7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
Land Thailand
Sprog TH
Episoder 406
Seneste 12.09.2026

รายการธรรมะที่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต หลักธรรม และการภาวนา โดยมีพระอาจารย์และผู้ดำเนินรายการร่วมตอบคำถามทุกวันอาทิตย์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

Episoder

  • เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา [6937-7q] 12.09.2026 57min
    Q: คำว่า "เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา" คืออะไร ?A: “การเห็นเวทนาในเวทนา” เวทนาคือความรู้สึกไม่ใช่ความคิด มี 3 แบบคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา การเห็นเวทนาในเวทนาคือการเห็นเวทนาทั้งหลายแบบมีสติ คือไม่เพลินไปในเวทนา คนที่มีสติจะทุกข์กายอย่างเดียวไม่ทุกข์ใจ ส่วนคนที่เพลินไปในเวทนาจะกำหนดเพลิดเพลินเกลียดชังในทุกขเวทนา ยินดีในสุขขเวทนา จะไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่แจ่มแจ้ง ในอทุกขมสุขเวทนา ทุกข์ทั้งกายและใจเวทนาทั้ง 3 แบบนี้ ยังมีทั้งแบบมีอามิสและไม่มีอามิส เวทนาภายนอก เวทนาภายใน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ชัดเวทนา เห็นความเกิดขึ้นเห็นความเสื่อมไป เวทนาจะตั้งอยู่ไม่ได้ จะเหลือเพียงสติที่ตั้งอยู่ เป็นสติที่เพียงอาศัยว่ารู้ นี่คือเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย“การเห็นจิตในจิต” ทักษะคือสติเหมือนกัน แต่เห็นในคนละสิ่งกัน ในที่นี้คือจิตมีราคะหรือไม่มีราคะ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ ก็ต้องรู้ชัด คือไม่เพลิน ถ้าเราโกรธแต่เรามีสติ รู้ว่าเราโกรธ แต่อาจจะยังละความโกรธไม่ได้ ส่วนคนที่เพลินไปในความโกรธ จิตจะไม่มีสติ ไม่รู้ชัด ไม่สังเกตจิตตัวเอง มุมมองของคนที่มีสติกับคนที่เพลินจึงต่างกัน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติรู้ชัด ในการเห็นราคะ โทสะ โมหะ รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตอื่นที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตกว้างขวาง รู้ว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่ นอกจากการที่มีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านแล้ว ยังมีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น มีจิตภายใน จิตภายนอกด้วย  Q: ขอคำอธิบายมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไรA: “มิจฉาสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นหรือสมาธิที่เกิดขึ้นจากมิจฉาทิฎฐิ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น ความเชื่อที่ว่าสมาธิทุกอย่างดีหมดหรือสมาธิต้องไม่คิดอะไร สมาธิต้องนั่งนิ่งเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงสมาธิอาจถูกนำไปใช้ในทางอกุศลได้ เช่น การมีสมาธิแน่วแน่เพื่อวางแผนปล้นหรือเบียดเบียนผู้อื่น อันมีรากฐานมาจากมิจฉาสติและการระลึกที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ สติกับสมาธิเป็นคนละอย่างกัน โดยสติสามารถเกิดร่วมกับความฟุ้งซ่านและอกุศลได้ เมื่อเรามีสัมมา มาถูกต้อง คือมีกิเลสลด สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติต้องระวังวิปัสสนูปกิเลสที่อาจฉวยโอกาสทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองบรรลุธรรมหรือมีญาณพิเศษ การปฏิบัติจึงต้องศึกษาปริยัติควบคู่ไปพร้อมกับการตรวจสอบเทียบเคียงกับครูบาอาจารย์หรือผู้รู้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความหลงทาง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • สิ่งที่เป็นไปได้ยาก 3 สิ่ง [6936-7q] 05.09.2026 55min
    Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหา จริงหรือไม่?A: เมื่อเราเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริง เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว เราจะไม่ทุกข์ Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผลA: อาสวะคือสิ่งสะสม การที่เรามีผัสสะที่เข้ามากระทบแล้วกระตุ้นให้เราแสดงออกมา เช่น ด่าคน พยาบาท คิดร้าย แต่เราไม่ทำแบบเดิม เราไปตามทางใหม่ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ด่าว่า ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย อาสวะเก่าที่ถูกกระตุ้นให้ทำแบบเดิมจะหลุดออกทันที และเป็นอาสวะเก่าที่หลุดออก ไม่ใช่อาสวะใหม่ที่พอกพูนเข้ามา Q: การมีปีติสงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่?A: สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ สมาธิมี 9 ขั้น สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ในส่วนของไม่ยินดียินร้าย น่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา Q: ฝึกที่จะไม่พูดคำที่ไม่จำต้องพูด เป็นอย่างไร?A: สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย และต้องคิดก่อนพูด ว่าเรื่องที่จะพูดนั้นเป็นประโยชน์ ประกอบด้วยกาล เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ แล้วจึงพูด Q: เพราะเหตุใดจึงพูดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก?A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ คือ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอด อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้ นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอด ตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้ Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน?A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรม ซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้ หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้ Q: ขันติกับอุเบกขา ต่างกันอย่างไร?A: ขันติคือความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์ ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ปล่อยวางแก้ผูกเวร [6935-7q] 29.08.2026 55min
    Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร?A: ศีลคือความเป็นปกติ ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะรักษาศีล แล้วก็ทำได้เลย หากศีลเราด่างพร้อย ก็ให้ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ได้ แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เราทำไปแล้วได้ หากยังรักษาศีล 5 ไม่ได้ ก็ให้เริ่มจากข้อที่เราทำได้ แล้วค่อยขยายไปข้ออื่น เพื่อให้เรามีกำลังใจ ทำไปจนกว่าจะเป็นปกติ Q: เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่?A: “อโหสิ” ภาษาบาลี แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ในทางคำสอน ไม่มีคำว่าเจ้ากรรมนายเวร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าเราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” เราจึงไม่ควรไปผูกเวรกับใคร ไม่ควรไปกังวลใจ เราควรหันมาทำความดี สร้างบุญกุศล และรักษาจิตของเราให้ดี Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา? A: ให้ดูที่ “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าคือศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • เทวทูตจากการเกิด [6934-7q] 22.08.2026 1t
    Q: ในคำสอนนี้มีบทอธิษฐานขอบุตรหรือไม่?A: มีกรณีนางสุชาดาที่รักษาศีล 8 ตั้งจิตอธิษฐานด้วยความดี ด้วยการรักษาศีล แล้วเธอก็ได้ดังที่เธออธิษฐานไว้ เพราะฉะนั้น หากมีลูกแล้ว จากเราที่เคยทำไม่ดี แล้วหันมาทำความดี ลูกก็เปรียบเหมือนเทวทูตว่า “เรามีความเกิดเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเกิดไปไม่ได้” เราควรจะเร่งทำความดี นั่นคือกุศลธรรมเกิด เพราะฉะนั้น การเกิดที่ประกอบด้วยกุศลธรรม ถือว่าการเกิดนั้นดีงาม Q: ในนิทานธรรมบทมีกล่าวถึงหญิงตั้งครรถ์ที่รักษาศีลแปดหรือไม่ และรักษาศีลมีผลดีอย่างไรในช่วงนี้?A: ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นไปเพื่อความสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อนิพพาน ใครที่รักษาศีล ดีหมด และไม่ใช่แค่รักษาตัวเอง ถ้าเรามีลูก ลูกเราก็ได้อานิสงส์ผลบุญด้วย Q: ทำอย่างไรให้มีสติสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน เลิกแบกโลกไว้ทั้งใบ?A: การผิดศีล มีอานิสงส์คือความร้อนใจ ความร้อนใจนี้แก้ได้ด้วยการรักษาศีล การปฏิบัติตามมรรค 8 แต่หากเราไม่ได้ผิดศีลแต่เราร้อนใจ ความร้อนใจนั้นเป็นโมหะ เพราะฉะนั้น ให้เราทำตามมรรค 8 สร้างเหตุแห่งการเกิดขึ้นของความดี มีสมาธิ เราจะกำจัดความร้อนใจได้ โดยให้ระลึกถึงความดีของเรา แล้วตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ด้วยความดีนี้ ขอสิ่งนี้ (ในที่นี้คือสมาธิ) จงเกิดแก่ฉัน Q: อยู่คนเดียวรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง ควรแก้ไขความรู้สึกนี้อย่างไร?A: ให้พิจารณาว่า “มุมมองไหนที่ให้กิเลสเกิด มุมมองนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ มุมมองไหนที่ทำให้กิเลสลด มุมมองนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ” การที่รู้สึกโดดเดี่ยวอาจเพราะเราไม่มีเป้าหมาย เราต้องมีทิศทางมีเป้าหมายที่จะให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา ทิศทางนั้นคือนิพพาน เป้าหมายคือการพ้นทุกข์ เมื่อเรามีเป้าหมายมีทิศทางแล้วเราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรารู้ว่ายังมีคนอื่นที่ปฏิบัติเหมือนเราและเดินไปในเส้นทางเดียวกัน Q: อาหารที่ตั้งใจทานเองแต่เปลี่ยนใจเลือกระหว่างถวายพระหรือนำไปฝากมารดา อานิสงส์ต่างกันอย่างไร?A: การให้เป็นการสละออก เราศรัทธาตรงไหนก็ทำตรงนั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • กำจัดความเบื่อเซ็งด้วยสติ [6933-7q] 15.08.2026 55min
    Q: อริยทรัพย์ที่ได้จากการฟังธรรมA: เมื่อเราฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปทำนำไปปฏิบัติ เป็นวิริยะคือความเพียร มีสติ เป็นสมาธิขึ้นมา และเกิดปัญญาตามต่อมา ปัญญาในที่นี้ คือปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ Q: เป็นทุกข์เพราะมีหนี้สินรุงรัง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?A : ท่านได้สอนไว้ถึงการแบ่งจ่ายทรัพย์ “รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ” ให้เป็นผู้ขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หากเรามีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ได้แค่ปลดหนี้ได้แต่จะทำให้เป็นเศรษฐีได้ด้วย  Q: มีความรู้สึกเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิต จะต้องทำจิตอย่างไรดี?A: “เบื่อเซ็ง” เป็น ลักษณะของโมหะและโทสะ เป็นนิวรณ์เครื่องกางกั้น ทำปัญญาให้ถอยกำลัง จะทำให้เกิดความเร่าร้อน บางทีซึมเศร้า เหตุเกิดจากเรื่องของกรรม ผัสสะ กิเลส ในขณะที่ “เบื่อหน่าย” มาจากคำว่า นิพพิทา คือ ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นลักษณะของปัญญา เหตุเกิดจาก การเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นบ่อย ๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนด ในสิ่งนั้น ผลคือจะทำให้เกิดความปล่อยวาง เราจะกำจัดความเบื่อเซ็งได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ท่านให้ตั้งอยู่ในอนุสติ10 เมื่อจิตเราไม่คล้อยเคลื่อนไปในอารมณ์นั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง จิตเราก็จะเริ่มระงับลง ๆ เพิ่มสมาธิเข้าไป เห็นความไม่เที่ยงเกิดปัญญา เห็นซ้ำบ่อย ๆ นิพพิทาจะเกิด นี่เป็นกระบวนการที่เราเปลี่ยนจากเบื่อเซ็งเป็นเบื่อหน่าย ด้วยการเพิ่มปัญญา สมาธิและสติ เข้าไป เป็นลำดับขั้นๆ นั่นเอง  Q: เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกคู่ชีวิต (คู่ครอง) ที่ดีA: เครื่องหมายของคนดี ให้ดูที่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ว่าอยู่ในฝั่งกุศล อีกนัยยะหนึ่ง คือ ดูที่ศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา คือ ศีลต้องเสมอกับเราQ: ประเด็นเรื่องการทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิดA: ในกรณีที่เราไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เลยไม่ยอมรับผิด เช่นนี้คือไม่มีปัญญา เพราะโมหะมันมาก อวิชชามาก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษาคำสอน ฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาและเกิดการยอมรับ เช่น เรื่องทุกข์ในอริยสัจ4 ความผิดพลาดในที่นี้ เราใช้ศัพท์คำว่า “ทุกข์” มาแทน เราต้องกำหนดรู้ในทุกข์ ต้องรู้ว่าเรามีปัญหา ยอมรับว่าทุกข์คือปัญหา พอเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร เรารอบรู้และยอมรับเรื่องทุกข์ เราจะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ ส่วนอีกกรณีหนึ่ง รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่ไม่ยอมรับ แบบนี้คือไม่มีหิริโอตตัปปะเราก็ต้องแก้ตรงนี้ เราต้องมีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป Q: การใช้แอปแต่งรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียล เป็นการมุสาหรือไม่?A: สำคัญที่เจตนา ว่าการที่เราตัดแต่งรูป เรามีเจตนาให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือไม่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ชีวิตกับธรรมในยุคไฮเทคโนโลยี  [6932-7q] 08.08.2026 55min
    Q: กรรมอะไรที่ทำให้เกิดเป็นผู้หญิง?A: ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็เพราะกรรม ไม่ว่าจะเกิดเป็นหญิงหรือชายก็เพราะกรรม การที่เราไม่พอใจเพศสภาพในปัจจุบัน อาจเพราะมีปมค้างคากันมา ในที่นี้จึงเรียกว่าเป็นกรรมที่เราอาจจะได้ทำมา ท่านเปรียบไว้ดัง เกลือละลายในน้ำ เกลือคือบาปที่เราได้ทำไปแล้ว น้ำคือความดี เราสามารถเลือกที่จะทำความดี เพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นได้ ทำความดีในปัจจุบัน เพื่อให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ Q: เราจะดำเนินชีวิตได้ดีได้อย่างไรในยุคเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียนี้?A: ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรที่ผ่านเข้ามา คนก็มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านได้ให้เครื่องมือไว้คือ “มรรค 8” ให้เราฝึกสติให้มีกำลัง เพื่อที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อมรรค8 เพื่อให้สติมีกำลัง ไม่เผลอเพลินไปตามสื่อโซเชียลและไม่ตกเป็นทาสของมาร Q: หลังความตาย อนาคามีอยู่อย่างไร?A: “อนาคามี” หมายถึง ผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก แต่จะไปเกิดในชั้นสุทธาวาสพรหม อยู่กันด้วยสมาธิ มีแต่สุข ไม่มีทุกข์มารบกวน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • สิ่งที่ควรทำก่อนตาย [6931-7q] 01.08.2026 56min
    Q: ฆ่าพ่อแม่ด้วยเจตนากับบันดาลโทสะหรือเพราะความประมาท ได้รับผลกรรมต่างกันหรือไม่อย่างไร? A: ท่านอุปมาดังรอยกรีดบนพื้นน้ำ รอยกรีดบนพื้นทราย และรอยกรีดบนพื้นหิน บาปมากหรือน้อยขึ้นอยู่ที่เจตนา การฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์นั้นเป็น “อนันตริยกรรม” คือ กรรมที่หนักที่สุด Q: ผู้ที่ทรมานด้วยโรคร้ายมานาน พอถึงแก่กรรม บ้างก็ว่าหมดกรรม บ้างก็ว่าสิ้นบุญ อย่างไหนถูกต้อง?A: สิ่งที่สำคัญคือ ตายแล้วไปไหน ถ้าการตายแล้วไปนรก นั่นไม่ดี แต่หากตายแล้วไปสวรรค์หรือหลุดพ้นเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง การตายนั้นดีแน่ ขึ้นอยู่กับว่าตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้นได้ประกอบอะไร Q: อาชีพขอทาน รายได้ดี นำเงินที่ได้มาตักบาตร สร้างบุญ อยู่เสมอ ขอทานผู้นั้นจะได้ผลบุญเท่ากับคนมีอาชีพทั่วไปหรือไม่?A: ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้ มีศรัทธา มีศีล มีสัมมาอาชีวะ หรือไม่ ทำบุญในเนื้อนาบุญหรือไม่ ผู้รับเป็นเนื้อนาบุญหรือไม่ ผลที่ได้ก็จะต่างกันออกไป Q: บางคนอธิษฐานอยากได้บุตร แต่ก็ไม่ได้ หรือได้แล้วแต่ไม่ตรงตามที่หวัง เป็นเพราะอะไร?A: ปัญหาอยู่ที่ความอยาก ความอยากคือตัณหาเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่มีความอยาก เราจะไม่ทุกข์ Q: ที่ว่าบุตรชายคล้ายแม่ บุตรสาวคล้ายพ่อ มักไม่อาภัพจริงหรือ?A: อาภัพหรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเกิดมาแล้วจะไปสว่างหรือไปมืด Q: บาปไหม? ถ้าไม่รักษาคำพูดA: เทียบเคียงกับพระสูตรข้อมิจฉาวาจา หากคำพูดตอนนั้น ไม่มีเจตนาหลอกลวง แกล้งกล่าวเท็จ ไม่ถือว่าผิดหรือบาป เพราะทุกคำพูดเป็นคำจริง แต่พอกาลเวลาล่วงมา ไม่สามารถรักษาคำพูดไว้ได้เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนั่นเป็นโทษของวัฎฎะQ: การแผ่เมตตาต่างจากการกรวดน้ำอย่างไร?A:กรวดน้ำเป็นกิริยาทางกาย การแผ่เมตตาเป็นกิริยาทางใจทั้งสองอย่าง ที่สำคัญคือ จิตที่ตั้งไว้ด้วยดี มีเมตตา Q: บวชแบบไม่ต้องจัดงานอะไรเลยได้ไหม?A:สิ่งที่ต้องมีคือ มีบาตร จีวร หมู่สงฆ์อย่างน้อย 5 รูป อนุศาสนาจารย์ และมีพิธีบวชคือ มีอุปัชฌาย์แล้วต้องกล่าวคำนี้ หมู่สงฆ์รับรอง แล้วจบ สิ่งอื่นที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่จำเป็น Q: จริงหรือที่ว่า "เบียดก่อนบวช" พ่อแม่จะได้บุญน้อยกว่า?A: พระพุทธเจ้าท่านก็แต่งงานมีลูกก่อน แล้วค่อยมาบวช สำคัญอยู่ที่การกระทำ ว่าบวชแล้วทำอะไร Q: พระทุกรูปเชื่อว่าผีมีจริงใช่ไหม?A: ไม่ใช่ทุกรูปที่จะมีสัมมาทิฏฐิ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ปลงความยึด เข้าใจเหตุ [6930-7q] 25.07.2026 59min
    Q: อะไรคือปลงA: คำว่า "ปลง" ในภาษาไทย หมายถึง การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป หรือ นำมาใช้หมายถึงการปล่อยวาง ส่วนในทางพุทธศาสนา หมายถึง “ละ|ปหานะ” คือ กำจัดทิ้งเสีย ใช้กับกิเลส ตัณหาและสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ได้ใช้กับทุกข์ เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นในชีวิตทั้งเหตุการณ์และความยึดถือจะเกิดขึ้นคู่กัน แต่หน้าที่ที่เราต้องทำต่างกัน เหตุการณ์เป็นสิ่งที่ต้องรอบรู้ คือทำความเข้าใจ ยอมรับ และต้องอยู่กับมันให้ได้ ด้วยการเห็นตามความเป็นจริงว่ามันเป็นของไม่เที่ยง ส่วนความยึดถือต้องละ ทั้งนี้ การปลงที่แท้จริงไม่ใช่ความ "เบื่อ" คือเบื่อสิ่งนี้แล้วย้ายไปยึดถือสิ่งอื่น แต่เป็นความ "หน่าย" เป็นลักษณะที่ว่า เป็นผลของการเห็นตามความเป็นจริง ผลของการเกิดขึ้นของความหน่ายคือ จะคลายกำหนัด ที่เกิดจากการเห็นตามความเป็นจริงในความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ทำได้ด้วยการปฏิบัติตาม "มรรค 8" เริ่มจากการมีศีล มีศรัทธา ฝึกสติ ไม่เพลินไปตามอารมณ์ จนเกิดสมาธิและปัญญา ดังนั้นความทุกข์ที่เข้ามาในชีวิต จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องวิ่งหนี แต่เป็นจุดที่ให้เราได้ฝึกฝนและพัฒนาจิตใจ เมื่อเรากำจัดทุกข์นั้นได้ ทุกข์นั้นก็จะไม่กลับมาทำร้ายเราได้อีก Q: เหมือนการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หรือไม่?A : ถ้าจะเข้าใจว่า จากทุกข์แล้วพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกลายเป็นสุขขึ้นมา นั้นไม่ใช่อย่างนั้น หากแต่หมายถึงการเกิดปัญญาและการมีคุณธรรมที่สูงขึ้น จากการเจริญมรรค 8 แม้ความทุกข์จะยังคงอยู่ แต่จิตใจเรามีปัญญาและคุณธรรมยกที่สูงขึ้น เราก็จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ Q: ทำอย่างไรจะไม่คิดลบA : เมื่อเผลอคิดลบ ให้ตั้ง "สติ" กำหนดสติไว้ให้ดี ระลึกถึงศีล ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเมื่อรู้ตัวแล้ว อย่าโทษตัวเองว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เพราะจะเปิดโอกาสให้นิวรณ์เข้ามาแทรก เพียงหมั่นรู้ทันและดึงสติต่อเนื่อง สติจะมีกำลัง เราจะหยุดความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • กับดักของความอยาก [6929-7q] 18.07.2026 58min
    Q: ขอคำแนะนำให้กับคนที่มีความเครียด กดดัน มีอาการซึมเศร้าA: หากเรามีความอยากที่มากเกินไป นั่นคือตัณหา ความเพียรที่ไม่มีความอยาก คือการทำไปตามเหตุ เช่น เราจะทำได้ยังไง ควรวางแผนอย่างไร ด้วยอิทธิบาท 4 โดยใส่สติลงไปในการงาน มีสมาธิเป็นปธานกิจ ทำงานไปตามเหตุ และเพิ่มความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงาน มีความสามัคคี งานนั้นจะสำเร็จได้ Q: การใส่บาตรให้พระสงฆ์ที่เลือกรับของในบาตร จะได้บุญหรือไม่?A: ได้บุญ เพราะเราตั้งจิตไว้แล้ว และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น เราควรตั้งจิตไว้ว่า “เราถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งจิตว่าจะถวายพระอริยะเจ้าทั้งหลาย โดยมีพระภิกษุสงฆ์รูปนี้ เป็นตัวแทนในการรับ” พอเราตั้งจิตไว้ถูก บุญที่ได้จะมาก  Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราภาวนาเป็นหรือไม่เป็น?A: การภาวนาคือการพัฒนา เป็นการทำให้เจริญ เมื่อเราภาวนาต้องได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน ท่านได้พูดถึงกำลังของพระเสขะที่ประกอบไปด้วยศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา การที่เรานั่งสมาธิแม้จะยังไม่ได้สมาธิ แต่เราก็ได้ความเพียร ความเพียรก็มาจากศรัทธา เรามีศรัทธามีความเพียร เกิดการลงมือทำจริง ความเพียรเราก็เพิ่ม ศรัทธาเราก็เพิ่ม ให้เราฝึกฝนทักษะจะพัฒนาก้าวหน้าได้ Q: มีวิธีการจัดการกับความอิจฉาริษยาอย่างไร?A: ใช้คุณธรรมคือมุทิตา แปลว่า ความยินดีที่เขามีความสุข ยินดีที่เขาได้ความสำเร็จ  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • สมาธิแบบมองมุมกลับ [6928-7q] 11.07.2026 59min
    Q: จุดของการทำสมาธิแบบมองมุมกลับ Inversion อยู่ที่ตรงไหน? A: การพิจารณาตรงนี้อยู่ในส่วนของวิปัสสนา จิตต้องมีสติและสมาธิแล้วจึงพิจารณา คิดด้วยสติสัมปชัญญะคือจำลองสถานการณ์ เพื่อที่ว่าเมื่อเราเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจแล้ว เราจะมีสติมีสมาธิได้ ไม่เพลินไปกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น Q: กังวลใจกลัวการมองไม่ดีจากคนรอบข้าง ควรทำอย่างไร?A: ความกังวลเกิดจากอุปาทานความยึดมั่นในตัวตน วิธีแก้ไข คือ 1) มองเห็นเป็นอนัตตาว่าเราจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนอื่น และ 2) วางใจเป็นอุเบกขา แผ่เมตตา ไม่คิดร้ายต่อเขา แล้วมุ่งมั่นทำความดีต่อไป เราจะข้ามเรื่องนี้ได้ Q: ขอทราบข้อมูลการสมัครเข้าปฏิบัติธรรมA: สถานที่ “วัดภูทอก” จ.บึงกาฬ จัดระหว่างวันที่ 26 พ.ย. – 6 ธ.ค. 69, “อาศรมมาตา” จ.นครราชสีมา จัดระหว่างวันที่ 1 พ.ค.70 – 9 พ.ค. 70, “ยุวพุทธิกสมาคม” (รอแจ้ง) โดยท่านผู้ฟังที่สนใจเข้าคอร์สปฎิบัติธรรม สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์และติดตามข่าวสารได้จากทางรายการ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • นิพพานกับความตาย [6927-7q] 04.07.2026 54min
    Q: เมื่อคิดฟุ้งซ่านเวลาเดินจงฺกมA: อานิสงส์ของการเดินจงกรม คือ สมาธิที่ได้จากการเดินตั้งอยู่ได้นาน เวลาเดินให้เรากำหนดหมายเดินไปเดินกลับ ถ้าเราคิดฟุ้งซ่านก็ดึงสติกลับมา ไม่จำเป็นต้องหยุดเดิน Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการคันตามตัว?A: วิธีแก้มี 2 วิธี คือ 1) ทุกขาปฏิปทา เอาจิตจดจ่อ เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น และ 2) สุขาปฏิปทา คือ ไม่เอาใจใส่ไปในมัน เข้าสมาธิให้ลึกลงไป ทั้งนี้ การที่เราจะวางได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 ว่าแก่กล้าหรืออ่อน Q: เมื่อเกิดมีปีติมากล้น จะปล่อยวางได้อย่างไร?A: ใช้วิธีสุขาปฏิปทาหรือทุกขาปฏิปทา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เพื่อการปล่อยวางความปิติ ฝึกทำบ่อย ๆ ปิติจะดับไป Q: จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป?A: สามารถสวดมนต์ที่ไหนก็ได้ Q: ฝึกทำสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ได้แต่ความเพียร?A: พละ 5 คือ กำลังของคนที่ศึกษาอยู่ (เสขะ) ประกอบด้วย 1) ศรัทธา 2) หิริ 3) โอตตัปปะ 4) ความเพียร 5) ปัญญา ให้เราทำไปเรื่อย ๆ เหมือนเราทำนา เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าข้าวจะสุกวันไหน ผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่จะมีเวลาที่เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัยของเขา ซึ่งคนที่ปฎิบัติธรรมในธรรมวินัยนี้ กิจที่ต้องทำมี 3 อย่าง คือ การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในสมาธิอันยิ่ง และการสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง Q: ความตายและนิพพานเป็นคนละอย่างกันA: นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน/ในนิพพาน ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงในนิพพาน นิพพานแปลว่า ความดับ ความเย็น/ความตายมีเหตุ คือ การเกิด แต่ในนิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย ต้องเข้าใจเหตุผลของความเกิด ความตาย ให้ได้ ว่าคนที่ตาย ไม่ใช่ความตายดับ แต่ความตายเกิด (อุบัติ) ขึ้น จึงตาย Q: มีธรรมะข้อใดที่ทำ ให้ไม่ฝันA: ท่านให้กำหนดสติสัมปชัญญะก่อนนอนว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที และด้วยสติสัมปชัญญะ น้อมไปในการนอน ด้วยอาการอย่างนี้ว่า “เราผู้ที่นอนไปแล้ว ขออย่าให้บาปอกุลศ กรรมทั้งหลาย ติดตามเราผู้ที่นอนอยู่เลย” จะทำให้เวลาที่เรานอน ไม่ฝันร้าย ไม่ฝันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม วิธีที่สอง การแผ่เมตตา อานิสงส์ คือ ไม่ฝันร้าย ตื่นแล้วมีความสุข Q: จำเป็นต้องฆ่าเพื่อกิน ทำอย่างไรจึงจะให้บาปน้อยลงA: อุปมารอยกรีดเปรียบเหมือนเจตนาที่เราทำลงไป หากเราทำด้วยเจตนาน้อย เปรียบเสมือน รอยกรีดบนน้ำ เจตนามาก เปรียบเสมือนรอยกรีดบนหิน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ขอจง [6926-7q] 27.06.2026 55min
    Q: พอปฏิบัติไป ๆ กลับไม่สงสัยในนิพพานเป็นเพราะอะไร?A: เมื่อเรามีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่โลงใจคือวิจิกิจฉาจึงหายไป จิตเป็นสมาธิ สมาธิจึงเกิดขึ้นพอประมาณ คือจุดที่ไม่โลงใจหายไป แต่จุดที่เป็นคำถามที่จะถามเอาความรู้ยังมีอยู่ และเมื่อเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็จะได้เจอคำตอบ เราจึงไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน ไม่สงสัยว่านิพพานมีจริงไหม นิพพานไปยังไง แม้ว่าตัวเองจะไปยังไม่ถึง Q: ผู้ที่เป็นโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ทำให้ศรัทธาของใครตกไปใช่หรือไม่?A: บางคนเพียงพอเพื่อตนเองแต่ไม่เพียงพอเพื่อคนอื่น บางคนเพียงพอเพื่อคนอื่นแต่ไม่เพียงพอเพื่อตนเอง บางคนเพียงพอทั้งสองส่วน การที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น ก็คือการพูดให้จิตใจผู้ฟัง มีความอาจหาญร่าเริงในธรรม รู้ว่าสิ่งไหนควรกล่าว สิ่งไหนไม่ควรกล่าว สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น Q: ท่านที่ฟังธรรมเป็นประจำสามารถจัดเป็นอริยบุคคลขั้นต้นได้หรือไม่?A : ท่านได้กล่าวไว้ถึงอริยบุคคล 4 คู่ 8 จำพวก, “มรรค” คือ ยังไม่บรรลุยังเดินตามทางอยู่, “ผล” คือ บรรลุแล้ว, “โสดาปฎิมรรค” เป็นผู้ล่วงพ้นปุถุชนภูมิเข้าสู่สัปปุริสภูมิ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งมรรคนั้นเสื่อมได้ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ว่าขณะนั้นสามารถรักษาเหตุปัจจัยไว้ได้หรือไม่ และหากหลุดจากโสดาปัตติมรรคนี้ ก็จะเป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งแบ่งได้ 2 จำพวก คือ ปุถุชนผู้มีศีลและปุถุชนที่เป็นคนบาป คือไม่รักษาศีล Q: อริยบุคคลจะมีติดแอบสายมูได้หรือไม่?A: มูหรือไม่อยู่ที่การตั้งจิต แม้การกระทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่หากตั้งจิตไว้โดยไม่สร้างเหตุ ไม่ได้เอาผลจริงจัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อนิพพาน เช่น ขอให้รวย ขอให้ถูกหวย นี่เป็นลักษณะของสีลัพพตปรามาส แต่หากเราตั้งจิตไว้บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นเทวตาพลี ท่านให้ทำได้ บูชาด้วยศรัทธาเป็นที่ตั้งจึงบูชา เราจึงควรตั้งจิตให้ถูก Q: แล้วถ้าขอพรไปด้วยทำเหตุปัจจัยไปด้วยจะได้หรือไม่?A: การขอด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ขอด้วยสัมมาทิฏฐิขอได้ ไม่ใช่ขอแบบอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่สร้างเหตุ แต่เราตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุ แล้วผลจึงจะสำเร็จขึ้นได้ เช่น เราทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น แล้วเราก็หวังจะบรรลุธรรม เราก็อธิษฐานได้ว่า “ด้วยเหตุแห่งการรักษาศีลภาวนา ขอนิพพานจงสำเร็จ” Q: จากข่าวที่มีผู้พิการเสียแขนมาบวชพระนั้นผิดพระวินัยหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าผู้ที่จะบวชได้ต้องมีอาการครบ 32A: พุทธบัญญัติ เกี่ยวกับบุคคลที่จะบวชได้หรือไม่ คือ มีโรคติดต่อร้ายแรงหรืออวัยะบกพร่อง บิดามารดาไม่อนุญาต มีหนี้สินหรือต้องโทษทางอาญา ทั้งนี้ การทำความดีสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การบวชอย่างเดียว Q: จากคำว่า “สละสิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่ตนรัก” อยากทราบว่าในภาษาบาลีเป็นอย่างใด มีการเปรียบเทียบยิ่งกว่าหรือไม่? A: ไม่มี เพราะในคำสอนท่านให้ละฉันทะ ละความพอใจ ท่านไม่ใช้คำว่ารักหรือรักกว่า แต่จะใช้คำว่าความสุข ความสุขที่ปราณีตกว่า หรือใช้คำว่าการไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ทานกับมูลค่า [6925-7q] 20.06.2026 56min
    Q: ปัจจัยกับบุญA: เรื่องปัจจัยกับบุญไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากแล้วจึงจะให้ทานได้ มีเงินน้อยก็ให้ได้ ดูที่ 4 หน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นหลัก แล้วเราจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน ระลึกถึงทานนั้นใจจะเป็นสุขQ: เพศกับการเข้าวัดA: ความสนใจน่าจะเท่ากัน แต่การกระทำได้อาจจะไม่เท่ากัน ไม่ควรสนใจที่เพศ ให้สนใจในปฏิปทาQ: ความเพียรกับสมาธิA: ต้องมีกัลยาณมิตร และศรัทธา ทำสมาธิแล้วควรหวังผล 4 อย่าง เห็นว่าสมาธินี้มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางโลก ศรัทธาความมั่นใจว่าทำแล้วได้ผล 4 อย่างแน่นอน จะเป็นกำลังให้ความเพียรให้เดินมารอย คือ มรรค 8 นี้ได้ Q: มารผู้ล้างผลาญความดี A: มาร หมายถึง ล้างผลาญความดี ความดีถูกทำให้สิ้นลง มีหลายประเภท ที่เน้น คือ กิเลสมารที่อยู่ในใจเรา เอาชนะได้ด้วยมรรค 8, เวร คือ การผูกเวร ผูกโกรธ ประทุษร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพุทธพจน์ จะละเวรได้ก็ด้วยการไม่ผูกเวร เอากุศลธรรมใส่ลงไปความดีจะปรากฏขึ้นแทน เอาชนะมารได้ เมื่อไม่มีตัณหาความทุกข์นั้นจะทำอะไรเราไม่ได้เลย Q: ชั้นของสมาธิA: โดยพุทธพจน์มี 9 ขั้น ตามวิสุทธิมรรคแบ่งเป็น 3 คือ ขณิก อุปจาร และอัปปนา ความละเอียดไปตามขั้นตอนจะเห็นได้ก็ด้วยสติและปัญญา เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน Q: ทรงญาณA:โดยพุทธพจน์ไม่มี แต่ญาณมีอยู่ ญาณหมายถึงปัญญา การทรงญาณถ้าหมายความว่าทรงอยู่ในญาณได้ตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีตลอดเวลา Q: สมาธิก่อนตายA: เราควรมีสมาธิตลอดเวลา เพราะความตายมาได้ทุกเมื่อ โดยกำหนดว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายไม่ลุกขึ้นมาอีก จะไม่เป็นผู้หลับใหล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • เลือกสัมมาดีกว่ามิจฉา [6924-7q] 13.06.2026 56min
    Q:การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?A : "มิจฉาสมาธิ" เริ่มจากการมีมิจฉาสติ คือการที่จิตไปจดจ่อระลึกถึงแต่เรื่องไม่ดี คิดเบียดเบียนผู้อื่น แล้วเกิดความรู้สึกสะใจหรือพึงพอใจแบบผิด ๆ จนจิตรวมเป็นสมาธิในทางอกุศล ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ "สัมมาสมาธิ" ที่เกิดจากการระลึกถึงสิ่งดีงาม จนจิตใจสงบและอิ่มเอิบ ผู้ที่หลงไปในทางมิจฉาสมาธิจะยิ่งเดินออกห่างจากนิพพานและตกเป็นทาสในห่วงโซ่อำนาจของมาร ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เจริญสัมมาสมาธิ ตามหลักทางสายกลาง ซึ่งเป็นหนทางแห่งการพึ่งพาตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้ใด และเป็นเส้นทางอันปลอดภัยที่มารไม่สามารถมองเห็นหรือเข้ามาครอบงำเราได้ Q:การตั้งใจนั่งสมาธิแล้วกลายเป็นมิจฉาสมาธิมีหรือไม่?A : มี/ เป็นพวกองค์กร ที่มีวิธีการฝึกในแบบของเขา มีพิธีกรรมเฉพาะ พวกนี้เป็นวิชามารอย่าไปฝึก Q: ผู้นำควรมีลักษณะอย่างไร?A : ตามหลักธรรม ลักษณะของผู้นำสามารถแบ่งได้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การเป็นแบบอย่างที่ดี คือมีคุณธรรมในสิ่งที่ผู้อื่นขาดแคลน เช่น มีความมั่นใจในยามที่ผู้อื่นลังเล เสียสละเมื่อผู้อื่นเห็นแก่ได้ 2) การมีพรหมวิหาร 4 คือ ต้องมีเมตตาและกรุณาควบคู่ไปกับอุเบกขา รู้ว่าเรื่องใดควรช่วยเหลือ เรื่องใดต้องเด็ดขาด และรู้จักปล่อยวางโดยไม่จำเป็นต้องจับผิดในทุกเรื่อง 3) การใช้หลักสังคหวัตถุ4 คือ รู้จักสงเคราะห์ผู้คนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล Q: รู้สึกจัดการกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้นจากการฟังนิทานพรรณาA: ท่านผู้ถามใช้ธรรมเป็นเครื่องมือ ทำให้ปล่อยวางได้ดี จากการฟังธรรมแล้วได้ประโยชน์ ตัวเองไม่เบียดเบียนตัวเอง คนอื่นก็ได้ประโยชน์ Q: ธรรมะสำหรับผู้ที่หลอกลวงและผู้ที่โดนหลอกA: สำหรับผู้หลอกลวง ที่ทำชั่วโดยไม่รู้สึกผิดนั้น ยากที่จะรับฟังคำสอน แต่หากเป็นการถูกบังคับให้ทำ ก็ต้องตระหนักว่าผลกรรมย่อมตกอยู่กับผู้กระทำเสมอ, ในส่วนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ควรเปลี่ยนความสูญเสียทั้งทรัพย์สินภายนอกและบาดแผลในใจให้เป็นบทเรียน เพื่อทบทวนตนเอง เพราะเมื่อใดที่ยอมรับความจริงและปล่อยวางได้ ความสูญเสียและเจ็บปวดทั้งหมดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นปัญญาในที่สุด Q: ขอทราบวิธีแก้ไขเมื่อคิดวนไปวนมาA: ให้ใช้สติ (สติปัฏฐาน 4) และความเพียร (สัมมัปปธาน 4) เป็นตัวบ่มอินทรีย์ 5 ของเรา ให้สติเรามีพลัง พอสติเรามีพลัง ก็จะทำให้เราสามารถสลัดความคิดและปล่อยวางได้รวดเร็วขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • เผชิญหน้ากับความกลัว [6923-7q]  06.06.2026 53min
    Q: เหตุใดพระภิกษุต้องใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด?A: เพื่อเป็น "ทางสายกลาง" ที่เรียบง่ายและต่างจากคฤหัสถ์ โดยผ้าผืนใหญ่สามารถใช้ประโยชน์อเนกประสงค์ได้ทั้งนุ่ง ห่ม และปูนอน ส่วนการย้อมน้ำฝาดธรรมชาติช่วยให้สีไม่ฉูดฉาดและดูแลรักษาง่าย เพื่อตัดความกังวลเรื่องรูปลักษณ์และให้พระภิกษุโฟกัสกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ Q: วิธีแก้ไขจิตที่ผูกโกรธA: ต้องตระหนักรู้ด้วยปัญญาว่า "ความโกรธเกิดจากภายในใจเราเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่น" เปรียบเหมือนสนิมที่ผุดขึ้นมากัดกินเนื้อเหล็กจากข้างใน การผูกโกรธคือการเอาไฟเผาตัวเองเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรพิษที่ต้องรีบถอนลูกศรออกทันทีเพื่อรักษาชีวิต ไม่ใช่มัวไปสืบหาตัวคนยิง โดยให้ใช้ "กรุณา" เจริญสติหยุดใจในจังหวะที่จะคิดแก้แค้น แล้วแผ่ความปรารถนาดีให้เขาพ้นทุกข์เพื่อคืนความสงบให้ใจตนเอง Q: แก้ความกลัวได้อย่างไร?A: ความกลัว แบ่งเป็น “ความกลัวแบบสมเหตุสมผล” ความกลัวแบบนี้ แก้ได้ด้วยการกล้ายอมรับผิด กล้ายอมรับความจริง การกระทำแบบนี้ แม้ความกลัวจะไม่ได้ลดลง แต่เราต้องยอมรับความจริง เราจึงจะหายจากความกลัวได้ “ความกลัวไม่สมเหตุสมผล” เช่น กลัวความมืด, โรค phobia พวกนี้เป็นความกลัวที่เป็นอกุศล ให้เราตั้งสติพิจารณาใคร่ครวญไปในอริยสัจสี่ พอเราเข้าใจความกลัว เราจะเห็นจะถอนจากมันได้ แล้วเราก็จะไม่เพลินไปในมัน ความกลัวนั้นก็จะหายไป Q : หากพิจารณาว่าใครทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับกรรมนั้นจะช่วยลดความโกรธได้หรือไม่ หรือควรวางจิตอย่างไร?A: ให้เราอุเบกขาควบคู่ไปกับการแผ่เมตตากรุณาสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนใครทำกรรมดีไว้ก็ตามใครทำกรรมชั่วไว้ก็ตามจะได้รับผลของกรรมนั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ธรรมะแก้ซึมเศร้า [6922-7q] 30.05.2026 54min
    Q: ธรรมะเยียวยารักษาผู้ป่วยซึมเศร้าได้อย่างไร?A: โรคซึมเศร้าเกิดจากการหมกมุ่นในความทุกข์และยึดติดตัวตน การเยียวยาต้องใช้สัมมาสติ อย่าให้กำลังกับเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ใจ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เห็นว่าเราไม่ใช่ตัวตน เห็นด้วยความเป็นอนัตตา เพื่อดับความทุกข์ที่ต้นเหตุ Q: เมื่อเราเมตตากรุณาจนเป็นทุกข์ ควรแก้ไขอย่างไร?A: ความกรุณาเป็นสิ่งดี แต่หากมีมากเกินไปจนกลายเป็นความเศร้าโศกถือว่าเป็นอกุศลและสุดโต่งเกินไป ควรแก้ไขด้วยการมีสติสัมปชัญญะและใช้ “อุเบกขา” คอยกำกับเพื่อให้จิตกลับมาตั้งมั่นและรักษาจิตเราให้พอดีได้ Q: การเข้าสมาธิต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดหรือไม่?A: การตกภวังค์เกิดจากสมาธิมีกำลังมากกว่าสติ จนตกอยู่ในความง่วงซึม (ถีนมิทธะ) ให้มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนา โดยปรับสมดุลด้วยการเจริญวิปัสสนาเพิ่มขึ้น เพื่อดึงสติให้กลับมามีกำลังเสมอกับสมาธิ Q: การพิจารณาควรทำอย่างไร?A: ดูจากคิวคือเครื่องหมาย หากวิปัสสนาแล้วฟุ้งซ่านให้กลับมาทำสมถะ หากทำสมถะแล้วง่วงให้กลับไปวิปัสสนา แต่ถ้าจิตคลายลง ละเอียดลง สงบเย็นเอง ก็ให้ประคองความนิ่งนั้นไว้ให้ดี แล้วเราจะกลับมาพิจารณาอีกก็ได้ ค่อย ๆ ทำไปจนมันพอดี อาสวะสิ้นก็จะปล่อยวางได้หมด Q: การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?A: คือการมีสมาธิจดจ่อเพื่อนำไปทำสิ่งไม่ดี เช่น ขโมยของ ปล้นธนาคาร หรือทำสมาธิโดยมีความเห็นผิด เราจะไม่ให้มีมิจฉาสมาธิ เราต้องมีศีล มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิที่แวดล้อมไปด้วยมรรคอีก 7 ประการ เมื่อเราเข้าใจถูกต้อง เราจะหลุดพ้นได้ Q: ภิกษุสรงน้ำได้วันละกี่ครั้ง ถวายแป้งเย็นเพื่อคลายร้อนได้หรือไม่?A: สรงน้ำได้ตามความเหมาะสม แป้งเย็นต้องพิจารณาก่อนจะทา หากทาเพื่อที่ระงับเวทนา ก็สามารถทาได้ Q: ทำบุญให้คนที่รักเป็นการหวังผลหรือไม่?A: ไม่ผิดและเป็นหน้าที่ที่ควรทำ การทำดีย่อมได้ผลดีเสมอ การสร้างเหตุที่ดีอย่างแยบคายย่อมส่งผลลัพธ์ที่ดีงามตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งดีกว่าการไม่ลงมือทำความดีอะไรเลยQ: เทวดาประจำตัวมีจริงหรือไม่?A: ไม่ใช่ทุกคนจะมีเทวดาคุ้มครอง เทวดาจะมาอนุโมทนาและอยู่ปกปักรักษาเฉพาะผู้ที่หมั่นทำบุญทำความดีเท่านั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • พ้นเหนือบุญเหนือบาป [6921-7q] 23.05.2026 56min
    Q: ศีลห้าไม่ครบจะทำฌานได้หรือไม่ จะเข้าถึงธรรมได้หรือไม่?A: สมาธิ คือ พละกำลังของจิต เมื่อศีลไม่ครบ จะมีความร้อนใจ ดังนั้นสมาธิ/ฌานอาจจะทำได้บ้างแต่ไม่เต็ม และไม่สามารถละกิเลสได้ Q: ทำอย่างไรให้ลูกสาวพูดความจริงกับพ่อ?A: พ่อแม่ต้องมีจิตใจนุ่มนวลด้วยพรหมวิหาร 4 มีเวลาให้กัน สอนลูกให้ตั้งอยู่ในความดี และดูแลไม่ให้เงื่อนไขทางกามมาบีบคั้นการใช้ชีวิตของลูก Q: กรรมที่ทำในชาตินี้ทำไมจึงไม่ให้ผลในชาตินี้?A: การให้ผลของกรรมมีหลายระดับและเป็นอจินไตย ขอเพียงเชื่อมั่นว่ากรรมทุกอย่างย่อมส่งผลตามเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน และจงตั้งมั่นดำรงตนในการทำกรรมดีต่อไป Q: การฆ่าเพื่อป้องกันตัวนั้นบาปหรือไม่?A: การฆ่าทุกชนิดถือว่าเป็นบาป แต่การผิดศีลและระดับความหนักเบาของบาปนั้นให้ประเมินที่เจตนาเป็นสำคัญ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงมีบาป ลดหลั่นไปตามเจตนานั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ผู้ไม่ร้อนใจในภายหลัง [6920-7q] 16.05.2026 57min
    Q: อริยบุคคลต้องบรรลุอรหันต์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ เท่านั้น จริงหรือไม่?A: พิจารณาจาก “มนุษย์โลก” จะไม่ข้ามสมัยของพระพุทธเจ้าคือคำสอน เมื่อคำสอนหมดไป พระธาตุอันตรธานหายไป จะเข้าสู่ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็จะมีเวลาที่ให้พระพุทธเจ้าองค์ต่อมาได้อุบัติขึ้น, หากพิจารณาจาก “พรหมโลก”อนาคามีชั้นสุทธาวาสนั้นมีอายุขัยยืนยาวมาก อยู่ข้ามยุคสมัยของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้ Q: คำสอนในแต่ละพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนเดียวกันหรือไม่?A: สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้คือสิ่งเดียวกัน Q: อนาคามีจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน พอได้ฟังธรรมขององค์พระพุทธเจ้าถัดมา มีสิทธิบรรลุธรรมต่อหรือไม่?A: พระอนาคามีท่านพร้อมที่จะบรรลุอรหันต์อยู่แล้วและการที่ได้ฟังธรรม ก็อาจจะทำให้ท่านบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น Q: คนที่ฟังธรรมอยู่เป็นประจำถือว่ามีเหตุมาจากกาลก่อนหรือไม่?A: อานิสงส์ของการฟังธรรม เมื่อเขาเกิดเป็นเทวดา แล้วเขาได้ฟังธรรม เขาจะระลึกธรรมได้ เป็นที่มาของคำว่าบุคคลเหล่านี้เคยสร้างบารมีมาก่อน ชาตินี้จะมีการฟังธรรมปฏิบัติธรรมต่อไปอีก Q: ไม่ไปปฏิบัติธรรมในคอร์ส แต่ทำเองที่บ้านได้หรือไม่ มีผลต่างกันอย่างไร?A: การปฏิบัติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ สามารถทำที่ไหนก็ได้ ทำได้ในทุกอิริยาบถ ทำได้ทุกวัน ที่สำคัญคือนำธรรมมาใช้ นำมาทำ นำมาปฏิบัติ ทำอย่างต่อเนื่องจะพัฒนาขึ้นได้ Q: อริยบุคคลในสมัยพุทธกาลพาตนให้รอดพ้นจากภัยสงครามได้อย่างไร และการนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน?A: ท่านได้เคยเตือนไว้ถึงภัยในอนาคต เมื่อมีสงคราม ที่ไหนปลอดภัย อาหารหาง่าย คนก็จะมาอยู่ มีการคลุกคลีกัน ให้เราฝึกสติ สมาธิ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล และพละ 4 ประการ เพื่อที่ยามที่โลกไม่ผาสุก เราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้ Q: นั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?A: ยกตัวอย่าง คนที่ปล้นธนาคาร เขาก็จะมีมิจฉาสมาธิ “มิจฉา” หมายถึงกิเลสเพิ่ม “สัมมา” หมายถึงกิเลสลด Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ไปวัดกันทำไม [6919-7q] 09.05.2026 58min
    Q: จิตกับใจต่างกันอย่างไร?A: จิตกับใจเหมือนกัน คือเป็นนามเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ทำหน้าที่คนละอย่างกัน Q: อยากให้จัดรายการต่อไป ความอยากนี้จัดเป็นกิเลสหรือไม่?A: ต้องแยกแยะว่าเป็นความอยากแบบไหน ไม่ใช่ว่าความอยากทุกอย่างนั้นเป็นตัณหาเป็นกิเลสทั้งหมด ถ้าเป็นความอยากที่เป็นตัณหาเป็นสมุทัย จะต้องประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1) ยินดีในทางกาม 2) เป็นไปด้วยความเกิดใหม่คือความเป็นสภาวะ 3) เป็นไปด้วยความกำหนัดเพลิดเพลิน ถ้าไม่ได้เป็นไปด้วย 3 อย่างนี้ เป็นความเพียร คือกุศลเพิ่มขึ้น อกุศลลดลง Q: เราไปวัดกันทำไม และการสมาทานศีลควรทำที่ใด?A: คนโบราณมีกุศโลบาย คือไปวัดเพื่อพบเห็นสมณะ ได้กราบไหว้ ได้รับศีล ได้ฟังธรรม ได้ถวายทาน ครบในข้อของ “อุบาสกรัตนะ” ส่วนการสมาทานศีลนั้น อยู่ที่เราตั้งจิตและทำด้วยความเป็นปกติ Q: ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสวรรค์และพรหม?A: สวรรค์มีแค่ 6 ชั้น สูงขึ้นไปคือชั้นพรหม แบ่งเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม นอกจากนี้หากแบ่งตามเวทนา “สวรรค์และพรหมโลก” จะมีสุขมากทุกข์น้อย “นรก” จะมีทุกข์มากสุขน้อย “มนุษย์” จะมีสุขทุกข์พอ ๆ กัน หากแบ่งตามสภาวะความเป็นอยู่ “กามภพ” จะยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม ได้แก่ นรกไปจนถึงสวรรค์ชั้น 6 “รูปภพ” คือ รูปพรหม ไม่มีกามมีแต่รูป, “อรูปภพ” คือ สภาวะที่ไม่มีรูปมีแต่ใจ สื่อสารไม่ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
  • ปิยวาจาตามหลักสังคหวัตถุสี่ [6918-7q] 02.05.2026 56min
    Q: คุณพ่อเสียชีวิตขณะหลับ คนปลุกขณะนั้นจะบาปหรือไม่?A: เกณฑ์ที่ท่านให้ไว้คือเจตนา เรามีเจตนาดูแลท่าน ไม่ได้มีเจตนาอื่น ในการที่เราดูแลท่าน จนวาะสุดท้ายในอ้อมกอดเรา นั่นถือว่าเป็นบุญอย่างที่สุดแล้ว ให้สบายใจได้ Q: เมื่อยังมีชีวิต ทำความดีไว้มากแต่จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย จะมีที่ไปเป็นเช่นไร?A: พิจารณาเป็น 3 ประเด็น คือ “การฆ่าตัวตาย” การฆ่าตัวตายจะบอกว่าไปไม่ดีทั้งหมดเลยไม่ได้ เพราะในสมัยพุทธกาล มีกรณีที่พระท่านฆ่าตัวตาย ที่ไม่ก่อนไม่หลังการตายท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นการตายที่ไม่น่าติเตียน, “จิตสุดท้ายก่อนตาย” หากจิตสุดท้ายไปข้องอยู่กับอะไร ก็มีแนวโน้มที่จะไปอย่างนั้น, “ที่ไป” ไปตามบุญกับบาปที่เราทำ บุญกับบาปจะหักลบกลบกันไม่ได้ แต่อาจจะช่วยเหลือสนับสนุนหรือหักล้างกันในบางกรณี สิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนหรือญาติควรทำคือทำบุญอุทิศให้เขา   Q: ทำบุญและอุทิศให้แด่ผู้ที่ฆ่าตัวตาย วิธีไหนได้ผลเร็วA: “การให้ทาน” คือการใช้สิ่งของภายนอก โดยเฉพาะเจาะจงให้กับบุคคลนั้น ใส่ชื่อเขาในการทำทานนั้น, “การรักษาศีลภาวนา” คือ เรารักษาศีล ภาวนาทำสมาธิ แล้วอุทิศให้เขา, “การแผ่เมตตา” แผ่เมตตาออกไปโดยเอาตัวเขาเป็นอารมณ์ ส่งผ่านตัวเขาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งสามอย่างนี้ให้ผลแตกต่างกัน เราควรทำให้ครบทุกด้าน Q: ปิยวาจาไม่จำเป็นต้องพูดความจริง ใช่หรือไม่?A: ปิยวาจาหนึ่งในคุณธรรมของสังคหวัตถุ 4 คือธรรมะที่จะทำให้เกิดความสงเคราะห์กัน การพูดความจริงถ้ามันไม่เป็นปิยวาจา เราก็ไม่ควรพูด การที่เราไม่ได้พูดความจริงไม่ใช่ว่าโกหก แต่เรายังไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงกับเขาในตอนนั้น ซึ่งเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับฟัง ให้เราหาโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ ปิยวาจายังรวมในส่วนของสัมมาวาจาด้วย คือไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดให้เขาสะเทือนใจ ไม่พูดให้เขาเสื่อมศรัทธา และยังมีสังคหวัตถุ 4 คืออัตถจริยา เป็นการชี้ว่าทำแบบนี้จะดี ก็จะเป็นการให้เขาตั้งอยู่ในศีล ศรัทธา ประพฤติประโยชน์ได้ Q: เมื่อไม่อยากผสมโรงไปกับความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?A: ให้ดูว่าอยู่ในสถานะไหน ให้พิจารณาว่าจิตคนนั้นเขาจะรับได้ไหม ขัดเคืองไหม หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าเราจะลำบากก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ให้บอกเขา แต่หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาก็จะขัดเคือง ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็จะลำบาก ท่านให้อุเบกขา ให้เรานิ่ง ๆ อย่าไปขัดเคืองเขา                                                              Q: ธรรมะข้อใดสามารถนำมาปรับใช้ได้ในผู้ที่ป่วยซึมเศร้า?A: จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง ให้เราพาตัวเองไปออกกำลังกาย ไปหาเพื่อน พาตัวเองออกจากจุดนั้น ไปทำอย่างอื่น พอเราไม่คิดถึงสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง หรือฝึกสติ พิจารณาว่าความเสียใจมันไม่ได้มีอยู่ตลอด ให้เห็นว่าความเศร้ามีมาแต่มันก็มีดับไป พอเห็นตรงนี้บ่อย ๆ เราก็จะแยกแยะและออกจากความคิดนั้นได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Populær i

Denne podcast optræder også i podcast-hitlister i disse lande.