาวสามารถกำหนดชะตาชีวิตได้ แต่พระเจ้าตรัสว่า ประชากรของพระองค์ไม่ควรหวาดกลัวสิ่งที่คนในโลกกลัว เพราะชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของดวงดาว พวกเราก็เหมือนกัน พวกเราผู้เชื่อก็ไม่ควรปล่อยให้ค่านิยม ความกลัว หรือกระแสของโลกให้มีอิทธิพลเหนือพระวจนะ และชีวิตของเรา'เพราะธรรมเนียมของชนชาติทั้งหลายก็ไร้สาระ เขาตัดต้นไม้ต้นหนึ่งมาจากป่า เป็นสิ่งที่มือช่างได้ทำด้วยขวาน เขาทั้งหลายก็เอาเงินและทองมาประดับ เขายึดมันไว้ด้วยค้อนและตะปู มันก็ไม่โยกเยก ' เยเรมีย์ 10:3-4พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของการกราบไหว้รูปเคารพ เพราะรูปเคารพนั้นทำขึ้นมาจากไม้ในป่า ถูกช่างเอาขวานตัดมา และตกแต่งด้วยเงินทอง แล้วก็ใช้ตะปูยึดไว้ไม่ให้ล้ม สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง ย่อมไม่อาจเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ได้แน่นอน พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงปฏิเสธรูปเคารพเท่านั้น แต่ยังเตือนเราไม่ให้ยกสิ่งใดขึ้นมาแทนที่พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ความสำเร็จ อำนาจ หรือสิ่งใดก็ตามที่เราใช้เป็นที่พึ่งมากกว่าพระเจ้า'รูปเคารพของเขาก็เหมือนหุ่นไล่กาอยู่ในสวนแตงกวา มันพูดไม่ได้ คนต้องขนมันไป เพราะมันเดินไม่ได้ อย่ากลัวมันเลยเพราะมันทำร้ายไม่ได้ และมันก็ทำดีไม่ได้ด้วย” ' เยเรมีย์ 10:5นี่เป็นภาพที่ชัดเจนรูปเคารพไม่สามารถพูด เดิน หรือช่วยเหลือใครได้ พระเจ้าจึงตรัสว่า "อย่ากลัวมันเลย" เพราะมันไม่มีอำนาจที่จะทำร้ายหรือทำดีแก่ผู้ใดได้ ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ทรงเป็นผู้แบก ผู้อุ้ม ดูแล และช่วยกู้ประชากรของพระองค์เสมอ ผู้ที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งใดในโลก เพราะเราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง'อย่าดำเนินชีวิตตามอย่างคนในโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่านใหม่ แล้วท่านจึงจะสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าสิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้า คือพระประสงค์อันดีอันเป็นที่พอพระทัยและสมบูรณ์พร้อมของพระองค์ ' โรม 12:2 TNCVผู้เชื่อไม่ควรปล่อยให้ความคิดและการดำเนินชีวิตแบบโลกมาหล่อหลอมเรา แต่เราต้องให้พระวจนะของพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากภายใน ขอให้เราเลือกยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์มากกว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และขอให้เราใช้ชีวิตที่แตกต่างจากโลก เพื่อชีวิตของเราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิต เราก็ไม่ต้องวิ่งตามความกลัวของโลก แต่เราจะใช้ชีวิตด้วยความเชื่อและความมั่นคงในพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่102) นนี้คุณดื่มน้ำนมวิเศษนี้ แล้วหรือยัง? 10.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่102)วันนี้คุณดื่มน้ำนมวิเศษนี้ แล้วหรือยัง?“เช่นเดียวกับทารกแรกเกิดจงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้นพวกท่านจะเติบโตขึ้นสู่ความรอด”~ 1 เปโตร 2:2 (THSV11)“Desire God’s pure word as newborn babies desire milk. Then you will grow in your salvation.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭2‬:‭2‬ ‭GW‬‬พระธรรมข้อนี้เป็นหนึ่งในข้อที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับ“ การเติบโตฝ่ายวิญญาณ”(Spiritual Growth) อ.เปโตรกำลังสอนคริสเตียนที่เพิ่งเกิดใหม่ในพระคริสต์ว่า ชีวิตคริสเตียนไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเชื่อ” แต่ต้อง “เติบโต” อย่างต่อเนื่อง​“เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด”หมายถึงเด็กทารกที่เมื่อหิวก็จะร้องหานมทันที เพราะรู้ว่า“นมคือสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของเขา!”​“จงปรารถนา”หมายถึง“กระหาย หรือ โหยหา อย่างสุดหัวใจ”เหมือนทารกร้องหาน้ำนม หรือคนกระหายน้ำในทะเลทรายเหมือนดังที่กษัตริย์ดาวิด ตรัสว่า“จิตใจของข้าพระองค์กระหายพระองค์”~สดุดี 42:1-2คริสเตียนจึงควรมีใจปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์เพราะเป็น“สิ่งที่ขาดไม่ได้”สำหรับการดำรงชีวิตและการเติบโต​“น้ำนมฝ่ายวิญญาณ”หมายถึง“พระวจนะของพระเจ้า”ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายวิญญาณ เหมือนน้ำนมสร้างกระดูก สมอง และภูมิคุ้มกันพระวจนะของพระเจ้าก็สร้างความเชื่อ ปัญญา ความเข้มแข็ง และความหวัง ฯลฯ ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราจำเริญขึ้น​ “ที่ไร้สิ่งเจือปน”หมายถึง“พระวจนะที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกบิดเบือน”ไม่ปนเปื้อนความคิดเห็นของมนุษย์ ปรัชญาโลก หรือคำสอนเท็จเทียม ที่ทำให้ฝ่ายวิญญาณอ่อนแอ​“เพื่อโดยน้ำนมนั้น”หมายความว่า พระวจนะที่เรารับไว้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงเหมือนอาหารที่หล่อเลี้ยงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้น​“พวกท่านจะเติบโตขึ้น”นี่คือเป้าหมายของพระเจ้าที่ประสงค์ให้เราเติบโตฝ่ายวิญญาณ ในด้านต่างๆ อาทิ~รู้น้ำพระทัยพระเจ้ามากขึ้น~รับการเยียวยารักษาฝ่ายจิตวิญญาณ~รู้จักพระเจ้ามากขึ้น~รักพระองค์มากขึ้น และ~รับใช้พระองค์มากขึ้น ฯลฯชีวิตคริสเตียนที่แข็งแรง คือชีวิตที่เติบโต ไม่ใช่หยุดนิ่ง​ “สู่ความรอด”ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเติบโตเพื่อจะรอดเพราะเรารอดแล้วโดยพระคุณเพราะความเชื่อแต่หมายถึงให้เราเติบโตจนสำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดแล้วจริงๆ อีกทั้งกำลังทรงเปลี่ยนแปลงเราอยู่ในปัจจุบันและวันหนึ่งจะทรงทำให้เราสมบูรณ์เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาจึงกล่าวได้ว่า “การเติบโตฝ่ายวิญญาณ” นั้นเป็น “กระบวนการ”ที่พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณกำลังเปลี่ยนแปลงผู้เชื่อให้ค่อย ๆ เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวันเหมือนเด็กทารกแรกเกิดที่กินนมทุกวันจนค่อยๆเติบใหญ่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น และแข็งแรงจนเดินและวิ่งให้เห็นได้แต่ถ้าทารกนี้ ไม่กินนมเลยแม้เขาเกิดแล้ว ก็จะไม่เติบโตเช่นเดียวกันกับคริสเตียนต่อให้เขาเชื่อพระเยซูและรอดแล้ว แต่ถ้าไม่รับประทานพระวจนะซึ่งเป็นอาหารหรือน้ำนมฝ่ายวิญญาณ เขาก็ยังเป็น “ทารกฝ่ายวิญญาณ” ที่ไม่เติบโตแต่ในทางกลับกันหาก ผู้เชื่อใหม่คนใดหิวกระหายน้ำนมฝ่ายจิตวิญญาณทั้งรักพระวจนะและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาก็ย่อมเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรงขึ้น1).ในด้านความเชื่อ และ2).ในลักษณะชีวิตพี่น้องที่รักวันนี้ ขอให้เรา1.กระหายหาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์เหมือนทารกแรกเกิด เพื่ออาหารฝ่ายจิตวิญญาณเหล่านี้ จะช่วยทำให้เราให้เติบโตขึ้น จนเป็นพยานหลักฐานยืนยันให้โลกเห็นว่าเรารอดแล้ว 2.กระตือรือร้น ในการประกาศข่าวประเสริฐช่วยให้คนอื่นๆได้รับความรอด และ3.กระตัุนให้ผู้ที่เชื่อพระคริสต์คนอื่นๆ โหยหาในพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน เพื่อทำให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน …จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กรกฎาคม2026(ตอนที่102ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน สิ่งที่ควรอวด Ep.1684 10.07.2026 4мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน สิ่งที่ควรอวด Ep.1684มีหลายอย่างที่ทำให้มนุษย์รู้สึกภูมิใจ บางคนภูมิใจในความรู้ ความสามารถ ทรัพย์สิน หรือความสำเร็จ แต่เยเรมีย์ 9:23–26 เปิดเผยว่า สิ่งเดียวที่พระเจ้าทรงเห็นว่าควรอวด คือการที่มนุษย์เข้าใจ รู้จักโดยมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ เพราะการรู้จักพระเจ้าย่อมนำไปสู่ชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระองค์ ไม่ใช่เพียงการมีศาสนาหรือพิธีกรรมภายนอก'“พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดสติปัญญาของตน อย่าให้ชายฉกรรจ์อวดความเข้มแข็งของตน อย่าให้คนมั่งมีอวดความมั่งคั่งของตน แต่ให้ผู้อวดอวดสิ่งนี้ คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระยาห์เวห์ ผู้สำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 9:23-24พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่าปัญญา ความเข้มแข็ง หรือความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่พระองค์ทรงเตือนว่า อย่าให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นที่พึ่งหรือฃสิ่งที่เราเอามาโอ้อวด เพราะสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นที่มนุษย์พึ่งพาและเอามาโอ้อวด หากถูกยกขึ้นแทนที่พระเจ้า มันก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เมื่อถึงวันแห่งการพิพากษา สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้าคือ การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง จนความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิต และทำให้ผู้คนเห็นพระลักษณะของพระเจ้าผ่านความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรม'“พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ วันเวลากำลังจะมาถึงแล้ว เมื่อเราจะลงโทษทุกคนที่เข้าสุหนัตเพียงเนื้อหนังคือ คนอียิปต์ คนยูดาห์ คนเอโดม คนอัมโมน คนโมอับและทุกคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่โกนผมจอนหู เพราะทุกประชาชาติไม่ได้เข้าสุหนัต และพงศ์พันธุ์ทั้งสิ้นของอิสราเอลก็ไม่ได้เข้าสุหนัตทางใจ”' เยเรมีย์ 9:25-26พระเจ้าทรงเตือนยูดาห์ว่า การเข้าสุหนัตภายนอกไม่มีความหมาย หากหัวใจยังไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า ถึงแม้พวกเขาจะมีเครื่องหมายว่าเป็นของประชากรแห่งพันธสัญญา แต่พระเจ้าทรงจัดพวกเขาไว้ในกลุ่มเดียวกับชนต่างชาติเลย เพราะหัวใจของพวกเขาไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า นี่เป็นคำเตือนสำหรับผู้เชื่อในทุกยุคทุกสมัยว่า การเป็นสมาชิกคริสตจักร การรับบัพติศมา การรับใช้ การถวาย หรือการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่อาจทดแทนหัวใจที่รักและการเชื่อฟังพระเจ้าได้'เพื่อให้เป็นไปตามคำเขียนไว้ว่า “ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า”' 1 โครินธ์ 1:31อาจารย์เปาโลหยิบพระธรรมตอนนี้มาย้ำอีกครั้งว่า สิ่งเดียวที่ผู้เชื่อควรภาคภูมิใจและโอ้อวด คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการรู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสิ่งที่เราอวดแต่เปลี่ยนตัวตนของเราทั้งหมดของเรา ขอให้เราแสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากกว่าการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง และให้ชีวิตของเราสะท้อนความรัก ความยุติธรรม และความชอบธรรมของพระเจ้าเพื่อทุกคนจะเห็นพระเจ้าผ่านชีวิตของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่101) อัตลักษณ์ของคริสเตียน 9ประการ (1โครินธ์ 1:1-9) 10.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่101)อัตลักษณ์ของคริสเตียน 9ประการ (1โครินธ์ 1:1-9)“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้ สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~ ‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬“God is faithful, who has called you into fellowship with his Son, Jesus Christ our Lord.”‭‭ ~1 Corinthians‬ ‭1‬:‭9‬ ‭NIV‬‬อัตลักษณ์ของคริสเตียนเป็นอย่างไร?​เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียก“เปาโล ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระทัยของพระเจ้า และโสสเธเนสผู้เป็นพี่น้องของเราเรียน คริสตจักรของพระเจ้า ที่เมืองโครินธ์ ผู้ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ในพระเยซูคริสต์ ”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭1‬-‭2‬ก ‭THSV11‬‬​เราเป็นธรรมิกชนของพระเจ้า"…ได้รับการทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน“ร่วมกับทุกคนในทุกแห่งหน ที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและของพวกเขา”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭2‬ข ‭THSV11‬‬​เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าร่วมกัน“…ร่วมกับทุกคนในทุกแห่งหน ที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและของพวกเขา”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭2‬ ‭คTHSV11‬‬​เราเป็นผู้รับพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬​เราเป็นผู้บริบูรณ์มั่งคั่งฝ่ายวิญญาณ“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอ เพราะพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ท่านในพระเยซูคริสต์ เพราะพวกท่านได้รับความบริบูรณ์ทุกด้านในพระองค์ คือในด้านวาจาและความรู้ทุกอย่าง”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭4‬-‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราเป็นพยานของพระเยซูคริสต์“ด้วยว่าคำพยานเรื่องพระคริสต์นั้นตั้งมั่นคงอยู่ในท่านแล้ว”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭6‬ ‭THSV11‬‬​เราเป็นผู้ที่รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์(1:7)“ในขณะที่ท่านรอคอยการปรากฏของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭7‬ ‭THSV11‬‬​เราเป็นผู้ที่มีความมั่นคงที่สุดในจักรวาล“พระองค์จะทรงให้พวกท่านมั่นคงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อให้ท่านปราศจากที่ติในวันของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬​เราเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬สรุป “อัตลักษณ์ของคริสเตียนไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ในพระคริสต์(A Christian’s identity is not self-made; it is God-given in Christ.)ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราติดสนิทกับพระคริสต์ และให้พระคริสต์สำแดงพระองค์เองออกมาผ่านตัวเรา ทั้งทางคำพูด และการกระทำของเราในทุกช่องทาง…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กรกฎาคม2026(ตอนที่101ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน น้ำตาที่สายเกินไป Ep.1683 09.07.2026 4мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน น้ำตาที่สายเกินไป Ep.1683มนุษย์เรามักเป็นแบบนี้ คือไม่ยอมกลับใจเมื่อได้รับการเตือน แต่จะร้องไห้เสียใจเมื่อได้รับผลของคำเตือนนั้น ซึ่งเวลานั้นมันสายเกินไปแล้ว เยเรมีย์ 9:17–22 เปิดเผยว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงยินดีในการพิพากษา พระองค์ทรงเตือนเพื่อให้พวกเขากลับใจ แต่เมื่อคำเตือนถูกเพิกเฉย ความโศกเศร้าจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้'พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า “จงตรึกตรองดู และเรียกพวกนางร้องไห้มา จงให้คนไปตามพวกมืออาชีพมา ให้พวกเขารีบส่งเสียงคร่ำครวญเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อน้ำตาจะไหลจากตาของเรา และหนังตาของเราจะมีน้ำตาไหลออกมา ' เยเรมีย์ 9:17-18พระเจ้าทรงเรียกหญิงผู้เชี่ยวชาญในการคร่ำครวญมา เพื่อปลุกให้พวกเขาคิดถึงความร้ายแรงของความบาปและการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง น้ำตาที่ควรหลั่งออกมาในวันที่พระเจ้าทรงเตือน กลับต้องไหลออกมาเมื่อการพิพากษามาถึง ขอให้เราอย่าเป็นแบบนี้ ขอให้เรากลับใจตั้งแต่วันที่เราได้รับคำเตือนเลยนะครับ'เพราะได้ยินเสียงคร่ำครวญจากศิโยน ‘พวกเราล่มจมแล้ว เราแสนจะอับอาย เพราะเราต้องออกจากแผ่นดิน เพราะเขาได้ทำลายที่อาศัยของเราลง’ ” พวกผู้หญิงเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ และให้หูของพวกเจ้ารับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์ จงสอนบทคร่ำครวญแก่บุตรีของเจ้า จงสอนเพลงไว้อาลัยแก่เพื่อนบ้านของเธอทุกคน ' เยเรมีย์ 9:19-20เสียงแห่งการนมัสการในศิโยนได้กลายเป็นเสียงร้องไห้ เพราะกว่าที่พวกจะสำนึกได้ก็สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว พระเจ้าให้สอนบทเพลงคร่ำครวญแก่ลูกหลานไม่ใช่เพื่อให้จมอยู่กับความเศร้า แต่เพื่อให้คนรุ่นต่อไปเรียนรู้ว่า การละทิ้งพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ย่อมความพินาศมาและไม่ควรทำผิดซ้ำรอยเดิม 'เพราะความตายได้เข้ามาทางหน้าต่างของเรา มันเข้ามาในวังทั้งหลายของเรา ตัดเด็กๆ ออกเสีย จากถนนหนทาง และตัดหนุ่มๆ ออกเสียจากลานเมือง จงพูดว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ศพมนุษย์จะเกลื่อนกลาด เหมือนมูลสัตว์ตามพื้นทุ่ง เหมือนฟ่อนข้าวที่หล่นตามหลังผู้เกี่ยว และไม่มีใครจะเก็บ” ' เยเรมีย์ 9:21-22ภาพของความตายที่เข้ามาทางหน้าต่างทำให้เราเห็นว่า เมื่อการพิพากษามาถึงไม่มีที่ไหนปลอดภัย ความบาปไม่เคยส่งผลเฉพาะผู้กระทำ แต่มันจะลุกลามไปถึงครอบครัว ถึงคนรุ่นต่อไป พระเจ้าทรงใช้ภาพที่รุนแรงเพื่อให้พวกเขากลับใจ ก่อนที่จะต้องร้องไห้เพราะผลของความบาปที่กำลังมาถึง'แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีความยินดี ไม่ใช่เพราะพวกท่านเสียใจ แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจ เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ท่านจึงไม่ได้รับผลร้ายจากเราเลย เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้เกิดการกลับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำสู่ความตาย ' 2 โครินธ์ 7:9-10สิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยไม่ใช่น้ำตาที่เกิดจากความสูญเสีย แต่ทรงพอพระทัยน้ำตาที่เกิดจากการสำนึกผิดและนำสู่การกลับใจ พระเยซูเองก็ทรงร้องไห้ให้กรุงเยรูซาเล็ม เพราะผู้คนไม่ยอมรับพระองค์ผู้ทรงเป็นทางแห่งสันติสุขและความรอด ขอให้เราฟังเสียงของพระเจ้าตั้งแต่วันนี้ ยอมกลับใจเมื่อพระองค์เตือน เพื่อเราจะไม่ต้องเสียน้ำตาเพราะผลของการดื้อรั้น แต่เราจะได้รับความชื่นชมยินดีจากการดำเนินชีวิตตามทางของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่100). อะไร คิอ สิ่งที่เราพึงละทิ้ง? 09.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่100)อะไร คิอ สิ่งที่เราพึงละทิ้ง?“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงละทิ้งความชั่วทุกอย่าง และการล่อลวงทุกรูปแบบ ความไม่จริงใจ ความอิจฉาริษยา และการใส่ร้ายทุกชนิด”~‭‭1 เปโตร‬ ‭2‬:‭1‬ ‭THSV11‬‬“So get rid of every kind of evil, every kind of deception, hypocrisy, jealousy, and every kind of slander.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭2‬:‭1‬ ‭GW‬‬คนที่รู้จักและเชื่อในพระเจ้าและได้รับความรอดแล้ว ควรประพฤติตนใหม่โดยละทิ้งบางสิ่งบางอย่าง ดังที่พระคัมภีร์กำชับไว้ว่า“พวกท่านจงละทิ้ง…” ( So get rid of )คำว่า “ละทิ้ง” (Put away) ในภาษากรีกมีความหมายว่า“ถอดเสื้อผ้าที่สกปรกออก!”เหมือนคนที่เพิ่งอาบน้ำมา ไม่ควรกลับไปสวมเสื้อผ้าเก่าอีกดังนั้น เมื่อเราเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้วพระเจ้าจึงทรงเรียกให้เรา “ถอดนิสัยเก่า”ทิ้งเสียแล้วมีนิสัยเก่า หรือ บาปอะไรบ้าง ที่เราควรละทิ้งเสีย?อ.เปโตร ยกมากล่าวไว้ 5 ประการ ดังนี้ ​ ความชั่วทุกอย่าง (Malice หรือ every kind of evil)ได้แก่ ความคิดร้าย ความประสงค์ร้าย และความต้องการทำให้คนอื่นเสียหายที่เริ่มต้นออกมาจากหัวใจ เหมือนดังพระเยซูตรัสว่า“เพราะว่าความคิดชั่วออกมาจากใจ”(มัทธิว 15:19)​การล่อลวงทุกรูปแบบ (Deceit หรือ every kind of Deception)ได้แก่ การโกหก การหลอกลวง การพูดครึ่งจริงครึ่งเท็จ และ การสร้างเรื่องหรือสร้างภาพหลอกลวงแบบพวกสแกมเมอร์(Scammer)ในปัจจุบันเพราะคริสเตียนควรเป็นคนที่คำพูดของเขาเป็นที่เชื่อถือได้​ความไม่จริงใจ (Hypocrisy)ได้แก่การสวมหน้ากาก การทำให้ภายนอกดูดีแต่ภายในไม่ใช่คำว่า Hypocrisy นี้ เดิมหมายถึง“นักแสดงละคร”พระเจ้าต้องการความจริงใจจากเรามากกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่โชว์ให้เห็น​ความอิจฉาริษยา (Envy หรือ Jealousy)ได้แก่ ความอยากได้เหมือนเขา การไม่อยากเห็นเขาได้รับสิ่งดีและความอิจฉาที่ทำลายมิตรภาพ คริสตจักร และครอบครัว​การใส่ร้ายทุกชนิด ( every kind of Slander)ได้แก่ การนินทา การทำลายชื่อเสียง การกล่าวหา และการวิจารณ์เพื่อให้เสียหายคือการใช้ลิ้นทำลายชีวิตผู้อื่นแล้วทำไมเราต้อง“ละทิ้ง”สิ่งเหล่านี้?เพราะ ทั้งห้าประการนี้ล้วนเป็นบาปที่ทำลาย “ความสัมพันธ์”1).กับพระเจ้า2).กับพี่น้อง และ3).กับคริสตจักรพี่น้องที่รักคริสเตียนที่เติบโตแล้ว จะต้อง​เลิกทำบาปภายนอก และ2.เลิกและทิ้งทัศนคติภายในที่ทำร้ายและทำลายผู้อื่นและตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5ประการ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น …เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กรกฎาคม2026(ตอนที่100ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน เพราะละทิ้งพระวจนะ Ep.1682 08.07.2026 4мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะละทิ้งพระวจนะ Ep.1682เยเรมีย์ 9:10–16 เปิดเผยว่า เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ก็พังทลาย และความพังนั้นย่อมลุกลามไปถึงชีวิต ครอบครัว และสังคมทั้งหมด'ข้าพเจ้าจะร้องไห้และครวญครางเพราะภูเขานั้น และคร่ำครวญเพราะทุ่งหญ้าในถิ่นทุรกันดาร เพราะว่ามันถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครผ่านไปมา ไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลี้ยงร้อง ทั้งนกในอากาศและสัตว์ ได้หนีไปเสียแล้ว “เราจะทำให้เยรูซาเล็มเป็นกองสิ่งปรักหักพัง เป็นที่อยู่ของหมาป่า และเราจะทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็นที่รกร้าง ไม่มีคนอาศัย” ' เยเรมีย์ 9:10-11การร้องไห้ของเยเรมีย์เป็นการสะท้อนถึงความเสียใจของพระเจ้า การร้องไห้นี้ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนกำลังจะถูกพิพากษา แต่ยังร้องไห้เพราะเห็นแผ่นดินที่พระเจ้ากำลังจะกระทำ แผ่นดินที่พระเจ้าประทานเป็นมรดกกำลังกลายเป็นถิ่นทุรกันดาร พระพรที่เคยสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้า กลับกลายเป็นภาพที่รกร้าง พระเจ้าจึงทรงตั้งคำถามในข้อ 12 ว่า "ทำไมแผ่นดินจึงพังทลาย?" 'และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “เพราะเขาทั้งหลายทอดทิ้งธรรมบัญญัติของเราซึ่งเราได้ตั้งไว้ต่อหน้าเขา และไม่ได้เชื่อฟังเสียงของเราหรือดำเนินตามนั้น แต่ได้ดื้อดึงดำเนินตามใจของตนเอง และติดตามพวกพระบาอัลอย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้สั่งสอนเขาไว้ ' เยเรมีย์ 9:13-14นี่คือคำตอบของคำถามในข้อ 12 ความพินาศไม่ได้เกิดจากกำลังของบาบิโลน แต่เกิดจากการที่พวกเขาจงใจละทิ้งพระวจนะ ตั้งใจไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาเลือกทำตามใจตนเอง จนความบาปนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เป็นมาตรฐานของชีวิต ความคิดของตัวเองก็จะเข้ามาเป็นมาตรฐานแทน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมในทุกด้านของชีวิต'ฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพ พระเจ้าแห่งอิสราเอลจึงตรัสว่า นี่แน่ะ เราจะเลี้ยงชนชาตินี้ด้วยบอระเพ็ด และให้เขาดื่มน้ำดีหมีเราจะกระจายเขาไปท่ามกลางบรรดาชนชาติที่ตัวเขาเอง และบรรพบุรุษของเขาไม่รู้จัก และเราจะส่งดาบให้ไล่ตามเขาทั้งหลาย จนกว่าเราจะผลาญเขาสิ้น” ' เยเรมีย์ 9:15-16พระเจ้าทรงปล่อยให้พวกเขาได้รับผลของการเลือกของตัวเอง เมื่อพวกเขาละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้า แผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ จึงเปลี่ยนเป็นความขมจากบอระเพ็ด และน้ำพิษรสขม หรือน้ำดีหมี สิ่งที่พวกเขาจะต้องได้รับคือการกระจัดกระจายยังที่ตัวเขาเองไม่รู้จัก ความทุกข์ที่ต้องรับนั้นเป็นผลผลจากการจงใจละเมิดพันธสัญญากับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์เสมอ ทั้งในการอวยพรผู้ที่เชื่อฟัง และในการพิพากษาผู้ที่ดื้อรั้น'พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสองจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา ' ยอห์น 14:23พระเยซูทรงเรียกให้เราเป็นคนที่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระวาทะที่ลงมารับสภาพเป็นมนุษย์ ผู้ที่ดำเนินติดตามพระองค์ หรือคนเรียกตัวเองว่าเป็นสาวกพระเยซูจะไม่เพียงแค่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า แต่เราจะรู้จักผ่านความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเชื่อฟัง ขอให้เราไม่ดำเนินชีวิตตามใจของตนเอง แต่เราจะมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของความคิด การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิต เพื่อชีวิตของเราจะเกิดผลและถวายพระเกียรติแด่พระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่99) 08.07.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่99) ชีวิตใหม่ที่เติบโตในพระคริสต์! “ และพวกท่านเองเป็นดังศิลาที่มีชีวิต จงรับการสร้างขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ อันเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” ~‭‭1 เปโตร‬ ‭2‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬ “you also, like living stones, are being built into a spiritual house to be a holy priesthood, offering spiritual sacrifices acceptable to God through Jesus Christ.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭2‬:‭5‬ ‭NIV‬‬ มีคำกล่าวว่า “เราไม่ได้เติบโตขึ้นโดยกำลังของเราเอง แต่โดยการยอมจำนนต่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ผู้สถิตอยู่ภายในเรา!” (We don't grow by our own strength, but by surrendering to the power of Christ who lives within us.) พระธรรม1 เปโตร 2:1-5 นี้เป็นหนึ่งในข้อความที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับ การเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียน อ.เปโตรกำลังอธิบายว่า เมื่อเราได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์แล้ว โดยชีวิตใหม่นี้ ต้องมี 1).การละทิ้งอดีตที่ไม่ดี2).การเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ3).การเข้ามาหาพระคริสต์ และ4).การถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้พระเจ้า กล่าวได้ว่า พระธรรมตอนนี้แสดงให้เห็น 4 ขั้นตอนของการเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียน ดังที่เขียนไว้ดังนี้ “เพราะฉะนั้น พวกท่าน1.จงละทิ้ง(จงขจัด) 1).ความชั่วทุกอย่าง (สารพัดความมุ่งร้าย) 2).การล่อลวงทุกรูปแบบ (การฉ้อฉล) 3).ความไม่จริงใจ(ความน่าซื่อใจคด) 4).ความอิจฉาริษยา 5).การใส่ร้าย(ว่าร้าย)ทุกชนิด(ไปจากตัวท่าน) …เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด 2.จงปรารถนา(กระหายหา)น้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน (อันบริสุทธิ์) เพื่อโดยน้ำนมนั้น(จะช่วย)พวกท่าน(ให้)เติบโตขึ้นสู่ความรอด …ในเมื่อพวกท่านได้ชิม(ลิ้มรส)แล้วว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดีเลิศ(ประเสริฐ)3. จงมาหาพระองค์(พระคริสต์)พระศิลาที่มีชีวิต ที่แม้ถูกมนุษย์ปฏิเสธ(ไม่ยอมรับ)แล้ว แต่กลับเป็นศิลาที่(พระเจ้าได้)ทรง 1).เลือกสรร และถือว่า 2).ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า …พวกท่านเอง(ก็เช่นกัน)เป็นดังศิลาที่มีชีวิต 4.จงรับการ(ก่อ)สร้างขึ้นเป็นพระนิเวศ(วิหาร)ฝ่ายวิญญาณ ~เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ ~เพื่อ(ทำหน้าที่)ถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ อันเป็นที่ชอบพระทัย(ที่ทรงยอมรับ)ของพระเจ้าโดย(ผ่าน)ทางพระเยซูคริสต์” ~‭‭1 เปโตร‬ ‭2‬:‭1‬-‭5‬ ‭THSV11‬ พี่น้องที่รัก เราได้หลุดพ้นจากบาปในอดีต …ได้รับชีวิตใหม่ …ได้รับพลังในการดำเนินชีวิตและในการรับใข้ …ได้รับความเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณ …ได้รับการทรงสร้างใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ …ได้รับความโปรดปรานและความพอพระทัยจากพระเจ้า ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น ดังนั้น พี่น้องที่รัก ขอให้เราดำเนินชีวิตใหม่ทุกวัน ในทุกเรื่อง ทุกที่ทุกเวลา ในทุกสถานการณ์ ทุกรณี และเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณทุกวัน โดยพึ่งสติปัญญาและกำลังอันไม่จำกัดที่มาจากพระเยซูคริสต์ …จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8กรกฎาคม202 (ตอนที่99ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

Популярен в

Този подкаст се появява и в подкаст класациите на тези държави.