หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
dhamma.com
0
ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
Epizodes
-
ทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลของกรรมนั้น :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ก.ค. 2569 17.07.2026 48min"บุญเป็นชื่อของความสุข พอเราทำบุญ เราทำความดีแล้ว ความสุขเกิดขึ้น นี่คือกฎแห่งกรรม ทำไม่ดีก็มีผลทางไม่ดีเกิดขึ้น จิตเราเสีย ถ้าเราภาวนาทุกวันๆ เราก็จะเชื่อกฎแห่งกรรมเหมือนกัน ไม่ต้องระลึกชาติได้อะไรหรอก ไม่ต้องมีฤทธิ์มีเดชอะไรหรอก อย่างวันไหนอารมณ์ร้าย ไปด่าเขาอะไรอย่างนี้ ใจเศร้าหมอง ถ้ามานั่งสมาธิ โอ๊ย กว่าจะสงบ ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่ค่อยสงบแล้ว นี้ก็กฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป นี้เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนด มันคือกฎธรรมชาติ ฉะนั้นกี่พระพุทธเจ้ามาสอนก็จะสอนอย่างเดียวกัน เพราะมันเป็นสัจธรรม เป็นกฎของธรรมชาติอย่างนี้ พวกเราหัดภาวนาไป แล้วเราจะเห็นผล เมื่อเห็นผลเราจะเชื่อมั่น โอ้ คำสอนของท่านมีจริง ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่วจริงๆ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 กรกฎาคม 2569
-
ปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 มิ.ย. 2569 13.07.2026 1h"เราปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิตเรา ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิตแล้ว จิตมันปล่อยวาง จิตมันไม่ยึดถือกายยึดถือใจได้ กายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์ เมื่อจิตมันไม่ไปหยิบฉวยตัวทุกข์ขึ้นมา จิตมันก็ไม่ทุกข์ จิตที่เหลืออยู่พ้นจากความทุกข์ไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 มิถุนายน 2569
-
ปัญญาเกิดจากการเห็นด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 มิ.ย. 2569 13.07.2026 1h 1min"การเจริญปัญญาไม่ใช่การนั่งคิดเอา ไม่ใช่การนั่งฟังเทศน์เฉยๆ อันนั้นเป็นปัญญาขั้นต้น เรียนไปฟังเทศน์ฟังธรรมอะไร เพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติ ปัญญาที่เราไปฟังมานั้น ปัญญาของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ของเรา ปัญญาของเราเกิดจากการที่เราเห็นด้วยตัวของเราเอง เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตต้องตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิ ปัญญาถึงจะเกิดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มิถุนายน 2569
-
ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นความจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มิ.ย. 2569 09.07.2026 54min"อยู่กับเครื่องอยู่ให้มาก แต่อย่าไปเพ่ง ถ้าไปเพ่งแล้วไม่ใช่เครื่องอยู่แต่เป็นคุก มีเครื่องอยู่เราก็อยู่กับเครื่องอยู่ไป แล้วสติเราก็จะดีขึ้น สัมมาสมาธิจะดีขึ้น เมื่อสัมมาสมาธิเราดีมากแล้ว การเจริญปัญญาจะไม่ยากเลย จะใช้เวลานิดเดียวเลย ใช้เวลาไม่นานก็จะเข้าใจธรรมะ ธรรมะเบื้องต้นก็รู้ตัวเราไม่มี ธรรมะเบื้องปลายก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีคือตัวทุกข์ พอรู้อย่างนี้จิตจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะเข้าไปสู่หลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าบอก ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะยึดแล้วทุกข์ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะว่าเห็นความจริง ว่ามันไม่ใช่ของที่น่ายึดมั่นถือมั่น มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 21 มิถุนายน 2569
-
รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มิ.ย. 2569 08.07.2026 53min"หัดดูสภาวะไป ดูจิตไม่ได้ ดูร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไป ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ ถ้าลืมตัวเองไม่มีทางพัฒนาเลย ถ้ารู้สึกจิตได้ รู้สึกจิต มันรู้ได้หลายระดับ รู้ง่ายที่สุดเลย จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ อันนี้มีแค่ 3 ตัว ถ้ารู้ได้ละเอียดขึ้น ก็เห็นจิตเป็นกุศลก็รู้ เป็นอกุศลก็รู้ จากกายานุปัสสนา เราเคลื่อนไหว รู้สึก เคลื่อนไหวรู้สึกไป เราก็จะเห็นมีเวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกาย ก็จบอยู่แค่นั้น แต่เวทนาในใจเกิดแล้วก็ดับลงไปเหมือนกัน เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่เวลาเวทนาเกิดขึ้น ไม่ว่าเวทนาทางกายหรือทางใจ จิตจะทำงานต่อ มันก็จะปรุงกุศลอกุศลขึ้นมา จากกายานุปัสสนา ขึ้นมาเวทนานุปัสสนา ขึ้นมาจิตตานุปัสสนา เราจะเห็น จิตเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล ดูไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็เข้าถึงธัมมานุปัสสนา เรารู้เหตุรู้ผล เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี ค่อยๆ ภาวนาจนเรารู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเท่าธรรมะของพระพุทธเจ้า มันละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องละเอียดมาก แปลกไหม เรามีจิตใจ แต่เราไม่เคยรู้จักจิตใจตัวเองเลย เราถึงต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 มิถุนายน 2569
-
มีความเพียรอยู่กับกรรมฐาน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 มิ.ย. 2569 08.07.2026 16min"การที่เราจะอยู่กับกรรมฐานเรา มันก็จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ความเปลี่ยนแปลงของรูปธรรมนามธรรม สัมปชาโน สัมปชัญญะ รู้สึกที่ตัวเอง สติรู้สภาวะทั้งหลาย แต่เริ่มต้นก็ต้องมีอาตาปี มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส จะแผดเผากิเลสก็มีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ที่เหมาะกับตัวเอง แล้วก็อยู่กับเครื่องอยู่อันนั้น ไม่หลงลืม ตรงที่เราไม่หลงลืมสิ่งที่ควรจะทำ เรียกอสัมโมหะ สัมปชัญญะ ตัวนี้ตัวใหญ่เลย อสัมโมหะ แปลว่าสัมปชัญญะที่ไม่ประกอบด้วยโมหะ ไม่มีโมหะ ไม่หลง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 19 มิถุนายน 2569
-
มีปัญญาเห็นจิตเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มิ.ย. 2569 01.07.2026 53min"ขั้นแรกเลย อย่าส่งจิตออกนอก ทำกรรมฐานอันหนึ่งถ้าจิตเราไหลออกไปให้รู้ทัน อย่าห้ามจิต จิตไหลแล้วรู้ๆ เราจะได้จิตที่ตั้งมั่น ต่อไปเราก็ดูจิตใจของตัวเอง จิตสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ เราไม่เลือกว่าต้องสุขตลอด ไม่เลือกว่าต้องดี อะไรก็ได้ ถ้าผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต แค่รู้แค่เห็นไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ฝึกเรื่อยๆ แล้วต่อไปจิตก็จะบรรลุมรรคผลได้ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 มิถุนายน 2569
-
มรณสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 มิ.ย. 2569 30.06.2026 40min"เราเห็นคนตาย ไปงานศพไปอะไร เราน้อมมาพิจารณา ไม่มีใครหนีพ้นหรอก การที่เราคิดถึงความตายบ่อยๆ เป็นกรรมฐานที่ดีอันหนึ่ง เรียกว่ามรณสติ ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งคือหลวงปู่เทสก์ ท่านเคยบอกว่า มรณสติเป็นไม้ตาย ในการสู้กิเลส ถ้ากรรมฐานตัวอื่น เอาใจเราไม่ลง พิจารณาความตายลงไป เพราะทุกอย่างมันก็แค่ตาย ที่รักกันมากสุดท้ายก็พลัดพราก ต้องตายจากกัน เกลียดกัน สุดท้ายก็ต้องตายจากกัน หาสมบัติไว้เยอะแยะ สุดท้ายก็ต้องตาย สมบัติก็เป็นของคนอื่น ท่านให้พิจารณาความตายเนืองๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 มิถุนายน 2569
-
สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 มิ.ย. 2569 30.06.2026 57min"ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใจเกิดแล้วก็ดับ เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆๆ สุดท้ายมันรู้เลย รู้ด้วยตัวเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย 4 ขันธ์แรกดูง่าย ที่ดูยากคือตัวจิตนี่ตัววิญญาณนี้ ฝึกมาตามลำดับให้มันเห็นเลยวิญญาณก็เกิดดับ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 มิถุนายน 2569
-
จุดเริ่มต้นคือความรู้สึกตัว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 6 มิ.ย. 2569 25.06.2026 48min"เราภาวนาไปเรื่อยๆ จะเห็นปัญญาเบื้องต้น คือเห็นขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ปัญญาเบื้องกลางจะเห็นว่าตัวตา หู จมูก ลิ้น กาย คือตัวทุกข์ ไม่เป็นเรามาแต่แรกแล้ว แต่มันเป็นตัวทุกข์ มันถึงจะปล่อยวางได้ เห็นทุกข์ถึงจะปล่อยวางได้ แล้วต่อไปปัญญาขั้นสูงสุด จะเห็นว่าจิตเองคือตัวทุกข์ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป ไม่เอาแล้ว โยนจิตทิ้งไปได้ แล้วเกิดจิตอีกชนิดหนึ่ง ที่มันไม่เกาะอะไร ไม่เกาะไม่เกี่ยวอะไรกับโลกอีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดมันมาจากจุดเริ่มต้น คือความรู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วก็รู้สึกบ่อยๆ อดทน ล้มลุกคลุกคลานอะไรนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ต้องอดทน ทำแล้วทำอีก อย่าขี้เกียจ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 มิถุนายน 2569
-
รู้ทันใจตัวเองคือการปฏิบัติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มิ.ย. 2569 24.06.2026 26min"ฝึกตัวเอง ใช้เรื่องการกิน การนอน การเดินทาง การทำงาน การอาบน้ำ การขับถ่ายอะไรใช้เป็นเครื่องมือปฏิบัติทั้งหมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเราคือการปฏิบัติทั้งสิ้นเลย ให้อ่านใจตัวเองให้ออก การอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ แค่รู้เท่านั้น ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ หรือใจเราเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ อ่านจิตแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีอะไรเยอะแยะหรอก ถ้าอ่านตรงนี้ได้ ต่อไปก็อ่านได้ละเอียดขึ้น ใจเราเป็นกุศลก็รู้ ใจเราโลภก็รู้ ใจเราโกรธก็รู้ ใจเราหลงก็รู้ ใจเราฟุ้งซ่านก็รู้ ใจเราหดหู่ก็รู้ ดีใจก็รู้ เสียใจก็รู้ ชอบใจก็รู้ ไม่ชอบใจก็รู้ ค่อยๆ ดูไป แล้วมันจะอ่านใจได้ละเอียดประณีตมากขึ้นๆ อันนี้คือการรวมการปฏิบัติเข้าในชีวิตจริงๆ ของเรา ตัวนี้สำคัญมาก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มิถุนายน 2569
-
มีสติตามรู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 มิ.ย. 2569 23.06.2026 28min"เรามีสติตามรู้ไปเรื่อยๆ เราก็เห็นจิตใจมัน จิตสุข จิตทุกข์ จิตดี จิตชั่ว ล้วนแต่ไม่เที่ยงทั้งสิ้น เฝ้ารู้เฝ้าดูเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง จิตมันก็แยกสิ่งที่ปรุงแต่งจิตออกไป แยกสุข แยกทุกข์ แยกดี แยกชั่วออกไป เข้ามาที่จิต พอเข้ามาถึงตัวจิตแล้ว เราไม่รักษาตัวจิต เราก็เห็นตัวจิตเกิดดับ เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูดับที่หู เกิดที่จมูกคือไปรู้กลิ่น จิตไปรู้กลิ่น เกิดที่จมูกก็ดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่กายดับที่กาย เกิดที่จิตดับที่จิต เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับตลอดเวลา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 มิถุนายน 2569
-
ปัญญาคือการเห็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 พ.ค. 2569 (ช่วงบ่าย) 22.06.2026 49min"ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วถ้าจิตเราหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ จิตถลำลงไปแปะอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ ตรงที่เรารู้ถึงจิตที่เคลื่อนไปเคลื่อนมา จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ นี้เป็นอีกหนึ่งในวิธีหนึ่งที่จะให้ได้จิตที่ตั้งมั่น พวกเราใช้วิธีนี้ง่ายที่สุดแล้ว พอจิตตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราเจริญปัญญาได้แล้ว จิตถอนตัวออกมาเป็นแค่คนเห็น เห็นอะไร เห็นปรากฏการณ์ของรูปธรรม ร่างกายที่มีอยู่ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นของที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี้ปัญญาเกิด ปัญญาคือการเห็นไตรลักษณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 พฤษภาคม 2569 (ช่วงบ่าย)
-
วางได้เพราะเห็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 พ.ค. 2569 21.06.2026 49min"คอยรู้สึกอยู่ในกายจนเห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ของวิเศษอะไร เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่เห็นความจริง จิตใจก็ไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับได้ เดี๋ยวก็กระทบอารมณ์ดี เดี๋ยวกระทบอารมณ์ร้าย กระทบแล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 พฤษภาคม 2569 (ช่วงเช้า)
-
ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 พ.ค. 2569 14.06.2026 55min"ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ถ้ารู้ความจริงของกาย ก็จะปล่อยความยึดมั่นในร่างกาย รู้ความจริงของจิตใจ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 พฤษภาคม 2569
-
การเดินปัญญา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 24 พ.ค. 2569 11.06.2026 1h"เวลาเราเดินวิปัสสนา ความดีเกิด สิ่งที่ดีเกิด เราก็เห็นมันเกิดแล้วดับ ความชั่วเกิด มันก็เกิดแล้วก็ดับ เห็นมันเกิดดับๆ มันเท่าเทียมกัน จิตก็เลิกยินดียินร้าย ความสุขเกิด จิตก็ไม่ยินดี ความทุกข์เกิด จิตก็ไม่ยินร้าย ความชั่วเกิด จิตก็เป็นกลาง เมื่อจิตหมดความยินดียินร้าย จิตก็จะหมดความดิ้นรน เมื่อจิตหมดความดิ้นรน จิตก็จะรวมลงๆ เข้าอัปปนาสมาธิ แล้วจิตจะไปเดินปัญญาในสมาธิอยู่ 2-3 ขณะ อันนี้สำหรับคนซึ่งใช้ปัญญานำสมาธิ อย่างพวกเรา มีสติ เกิดสมาธิ มีปัญญาเห็นความจริงเป็นขณะๆ ไป จนกระทั่งจิตมันเข้าสู่ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง จิตก็หยุดความดิ้นรน เมื่อจิตหยุดความดิ้นรน จิตจะเข้าอัปปนาสมาธิด้วยตัวเอง เข้าแล้วจิตจะไปเดินปัญญา อยู่ในสมาธิ 2-3 ขณะเท่านั้น ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ๆ มันจะทวนกระแสเข้ามาหาตัวจิตผู้รู้ เมื่อมันทวนกระแสเข้ามาถึงตัวจิตผู้รู้ อริยมรรคเกิดขึ้น อาสวกิเลสจะถูกแหวกออก แล้วจิตก็เข้าถึงสภาวะที่พ้นจากความปรุงแต่งคือพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 พฤษภาคม 2569
-
เจริญสติปัฏฐานจนเกิดปัญญา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 พ.ค. 2569 11.06.2026 55min"อาศัยการทำสติปัฏฐาน พอเกิดสติบ่อยๆ สัมมาสมาธิก็เกิด เมื่อสัมมาสมาธิเกิด ปัญญาคือการรู้ความจริงของรูปนามกายใจก็เกิด ฉะนั้นการทำสติปัฏฐาน เบื้องต้นได้สติ แล้วมันจะควบสมาธิมาด้วย สมาธิที่ถูกต้องควบมาด้วยกับสัมมาสติ แล้วสิ่งที่จะได้มาในเบื้องปลาย ของการทำสติปัฏฐานคือปัญญา เห็นความจริงของรูปนามกายใจ ถ้าปัญญาเกิด เห็นความจริงของรูปนามกายใจแล้ว จิตจะคลายความยึดถือ กายนี้มันทุกข์ ใครจะไปหยิบเหล็กเผาไฟแดงๆ เล่น จิตใจคือตัวทุกข์ ใครจะไปยึดถ่านไฟแดงๆ ได้ จิตมันเห็นทุกข์เห็นโทษของตัวขันธ์ 5 ตัวกายตัวใจ ตัวรูปตัวนาม แล้วมันจะหมดความยึดถือ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 พฤษภาคม 2569
-
จิตตั้งมั่นแท้จริงแล้วถึงดูจิตได้ละเอียด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 พ.ค. 2569 02.06.2026 1h"คนทั่วไปเวลาโกรธมันจะรู้สึกว่าเราโกรธ นักปฏิบัติเวลาโกรธเราจะเห็นว่า เออ จิตมันกำลังโกรธ ถ้าเราภาวนาเก่งขึ้นเราจะเห็นว่าจิตไม่ได้โกรธหรอก จิตรู้ว่าความโกรธกำลังเกิดขึ้น ตรงที่เราสามารถแยกได้ว่าจิตกับความโกรธเป็นคนละอัน จิตกับความโลภเป็นคนละอัน จิตกับความหลงเป็นคนละอัน จิตกับสุขกับทุกข์เป็นคนละอัน ตัวจิตมันจะเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ คือจิตมันจะตั้งมั่น บริบทสิ่งแวดล้อมอะไรไม่ใช่จิตทั้งหมดเลย ทีนี้พอจิตเราตั้งมั่นได้แท้จริงแล้ว เราถึงจะเดินปัญญาดูจิตได้ละเอียด เราจะเห็นว่าจิตที่ตั้งมั่นก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปคิดก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปดูรูปก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปฟังเสียงก็อยู่ชั่วคราว จิตที่ไปหลงไปดมกลิ่นก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปรู้รสก็อยู่ชั่วคราว จิตที่หลงไปรู้สัมผัสทางร่างกายก็อยู่ชั่วคราว จิตทุกชนิดชั่วคราว เราภาวนาอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเราดูจิตเป็น ก่อนหน้านี้เรายังดูไม่ถึงจิต เราดูได้แค่ตัวเจตสิกคือสิ่งที่ประกอบกับจิต" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 17 พฤษภาคม 2569
-
วัตถุประสงค์ของการฝึกสมาธิ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 พ.ค. 2569 01.06.2026 1h 3min"การที่เราฝึกสมาธิเพื่อให้เรามีจิตที่เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นวัตถุประสงค์หลัก เพราะฉะนั้นบทเรียนในการฝึกสมาธิ ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสงบสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสมาธิสิกขา แต่เรียนเรื่องจิตตสิกขา ฉะนั้นถ้าเรามีสติ อาศัยสติรู้เท่าทันจิตของเราไป แล้วสมาธิอัตโนมัติจะเกิดเอง เมื่อไรสติอัตโนมัติเกิด เมื่อนั้นสมาธิอัตโนมัติจะเกิด พอจิตเรามีสมาธิ ตื่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำบ่อยๆ ฝึกกรรมฐานเดิมนั่นล่ะ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้เรื่อยๆ หลงมี 2 แบบ หลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน กับหลงเข้าไปเพ่ง ไปแนบอารมณ์กรรมฐาน รู้ทันอย่างนี้ แล้วจิตมันจะตื่น พอรู้บ่อยๆ จิตที่ตื่นนี้จะค่อยๆ มีกำลังมากขึ้นๆ จิตผู้รู้นี้ จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ถัดจากนั้นเราจะถึงบทเรียนที่สาม ชื่ออธิปัญญาสิกขา อธิปัญญาสิกขานี้คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 16 พฤษภาคม 2569
-
ศาสนาพุทธไม่ได้มองโลกแง่ร้าย : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 พ.ค. 2569 25.05.2026 1h 5min"มีคนบางประเทศๆ ได้ยินว่าศาสนาพุทธสอนให้รู้ทุกข์ ตราหน้าศาสนาพุทธเลยว่าเป็นศาสนาที่มองโลกแง่ร้าย เขาบอกฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วหดหู่ พูดอยู่ได้แต่เรื่องทุกข์ มองโลกแง่ร้าย ถามว่ามองโลกแง่ร้ายจริงไหม ไม่จริง ถ้าพระพุทธเจ้าบอกว่าทุกคนมีความทุกข์ ไม่มีทางออกจากทุกข์ นี่มองโลกแง่ร้าย แต่ท่านบอกเลยมีความทุกข์เพราะมีเหตุอย่างนี้ เราสามารถละเหตุตรงนี้ได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ท่านบอกทางออกไว้ให้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องการมองโลกแง่ร้าย แต่มองโลกตามความเป็นจริง เราฝึกๆ ไป ค่อยๆ พัฒนาตัวเองไป มีทาน มีศีล เราก็ได้รับความสุข มีสติปัญญารู้ไป ความสุขก็เป็นของไม่ยั่งยืน สิ่งที่จะยั่งยืนก็คือธรรมะ พยายามมาเจริญสติเจริญปัญญาเรียนรู้ความจริง ของรูป นาม กาย ใจไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่ง จิตมันปล่อยวางกายได้ มันจะไม่ทุกข์เพราะกาย อะไรเกิดขึ้นในกาย จิตไม่ทุกข์ จิตปล่อยวางจิตได้ จิตจะไปกระทบอารมณ์อะไร จิตก็ไม่ทุกข์ ฉะนั้นเราฝึก สุดท้ายจิตมันจะเข้าถึงการปล่อยวาง แล้วก็เข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง นี่คือเส้นทาง ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องมองโลกแง่ร้าย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 พฤษภาคม 2569
Populārs valstī
Šis podkasts parādās arī šo valstu podkastu topos.