Soul Food Podcasts

Soul Food Podcasts

Soul Food Ministries
Negara Thailand
Bahasa TH
Episod 1888
Terkini 26.09.2026

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวมรายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน: พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดททุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชีวิตคริสเตียน: อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสัมพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ

Episod

  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่180) อย่าแตกตื่น เพราะน้ำท่วม! 26.09.2026 4min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่180)อย่าแตกตื่น เพราะน้ำท่วม!“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม พระยาห์เวห์ประทับเป็นพระราชาเป็นนิตย์”~สดุดี 29:10 THSV11“The LORD sat enthroned over the flood. The LORD sits enthroned as king forever.”~Psalms 29:10 GWคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า ที่ว่า“พายุอาจทำให้เราหวั่นไหว แต่ไม่สามารถทำให้บัลลังก์ของพระเจ้าสั่นคลอน”(The storm may shake us, but it cannot shake God’s throne.)เมื่อเราอยู่ท่ามกลาง “น้ำท่วม” ทั้งใน​ความหมายจริงตามตัวอักษร และ​ความหมายตามสถานการณ์ของชีวิตให้เราตระหนักว่า ยังมีพระเจ้าทรงควบคุมเหนือทุกสิ่งอยู่!พระธรรม สดุดี 29:10 นี้ ไม่ได้รับประกันหรือสัญญาว่า ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าจะไม่เจอน้ำท่วม แต่บอกว่า เมื่อเผชิญน้ำท่วมชีวิต ไม่ต้องหวั่นไหว เพราะว่าพระยาห์เวห์จะยังทรงครอบครองอยู่เหนือสถานการณ์นั้น!ให้เรามาดูว่า พระคัมภีร์สอนอะไรเราในเรื่องนี้​“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม” หมายความว่าอย่างไร?คำว่า “น้ำท่วม” ในสดุดี 29 อยู่ในบริบทของพลังธรรมชาติที่น่าเกรงขาม เกินการควบคุมของมนุษย์ และสอดคล้องกับภาพ 1).“น้ำมากมาย” และ2).“พายุ” ที่ปรากฏตลอดบท (สดด. 29:3–9)แต่ใน สดุดี 29:10 นี้ ไม่ได้พูดว่า“พระยาห์เวห์ทรงป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเกิดขึ้น”แต่กล่าวว่า“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม”เพื่อสื่อว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือพลังอำนาจที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้!ใช่ครับ 1).น้ำอาจท่วมสูงขึ้น2).พายุอาจซัดรุนแรงมากขึ้น3).สถานการณ์ชีวิตของเราอาจลำบากยุ่งยากยิ่งขึ้นแต่ พระบัลลังก์ที่พระเจ้าประทับนั้นไม่ได้สั่นคลอน!​“พระยาห์เวห์ประทับเป็นพระราชาเป็นนิตย์”หมายความว่าอะไร?หมายความว่า พระเจ้าไม่ได้สูญเสียการครอบครองควบคุม เพราะเกิดวิกฤติเรื่องใดๆทั้งสิ้นนี่เป็นจุดสำคัญในการหนุนใจคนที่กำลังประสบภัยพระคัมภีร์ไม่ได้สอนหรือสัญญาว่า“ถ้าเชื่อพระเจ้า น้ำจะไม่ท่วมบ้าน”แต่สอนว่า“แม้น้ำจะท่วม พระเจ้าก็ยังทรงเป็นพระราชา!”ใช่ครับ บางครั้งพระเจ้าไม่ได้หยุดลมพายุ หรือ มรสุม และน้ำท่วมในทันที แต่พระองค์สถิตอยู่กับเราในพายุและน้ำท่วมนั้นเช่นเดียวกับในตอนที่สาวกอยู่ในเรือ พระเยซูไม่ได้ทรงป้องกันไม่ให้พายุเกิดขึ้น แต่พระองค์ทรงอยู่ในเรือลำนั้นกับพวกเขา(มก. 4:35–41)และแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อของเราจึงไม่ใช่“ฉันจะไม่พบปัญหา เพราะฉันเชื่อพระเจ้า!”แต่คือ“ถึงแม้ว่าฉันพบปัญหา(น้ำท่วม)ฉันรู้ว่าพระเจ้ายังทรงครอบครอง และฉันจะไม่ได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง!”พี่น้องที่รักท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า“น้ำท่วมย่อมมีวันลดลงแต่พระราชาของเราทรงปกครองเป็นนิตย์!”(The flood will eventually recede,but our King reigns forever.)ถ้าท่านเห็นด้วยและเชื่อเช่นนี้ก็ย่อมไม่เหลืออะไรที่จะทำให้ท่านต้องวิตกกังวล หรือกลัวอีกต่อไปในท่ามกลางน้ำที่กำลังท่วมชีวิตของท่านอยู่ในเวลานี้…จริงไหม?ดังนั้น ขอให้ใจของเราไม่แตกตื่น แต่ตื้นตันในความรักและพระคุณของพระเจ้า และไว้วางในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ในท่ามกลางลมพายุและน้ำที่ท่วมชีวิตของเรา…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27กันยายน2026(ตอนที่ 180ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี #ในวันที่กรุงเทพฯน้ำท่วมมากที่สุดวันหนึ่ง
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่179) อย่ากระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเกินไป! 26.09.2026 6min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่179)อย่ากระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเกินไป!“...มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกินสิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””~ลูกา 10:41-42 THSV11“...you are worried and upset about many things, but few things are needed—or indeed only one. Mary has chosen what is better, and it will not be taken away from her.””~Luke 10:41-42 NIVเรื่องราวมีอยู่ว่า​พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางไปด้วยกัน และเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้าไปพักที่บ้านของนาง ​มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์ ​มารีย์ก็นั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซูคอยฟังถ้อยคำของพระองค์ แต่​มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ จึงมาทูลพระองค์ว่า“องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว? ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย” แต่​พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า“มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกินสิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””~ลูกา 10:38-42 THSV11น่าตกใจ ที่มารธา รับใช้วุ่นวายมาก จนเครียดและขุ่นใจ ทำให้ออกอาการวีนพูดจาต่อว่าพระเยซู“พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงหรือว่า น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ทำงานแต่คนเดียว?”ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ว่ามารธารับใช้ แต่ปัญหาอยู่ที่เธอ รับใช้จนกระวนกระวายและความขุ่นเคืองพระเยซูจึงตรัสว่า“มารธา มารธา เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก”การรับใช้เป็นสิ่งมีค่า แต่อย่าให้การรับใช้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราห่างจากพระองค์และพี่น้องของเราแล้วอะไรคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า “เรารับใช้มากเกินไป”?​จาก “ยินดีรับใช้” กลายเป็น“จำต้องรับใช้”​จาก “รับใช้พระเจ้า”กลายเป็น“รับใช้งานพระเจ้า”​จาก “แบกภาระร่วมกัน” กลายเป็น “ฉันต้องทำทุกอย่างเอง”​จาก “เมตตากรุณาคน” กลายเป็น “เริ่มหงุดหงิดกับคน”​จาก “อยากถวายสิ่งดีที่สุด” กลายเป็น “ขอแค่ให้มันจบๆ ไป”​จาก “เหนื่อยกาย” กลายเป็น “เหนื่อยใจ”​จาก“ ใช้เวลากับพระเจ้า” กลายเป็น“ ใช้เวลากับกิจกรรมเพื่อพระเจ้า”​จาก “ขอพระเจ้าทรงใช้ฉัน” กลายเป็น“พระเจ้าขอฉันหยุดได้ไหม?”อันที่จริง เป็นเรื่องปกติ ที่เราอาจเหน็ดเหนื่อยจากการรับใช้พระเจ้าได้แต่หากว่าความเหน็ดเหนื่อยนั้นทำลาย​ความสุขใจ และ​ความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับพระเจ้าและกับพี่น้องนั่นนับว่าเป็นสัญญาณอันตราย ที่เราควรจะตื่นตัว!อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังก็คือ อย่าตีความว่า ความเหนื่อยล้านั่นคือการหมดรักพระเจ้า เพราะที่จริง อาจเป็นเพียงแค่การที่เรากำลังหมดกำลังเราต้องตระหนักไว้เสมอว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้รับใช้จนพัง หรือ ที่เรียกว่า “หมดไฟ”(burnout)แต่ทรงเรียกเรา​พัฒนาสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระองค์ให้ลึกซึ้งผ่านการรับใช้พระองค์​ได้มีเวลาหยุดพัก(เป็นสุข)และเรียนรุ้จักและเรียนรู้จากพระองค์มากกว่าเดิมดังที่พระเยซูตรัสว่า“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก”~มัทธิว 11:28-29 THSV11ดังนั้น เมื่อผู้รับใช้พูดว่า “ผมไม่อยากรับใช้แล้ว” คำพูดแรกของเราไม่ควรเป็น“ต้องอดทนมากกว่านี้สิ” หรือ “พระเจ้าทรงเรียกคุณนะ”แต่อาจเป็นคำถามว่า“คุณเหน็ดเหนื่อยจากอะไร?“”คุณกำลังแบกอะไรอยู่คนเดียวหรือเปล่า? “และตอนนี้”คุณต้องการหยุดและพักหรือไม่?”เพราะบางครั้ง คนที่ต้องการหยุดรับใช้ชั่วคราวนั้นไม่ใช่คนที่ไม่รักพระเจ้า แต่อาจเป็นคนที่รักพระเจ้ามากและรับภาระมากเกินไป!ดังคำเตือนสติที่ว่า“ภาวะหมดไฟไม่ใช่สัญญาณของความเชื่อที่อ่อนแอเสมอไป บางครั้งมันคือสัญญาณบ่งบอกว่าชีวิตกำลังแบกมากเกินไป”(Burnout is not always a sign of weak faith; sometimes it is a sign of an overloaded life.)ดังนั้นพี่น้อง วันนี้ขอให้เรา1.ยุติบทบาทของ “เดอะแบก”(ภาระหนักในการรับใช้)2.เข้ามาหาพระเยซูคริสต์เพื่อรับสิ่งดีจากพระองค์ 3.ใกล้ชิดพักในพระองค์4.รับการบรรเทาภาระที่หนักจากพระองค์ และ5.มีความสุขสงบ อย่างที่พระองค์ ประสงค์จะให้เป็น…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26กันยายน2026(ตอนที่ 179ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่178) จะเลิกแต่เลิกไม่ได้! 25.09.2026 6min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่178)จะเลิกแต่เลิกไม่ได้!“ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงล่อลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกล่อลวง พระองค์ทรงมีชัยเหนือข้าพระองค์ และทรงชนะ……ถ้าข้าพระองค์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงพระองค์ หรือพูดในพระนามของพระองค์อีก’ พระวจนะของพระองค์ก็เป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญอยู่ในใจของข้าพเจ้า และถูกกักอยู่ในกระดูกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพยายามอดกลั้นไว้ แต่ก็ทำไม่ได้”~เยเรมีย์ 20:7–9“เยเรมีย์ผู้รับใช้พระเจ้ากำลังเจ็บปวด เหนื่อยล้า และอยากหยุดรับใช้ แต่ท่านไม่สามารถหนีจากการทรงเรียกของพระเจ้าได้ เข้าทำนอง “ยังรักพระเจ้า แต่เริ่มไม่ไหวกับงานรับใช้!”เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับการรับใช้ของเยเรมีย์บ้าง?​ เยเรมีย์ไม่ได้เป็นผู้รับใช้ที่ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยหรือเจ็บปวดบริบทของตอนนี้ก็คือ เยเรมีย์ถูกต่อต้าน ถูกเยาะเย้ย และถูกทำร้ายเพราะการประกาศพระวจนะของพระเจ้า​เยเรมีย์อยู่ในสภาวะที่รับใช้ไม่ไหวแล้ว จนกล่าวว่า“ข้าพเจ้าไม่ไหวแล้ว!”นี่เป็นความจริงที่น่าตกใจที่คนของพระเจ้าหรือผู้รับใช้สามารถมีทั้ง1).ความเชื่อ และความเหนื่อยล้า2).การทรงเรียก และความท้อแท้3).ความรักพระเจ้าและความเจ็บปวด4).ความซื่อสัตย์ และคำถามที่กวนใจว่า “ทำไมต้องเป็นผม?”ดังนั้น เราควรรู้ว่าการเหนื่อยไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความเชื่อเสมอไป​เยเรมีย์รู้สึกหนักรับไม่ไหวจนต้องระบายออกมาว่า“พระองค์ทรงล่อลวงข้าพระองค์” นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงหลอกลวงจริงๆแต่เป็นถ้อยคำแห่งความทุกข์ของเยเรมีย์ ที่รู้สึกเหมือนว่าตัวท่านถูกพระเจ้าผลักเข้าสู่ภารกิจที่ยากเกินกว่าที่ท่านจะรับไหวพระเจ้าทรงเรียกท่านให้ประกาศความจริง แต่ผลที่ท่านได้รับกลับเป็นการต่อต้านและการข่มเหงเยเรมีย์จึงระบายความรู้สึกต่อพระเจ้าเช่นนั้นออกมานี่ก็สอนให้เรารู้ว่าเราสามารถพูดความรู้สึกที่แท้จริงของเรากับพระเจ้าได้พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราแสร้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าพระองค์ตลอดเวลา​เยเรมีย์เปิดเผยว่า ไม่ใช่ทุกการรับใช้จะได้รับการตอบรับที่ดี“เมื่อข้าพเจ้าประกาศ ข้าพเจ้าต้องพบกับการต่อต้าน”เยเรมีย์แสดงให้เห็นความเจ็บปวดของผู้เผยพระวจนะที่ถูกหัวเราะเยาะและถูกต่อต้านในยามที่ท่านประกาศพระวจนะของพระเจ้านี่เป็นความจริงอันเจ็บปวดที่ผู้รับใช้ทุกยุคต้องเข้าใจ นั่นคือการทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุกคน~บางครั้งเราทำสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย แต่คนกลับไม่พอใจ~บางครั้งเราพูดความจริงด้วยความรัก แต่คนกลับเข้าใจผิด~บางครั้งเราทุ่มเทเพื่อคนอื่น แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นคำตำหนิเยเรมีย์จึงเป็นตัวอย่างว่า ความสำเร็จในการรับใช้ไม่ได้วัดจากจำนวนเสียงปรบมือ แต่จากความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในยามที่ไร้มือสนับสนุนและมีแต่มือที่ต่อต้าน​เยเรมีย์ตั้งใจหยุดรับใช้ แต่ท่านทำไม่ได้เพราะพระวจนะของพระเจ้าเผาผลาญใจจนหยุดไม่ได้เยเรมีย์พูดว่าท่านจะไม่พูดถึงพระเจ้าอีกแล้ว!แต่แล้วเกิดอะไรขึ้น?“พระวจนะของพระองค์ก็เป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญอยู่ในใจของข้าพเจ้า และถูกกักอยู่ในกระดูกของข้าพเจ้า”นี่คือภาพที่ทรงพลังมาก เยเรมีย์พยายาม หยุดพูดแต่ท่านหยุดพระวจนะในตัวท่านไม่ได้ท่านพยายาม หนีจากการรับใช้แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในหัวใจยังคงเรียกร้องท่านอยู่“ไฟถูกกักอยู่ในกระดูก” หมายถึงอะไร?เป็นภาพของ พระวจนะและพันธกิจของพระเจ้าที่ฝังลึกอยู่ภายใน จนไม่สามารถเฉยๆ หรือ เก็บไว้เงียบๆ ได้แม้เหนื่อยมากแต่การรับใช้เป็น“การทรงเรียก” เป็นดุจไฟแห่งพระวจนะที่ไม่ยอมมอดดับ ทำให้เราไม่สามารถละทิ้งพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงฝากไว้ได้พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า “เราต้องฝืนรับใช้ต่อไปจนหมดแรง”แต่พระคัมภีร์โดยรวมสอนเรื่อง การพัก การฟื้นกำลัง การแสวงหาพระเจ้า และการมีผู้อื่นช่วยแบกภาระสิ่งที่เราต้องทำจึงไม่ใช่ “การเลิกรับใช้”แต่คือ หยุดพัก เพื่อจะกลับไปรับใช้ด้วยกำลังใหม่มีความแตกต่างระหว่าง1.“หยุดพัก” กับ 2.“ยอมแพ้”การพักเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อฟังพระเจ้าได้วันนี้ หากเรารับใช้แล้วแทบไปต่อไม่ไหวจงหยุดพักสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาทำต่อในภายหลังเมื่อหายเหนื่อยจงฟังคำเตือนสติที่ว่า“ความเหนื่อยล้าไม่ได้พิสูจน์ว่าการทรงเรียกของเราจากไปแล้วแต่บางครั้งมันเพียงบอกว่าเราต้องพัก เพื่อกลับมารับใช้ใหม่ด้วยหัวใจที่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง!”(Weariness does not prove that the calling is gone; sometimes it simply tells us to rest and return with a renewed heart.)…เห็นด้วยไหมครับ?
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน คุณจะเลือกอะไร? Ep.1748 24.09.2026 5min
    พระธรรมนำชีวิตตอน คุณจะเลือกอะไร? Ep.1748พระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมและทรงยุติธรรม และพระองค์ทรงใส่พระทัยต่อผู้ที่อ่อนแอและถูกเอาเปรียบ แม้เรื่องราวใน เยเรมีย์ 22:1–5 จะพูดถึงหน้าที่ของกษัตริย์ของยูดาห์ แต่ผมก็คิดว่า เราสามารถนำสิ่งนี้มาประยุกต์ใช้ และสามารถนำมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของพวกเราผู้เชื่อในทุกวันนี้ เพื่อที่จะตอบสนองต่อพระทัยของพระเจ้าได้'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงลงไปยังราชสำนักของกษัตริย์ยูดาห์ และกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ที่นั่น ว่า ‘ข้าแต่กษัตริย์แห่งยูดาห์ ผู้ประทับบนพระที่นั่งของดาวิด จงสดับพระวจนะของพระยาห์เวห์ ทั้งฝ่าพระบาท ข้าราชการของฝ่าพระบาท และประชาชนของฝ่าพระบาทผู้เข้ามาในประตูเมืองนี้ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า จงกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ และอย่าทำความผิดหรือความทารุณแก่คนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิงม่าย หรือทำให้โลหิตที่ไร้ความผิดหลั่งออกถึงตายในสถานที่นี้ ' เยเรมีย์ 22:1-3เยเรมีย์ยังคงซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่นำพระวจนะของพระเจ้าไปยังศูนย์กลางแห่งอำนาจ คือราชสำนัก เพื่อกล่าวแก่กษัตริย์ ข้าราชการ และประชาชนว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากทุกคนคือการกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม ความยุติธรรม หมายถึง การตัดสินและการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ส่วนความชอบธรรม หมายถึง การดำเนินชีวิตและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานอันชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าตรัสต่อไปว่า จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ ตรงนี้กำลังบอกว่า ความยุติธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่สร้างความยุติธรรม แต่เรานั้นต้องปกป้องคนที่กำลังถูกเอาเปรียบด้วย พระเจ้าตรัสถึงคน 3 กลุ่มคือ คนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิงม่าย คนกลุ่มนี้เป็นคนที่เปราะบางทางสังคมและถูกเอาเปรียบได้ง่าย คนกลุ่มนี้เป็นคนที่พระเจ้าทรงกำชับให้ผู้มีอำนาจปกป้องและไม่กดขี่ การทำตามพระทัยของพระเจ้าไม่ใช่แค่เพียงสร้างความยุติธรรม แต่ยังให้ปกป้องผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างไร้ความยุติธรรมด้วย ดังนั้น การเชื่อฟังพระเจ้าจึงไม่สามารถแยกออกจากวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้คน โดยเฉพาะต่อผู้ที่อ่อนแอและถูกเอาเปรียบสิ่งที่พระเจ้าตรัสต่อไปเป็นคำประกาศที่มีเงื่อนไขอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำขู่ให้กลัว แต่เป็นการเปิดเผยให้เห็นว่า การเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้ามีผลตามมาอย่างแน่นอน'ถ้าเจ้าเชื่อฟังถ้อยคำข้อนี้จริงๆ แล้ว จะมีกษัตริย์ผู้ประทับบนพระที่นั่งของดาวิดเข้ามาทางประตูของพระราชวังนี้ เสด็จมาโดยรถรบและม้า ทั้งตัวกษัตริย์ บรรดาข้าราชการ และประชาชนของพระองค์ แต่ถ้าเจ้าไม่ฟังถ้อยคำเหล่านี้ พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราเองว่าราชสำนักนี้จะเป็นที่ทิ้งร้าง’ ” ' เยเรมีย์ 22:4-5ถ้าเจ้าเชื่อฟังและปฏิบัติตามถ้อยคำเหล่านี้ ในบริบทนี้หมายถึงราชวงศ์ของดาวิดจะยังคงมีผู้ครองบัลลังก์และการปกครองนี้จะดำเนินอยู่ต่อไป แต่ถ้าไม่เชื่อฟัง ราชสำนักนี้จะกลายเป็นที่รกร้าง นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพวกเรา การเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการตัดสินใจของเรามีผลตามมาเสมอ และเราต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เราเลือก'ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ ' เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19ขอให้เราผู้ที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์จะยอมให้พระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เพื่อให้ความรัก ความชอบธรรม และความเมตตาของพระเจ้าจะปรากฏผ่านชีวิตของเรา วันนี้เมื่อพระวจนะของพระเจ้าวางอยู่ตรงหน้าเรา เราจะเลือกอะไร? เราจะเลือกทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ หรือเราเลือกใช้ชีวิตตามใจของเราเอง? การเลือกของเรามีผลตามมาแน่นอน และเราทุกคนต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าสำหรับวิธีที่เราใช้ชีวิตและวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่177). รักพระเจ้า แต่ไปต่อไม่ไหว! 23.09.2026 5min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่177)รักพระเจ้า แต่ไปต่อไม่ไหว!“แต่ตัวท่านเองเดินเข้าถิ่นทุรกันดารไปเป็นระยะทางวันหนึ่ง ท่านมานั่งอยู่ใต้ต้นซากที่มีเพียงต้นเดียว และทูลขอให้ตัวท่านตายเสียทีว่า“พอกันที ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้ขอเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษ””~1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 THSV11“Then he traveled through the wilderness for a day. He sat down under a broom plant and wanted to die. “I’ve had enough now, LORD,” he said. “Take my life! I’m no better than my ancestors.””~1 Kings 19:4 GWมีคำเตือนสติที่ดีเขียนไว้ว่า“วันที่คุณไม่มีแรง ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าหมดพระประสงค์สำหรับชีวิตของคุณแล้ว!”(The day you have no strength does not meanGod has no purpose for your life.)ใช่ครับ อาจมีวันที่เราอ่อนแรง หรือ หมดแรงจนไม่อยากไปต่อ!อันที่จริงก็มีหลายตัวอย่างที่ชัดมากในพระคัมภีร์ ที่เปิดเผยให้เห็นว่าคนของพระเจ้าอาจรับใช้จนเหนื่อยล้า ท้อแท้ และถึงขั้น“ไม่อยากทำต่อแล้ว” ทั้งๆที่ท่านยังรัก และเชื่อพระเจ้าอยู่ขอให้เรามาดูตัวอย่างชีวิตของ“เอลียาห์ ”ผู้เผยพระวจนะที่รับใช้จนอยากตาย!ซึ่งเราหาอ่านได้จากพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 19:1–8โดยขอเล่าโดยสรุปก็คือ หลังจากที่ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์เผชิญหน้ากับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลบนภูเขาคารเมล และมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ หลังจากที่ท่านเพิ่งประสบความสำเร็จมาอย่างท่วมท้นแต่เมื่อถูกราชินี เยเซเบล ข่มขู่ เอาชีวิตท่านกลับตกใจ หวาดกลัว จนขวัญหนีดีฝ่อ รีบหนีไปไกล จนออกไปในถิ่นทุรกันดารมานั่งอยูใต้ต้นซาก และพูดว่า“พอแล้ว พระองค์เจ้าข้าบัดนี้ขอเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเสียเถิด!”~1 พงศ์กษัตริย์ 19:4นี่เป็นภาพและเรื่องราวที่เตือนสติเราอย่างน่าใส่ใจเพราะ เมื่อเรารับใช้จนหมดแรงอย่างเหนื่อยล้าเราอาจมองชีวิตและการรับใช้แตกต่างไปจากตอนที่เรายังมีพลังเปี่ยมล้นแต่เราควรสังเกตสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อเอลียาห์พระองค์ไม่ได้ทรงเริ่มด้วยการตำหนิเอลียาห์ว่า“ทำไมเจ้าถึงอ่อนแอ?”แต่พระองค์​ทรงให้เอลียาห์นอนหลับ ตื่นขึ้นมา กินอาหาร ดื่มน้ำ และพักผ่อนก่อน แล้วจึงค่อย​ทรงจัดการกับหัวใจและทิศทางชีวิตของท่าน (1 พกษ. 19:5–8)พี่น้องที่รักบางครั้งสิ่งที่ เราต้องการ อาจไม่ใช่ งานใหม่ งานใหญ่ หรือ งานมากขึ้นแต่อาจเป็นแค่การได้พักสักนิด ได้นอนสักหน่อย เพื่อรับการฟื้นฟูกำลัง และรับฟังเสียงของพระเจ้าให้ชัดเจนอีกครั้ง!ดังคำกล่าวที่ว่า“บางครั้งสิ่งที่เป็นฝ่ายจิตวิญญาณมากที่สุดที่คุณทำได้ ก็คือ การหยุดพัก!”(Sometimes the most spiritual thing you can do is rest.)และเมื่อเราได้พัก ได้ฟื้นกำลัง ก็ขอให้เราจงลุกขึ้นมา และก้าวไปต่อกับพระเจ้าอย่างมีชัยชนะ ดังคำกล่าวที่ว่า“เมื่อผู้รับใช้พูดว่า ‘พอกันที’ พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ‘เจ้าล้มเหลว’ แต่พระองค์ตรัสว่า‘เจ้าจงพัก แล้วเราจะพาเจ้าเดินหน้าไปต่อ’”(When a servant says, ‘Enough,’ God does not say, ‘You have failed.’ He says, ‘Rest, and I will lead you onward.’)…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24กันยายน2026(ตอนที่ 177ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน อำนาจมีไว้เพื่อ? Ep.1747 23.09.2026 4min
    พระธรรมนำชีวิตตอน อำนาจมีไว้เพื่อ? Ep.1747ทุกคนในโลกใบนี้มีตำแหน่งและหน้าที่ แค่ในสังคมแรกของชีวิตคือครอบครัว เราก็มีบทบาทเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก แต่เมื่ออยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น เราก็มีบทบาทและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไป แต่ในแต่ละบทบาทก็มีอำนาจและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันกันไป ตำแหน่งและความรับผิดชอบที่พระเจ้าแระทานให้ในชีวิตของเรา ไม่ใช่เพียงสิทธิพิเศษ แต่เป็นความรับผิดชอบด้วย พระเจ้าทรงต้องการให้เราใช้สิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้อย่างถูกต้อง ในช่วงต้นของ เยเรมีย์ 21 นี้พระเจ้าตรัสกับกษัตริย์เศเดคียาห์และประชาชนยูดาห์ พระเจ้าทรงให้ทางเลือกกับประชาชน ในท้ายบทนี้ ข้อ 11–14 พระเจ้าตรัสกับราชวงศ์ยูดาห์ หรือราชวงศ์ของดาวิด'“จงกล่าวต่อราชวงศ์ของกษัตริย์ยูดาห์ว่า ‘จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ราชวงศ์ของดาวิดเอ๋ย พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า จงให้ความยุติธรรมในเวลาเช้า จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้น ให้พ้นจากมือผู้บีบบังคับ เกรงว่าความโกรธของเราจะออกไปเหมือนไฟและเผาไหม้อย่างที่ไม่มีใครดับได้ เพราะการกระทำอันชั่วช้าของพวกเจ้า’ ' เยเรมีย์ 21:11-12ในข้อนี้พระเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยว่า จงฟัง การฟังนี้หมายถึงการฟังและตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยินด้วยเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้เรียกให้พวกเขาเพียงรับรู้ แต่เรียกให้พวกเขาตอบสนองด้วยการเชื่อฟังด้วย ต่อมาพระเจ้าตรัสสั่งว่า จงให้ความยุติธรรมในเวลาเช้า ในข้อความนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ช่วงเวลาของวันเท่านั้น แต่กำลังบอกว่า ผู้นำที่ต้องทำหน้าที่นี้อย่างสม่ำเสมอและจริงจัง ต่อมา จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้น ให้พ้นจากมือผู้บีบบังคับ การช่วยตรงนี้ยังหมายถึง ผู้นำต้องใช้สิทธิอำนาจเพื่อปกป้องคนที่กำลังถูกเอาเปรียบและถูกกดขี่ข่มเหง พระเจ้าทรงเตือนว่า หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น ความโกรธของพระเจ้าจะออกไปเหมือนไฟและเผาไหม้อย่างไม่มีใครดับได้ เหตุผลของการพิพากษาของพระเจ้า คือ พวกเขากระทำชั่ว ละเลยหน้าที่ ไม่รักษาความยุติธรรม และไม่ปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ ขอให้เราเอวจะดูแลรับผิดชอบหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้อย่างดี ไม่ว่าเราจะอยู่ในหน้าที่ไหนก็ตาม'“นี่แน่ะ เราต่อสู้เจ้า ชาวที่ลุ่มเอ๋ย ศิลาแห่งที่ราบเอ๋ย” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “พวกเจ้าผู้กล่าวว่า ‘ใครจะลงมาต่อสู้กับเรา? หรือใครจะเข้ามาในที่อาศัยของเรา?’ เราจะลงโทษพวกเจ้าตามผลแห่งการกระทำของเจ้า” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ“เราจะก่อไฟไว้ในป่าของเมืองนั้น และไฟนั้นจะเผาผลาญทุกสิ่งที่อยู่รอบเมืองนั้น”' เยเรมีย์ 21:13-14ชาวเมืองเยรูซาเล็มมีความมั่นใจในความมั่นคงของเมืองและที่อาศัยของพวกเขาจนกล่าวว่า “ใครจะลงมาต่อสู้กับเรา? หรือใครจะเข้ามาในที่อาศัยของเรา?” แต่ข้อความนี้ พระเจ้าทรงเริ่มด้วยการประกาศว่า พระองค์เองจะต่อสู้กับพวกเขา คำว่าลงโทษ ตรงนี้มีความหมายว่า เยี่ยมเยียน ตรวจสอบ คิดบัญชี หรือจัดการกับสิ่งหนึ่งตามสิ่งที่ได้กระทำ พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเขาตามผลแห่งการกระทำของพวกเขา'กษัตริย์ทรงทำให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นด้วยความยุติธรรม แต่คนที่รับสินบนทำให้มันย่อยยับ ' สุภาษิต 29:4พระธรรมสุภาษิตนี้เตือนเราว่า ความมั่นคงของแผ่นดินไม่ได้เกิดจากอำนาจของผู้นำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปกครองด้วยความยุติธรรม นี่ทำให้เราเห็นอีกครั้งนึงว่า ตำแหน่งและอำนาจที่พระเจ้าทรงมอบให้ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตัวเราเอง แต่เพื่อเราจะรับผิดชอบต่อผู้คนที่อยู่ภายใต้การปกครองของเรา พระธรรมในวันนี้กำลังถามเราทุกคนว่า เราใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อรับใช้พระเจ้าและดูแลผู้คน หรือเรากำลังใช้หน้าที่นั้นเพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง? ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ขอให้เรามีชีวิตที่ไม่เดินสวนทางกับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าทรงเรียกเราให้ฟังพระวจนะของพระองค์ก่อนที่เราจะใช้อำนาจ ทรงเรียกให้เราใช้สิทธิอำนาจเพื่อความยุติธรรม และทรงเตือนว่าไม่มีสิทธิพิเศษหรือความมั่นคงใดที่จะปกป้องเราจากผลของการใช้ชีวิตที่ขัดแย้งกับพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่176) ใครคือเพื่อนของพระเยซู? 22.09.2026 6min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่176)ใครคือเพื่อนของพระเยซู?“เราจะไม่เรียกพวกท่านว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไรแต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดา เราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว!”~ยอห์น 15:15 THSV11“I no longer call you servants, because a servant does not know his master’sbusiness. Instead, I have called you friends, for everything that I learned from my Father I have made known to you.”~John 15:15 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า"ผู้ใดทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าผู้นั้นแหละคือพี่น้องชายหญิงและเพื่อนสนิทของพระเยซู"(Whoever does God's will is my brother and sister and close friend.)พระเยซูไม่ได้ดำเนินพันธกิจแบบโดดเดี่ยวพระองค์ทรงมีทั้งผู้ติดตาม สาวก และมีคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษรวมทั้งผู้เลื่อมใสแบบเปิดเผยและแบบลับๆอยู่ไม่น้อยในพระคัมภีร์กล่าวถึงบางคนเป็นพิเศษ ที่เข้าข่ายมิตรสหายหรือพี่น้องของพระองค์ อาทิ​ยอห์น—สาวกที่พระเยซูทรงรัก“สาวกที่พระเยซูทรงรักเอนกายอยู่ใกล้พระองค์”~ยอห์น 13:23 THSV11โดยทั่วไปเชื่อกันว่าเป็นยอห์น 1ใน3สาวกวงในของพระเยซูคริสต์​เปโตร ยากอบ (และยอห์น)—สาวกวงในที่ใกล้ชิดพระเยซูมากที่สุด“หกวันต่อมา พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นภูเขาสูงตามลำพัง แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา”~มาระโก 9:2 THSV11​มารธา มารีย์ และลาซารัส—ครอบครัวที่พระเยซูทรงรัก“พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของนางและลาซารัส”~ยอห์น 11:5 THSV11​สาวกทั้งสิบสองคน“พระองค์จึงทรงแต่งตั้งสิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์[เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต] เพื่อจะทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศ”~มาระโก 3:14 THSV11ที่น่าประทับใจ ก็คือพระเยซูเรียกคนเหล่านั้นที่ติดตามพระองค์ว่า “มิตรสหาย“ หรือ ”เพื่อน” ของพระองค์!“เราจะไม่เรียกพวกท่านว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไรแต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาเราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว!”~ยอห์น 15:15 THSV11พระเยซูทรงยกระดับความสัมพันธ์ที่มีกับคนเหล่านั้น ​จากคนแปลกหน้า มาเป็นผู้ติดตาม​จากผู้ติดตาม มาเป็นสาวก​จากสาวก มาเป็นผู้ร่วมลงชีวิต ​จากผู้ร่วมลงชีวิต มาเป็นมิตรสหายแล้วพระองค์ทรงเริ่มต้น สาน และพัฒนา ความสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างไร?​พระเยซูทรงเป็นฝ่าย “เข้าหา” คนเหล่านั้นก่อน ด้วยการทรงเรียกพวกเขา“แล้วพระองค์เสด็จขึ้นภูเขา และพระองค์พอพระทัยผู้ใดก็ทรงเรียกผู้นั้น …“~มาระโก 3:13 กTHSV11“จงตามเรามา!” ~มัทธิว 4:19​พระเยซู ทรงเรียกคนธรรมดาเหล่านั้นให้“เข้ามา” พระองค์”แล้วพวกเขาก็มาหาพระองค์”~มาระโก 3:13 ขTHSV11​พระเยซูทรงแต่งตั้งคนเหล่านััน ให้ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์“พระองค์จึงทรงแต่งตั้งสิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์ [เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต]”~มาระโก 3:14ก THSV11​พระเยซูทรงแต่งตั้งคนเหล่านัันให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า“เพื่อจะทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศ”~มาระโก 3:14 ขTHSV11กระบวนการที่พระเยซูทำให้คนเหล่านั้นกลายมาเป็นเพื่อนของพระองค์ เป็นดังนี้1).การให้เวลาด้วยกัน อย่างต่อเนื่อง2).การอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดยาวนาน3).การแบ่งปันชีวิต ในทุกด้านร่วมกันตลอดเวลา4).การแสดงความจริงใจต่อกันในทุกมิติของชีวิต5).การรับใช้ร่วมกันในทุกสถานที่และในทุกวาระโอกาสเมื่อพระเยซูทรงตั้งคริสตจักรเพื่อนๆของพระองค์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักรของพระองค์และจากนั้นเพื่อนๆของพระองค์ก็กลายมาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์คริสตจักรยุคปัจจุบัน จึงเป็นสถานที่สำหรับมิตรสหายและพี่น้องในพระเยซูคริสต์มาใช้ชีวิตและร่วมกันรับใช้ด้วยกันเป็นครอบครัว ดังคำกล่าวที่ว่า“คริสตจักรไม่ใช่เพียงสถานที่ที่คนมานมัสการด้วยกัน แต่เป็นครอบครัวที่ผู้คนร่วมดำเนินชีวิตไปด้วยกัน!”“Church is not merely a place where people worship together; it is a family where people walk through life together.”พี่น้องที่รักวันนี้ คุณเป็นหนึ่งในเพื่อน และพี่น้องของพระเยซูคริสต์ ในท่ามกลางผู้เชื่อในพระองค์ทั้งหลาย…อยู่หรือไม่ครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23กันยายน2026(ตอนที่ 176ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่175) อย่าทำให้ตัวเองหรือผู้ใดต้องรู้สึกว้าเหว่! 22.09.2026 5min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่175)อย่าทำให้ตัวเองหรือผู้ใดต้องรู้สึกว้าเหว่!“ถ้าพวกท่านทักทายแต่พี่น้องของตนเท่านั้นท่านได้ทำอะไรพิเศษยิ่งกว่าคนอื่นๆ? พวกต่างชาติก็ทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?”~มัทธิว 5:47 THSV11“And if you greet only your own people, what are you doing more than others? Do not even pagans do that?”~Matthew 5:47 NIVพี่น้องที่รักอย่าให้เราที่เป็นสมาชิกในคริสตจักรทำให้คนที่ก้าวเข้ามา~ในโบสถ์ หรือ~ในกลุ่มของเรารู้สึกว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการ เพรระไม่มีใครต้อนรับหรือทักทายเขา!พี่น้องที่รักอย่าให้เราเอาแต่พูดคุยเจ๊าแจ๊ะกับคนคุ้นเคยกันเองเท่านั้นจนละเลยที่จะหยิบยื่นมิตรภาพและรอยยิ้มให้แก่คนมาใหม่บางทีก็รวมทั้งคนที่มาเป็นประจำหรือมาบ่อยครั้งแล้วแต่ยังรู้สึกเหงา หรือว้าเหว่ใจเพราะขาดเพื่อนที่รักห่วงใยเขาจริงๆคำว่า “ว้าเหว่” หมายถึง“อาการรู้สึกอ้างว้าง เปลี่ยวใจ หรือเดียวดาย”พี่น้องที่รัก เราต้องเข้าใจก่อนว่า “การมาโบสถ์” กับ “การไม่รู้สึกโดดเดี่ยว” นั้นเป็นคนละเรื่องกันอย่าทึกทักเอาเองว่า คนที่มาโบสถ์ทุกคนจะไม่รู้สึกเหงาเลยความจริงก็คือ คนบางคนแม้นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่หัวใจของเขาอาจรู้สึกว้าเหว่อย่างน่าสงสารจับใจก็ได้เขาอาจรู้สึกว่า“ไม่มีใครเห็นฉันไม่มีใครเข้าใจฉัน และไม่มีใครรู้ว่าฉันกำลังต้องผ่านอะไรอยู่”?ขนาดวีรบุรุษในพระคัมภีร์เอง ยังเคยมีความรู้สึกเช่นนี้ อาทิ​ดาวิดที่ตรัสว่า“ข้าพระองค์ว้าเหว่และทุกข์ใจ” (สดุดี 25:16) ​เอลียาห์ก็เคยรู้สึกว่า“ข้าพเจ้าแต่ผู้เดียวที่เหลืออยู่” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:10) ทั้งๆที่ทั้งสองท่านนี้ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของคนที่ดำเนินชีวิตกับพระเจ้าใช่ครับ~ “การมาโบสถ์” กับ “การมีชุมชน” ~“การรู้จักคนจำนวนมาก” กับ “การมีเพื่อนที่รู้จักเราจริงๆ”นั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย!กลับมาที่เรื่องคนมาโบสถ์ พระเยซูตรัสถามว่า “ถ้าท่านทักทายเฉพาะพวกพี่น้องของตน ท่านทำอะไรมากกว่าคนอื่นเล่า? ถึงคนต่างศาสนาก็ทำเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?”~มัทธิว 5:47 TNCVย้ำ อย่าให้เราเอาแต่ทักทาย หรือ เอาแต่พูดคุยกันแต่พวกของเราเองเท่านั้นอย่าทำให้ใครบางคนหรือหลายคน มาโบสถ์ และอยู่ในสภาพ“Being surrounded” คือแค่มีคนอยู่รอบตัวของพวกเขาเท่านั้น แต่เราควรทำให้พวกเขา“Being connected” คือมีการเชื่อมความสัมพันธ์ร่วมอันอบอุ่นร่วมกับคนอื่นๆในคริสตจักรนั่นคือ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของฝูงชน (crowd)ของผู้มีความเชื่อ แต่พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง(belong)ของชุมชน(community)แห่งความเชื่อร่วมกัน แม้ว่าบางคนยังไม่ได้เชื่อ(believe)องค์พระคริสต์เลยก็ตาม จนกว่าจะถึงเวลาที่พวกเขามีประสบการณ์กับการเชื่อมต่อสัมพันธภาพ(connection)กับพระเจ้าเป็นส่วนบุคคลพี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า“คริสตจักรที่สุขภาพดี ไม่ใช่คริสตจักรที่ไม่มีคนเจ็บปวดแต่เป็นคริสตจักรที่ไม่มีใครคนใดต้องเจ็บปวดหรือว้าเหว่ อยู่เพียงลำพัง”“A healthy church is not a church without hurting people; it is a church where no one has to hurt or be lonely alone.”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22กันยายน2026(ตอนที่ 175ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน เมื่อคำตอบไม่เป้นดังใจหวัง Ep.1745 21.09.2026 5min
    พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อคำตอบไม่เป้นดังใจหวัง Ep.1745เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหาและความทุกข์ เรามักอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา และเราก็หวังว่า พระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์เพื่อทำให้สิ่งนั้นมันหายไป แต่ในบางครั้ง เราต้องถามตัวเองว่า ขณะที่เรากำลังขอให้พระเจ้าทรงช่วยเรา เรรพร้อมจะกลับใจและเชื่อฟังพระองค์ด้วยเปล่า? เยเรมีย์ 21:1–7 เป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์ยูดาห์เป็นแบบนั้นเลย เมื่อเราศึกษาในเชิงลึกและเปรียบเทียบกับ 2 พงศ์กษัตริย์ เราจะเห็นว่าเหตุการณ์ในเยเรมีย์บทที่ 20 และบทที่ 21 เป็นช่วงเวลาที่ห่างกันหลายปี เยเรมีย์ยังคงทำหน้าที่ประกาศพระวจนะของพระเจ้า และในบทที่ 21 นี้กรุงเยรูซาเล็มกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพบาบิโลนที่เข้ามาทำสงครามและล้อมเมืองไว้'ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำซึ่งมาจากพระยาห์เวห์ถึงเยเรมีย์ เมื่อกษัตริย์เศเดคียาห์ทรงใช้ปาชเฮอร์ บุตรมัลคียาห์ และปุโรหิตเศฟันยาห์บุตรมาอาเสยาห์ไปหาเยเรมีย์ว่า “ขอจงทูลถามพระยาห์เวห์เพื่อเรา เพราะเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์บาบิโลนกำลังทำสงครามกับเรา บางทีพระยาห์เวห์จะทรงทำกับเราตามบรรดาพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์ และจะทรงทำให้เนบูคัดเนสซาร์ถอยทัพไปจากเรา” ' เยเรมีย์ 21:1-2การอัศจรรย์ ในข้อ 2 กำลังบอกถึงการกระทำสิ่งอัศจรรย์ของพระเจ้า เศเดคียาห์อาจหวังถึงการช่วยกู้แบบที่เกิดขึ้นในสมัยกษัตริย์เฮเซคียาห์ ที่พระเจ้าทรงช่วยจากกองทัพอัสซีเรียอย่างอัศจรรย์ เศเดคียาห์ส่งคนมาขอให้เยเรมีย์ทูลถามพระเจ้าโดยหวังว่าพระองค์จะทรงทำให้กองทัพของบาบิโลนถอยกลับไป เมื่อเราพิจารณาบริบทของพระธรรมเยเรมีย์ เราจะเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้กลับใจมาโดยตลอด แต่พวกเขายังคงดื้อดึงและไม่ยอมเชื่อฟัง สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ เราสามารถนำทุกความต้องการมาร้องทูลต่อพระองค์ได้ แต่การร้องทูลนั้นไม่ได้กำหนดให้พระเจ้าจะทำ การแสวงหาพระเจ้าต้องมาพร้อมกับหัวใจที่ยอมเชื่อฟัง แม้คำตอบที่ได้รับนั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังไว้'แล้วเยเรมีย์บอกเขาทั้งสองว่า “ท่านจงทูลเศเดคียาห์ดังนี้ว่า ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะหันอาวุธที่อยู่ในมือของเจ้ากลับมา ซึ่งเจ้าใช้สู้รบกับกษัตริย์บาบิโลนและคนเคลเดียซึ่งกำลังล้อมเจ้าอยู่นอกกำแพง และเราจะรวบรวมมันมาไว้ในใจกลางเมืองนี้ เราเองจะต่อสู้กับเจ้าด้วยมือที่เหยียดออกและด้วยแขนที่แข็งแรงด้วยความกริ้ว ด้วยความเกรี้ยวกราดและความโกรธอย่างรุนแรง ' เยเรมีย์ 21:3-5คำตอบของพระเจ้านั้นแตกต่างจากความคาดหวังของเศเดคียาห์ พระองค์ตรัสว่า พระองค์เองจะทรงต่อสู้กับเมืองนี้ ในข้อ 5 พระเจ้าตรัสถึง “มือที่เหยียดออกและแขนที่แข็งแรง” ซึ่งคำนี้เคยใช้ในตอนที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ แต่ตอนนี้ถ้อยคำนี้ถูกใช้ในการพิพากษา เราจึงเห็นได้ว่า พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงบริสุทธิ์และพระองค์ทรงชอบธรรมเสมอ เมื่อพระองค์ทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ พระองค์ก็พิพากษาความบาปตามความยุติธรรมและความชอบธรรมของพระองค์ สิ่งนี้เตือนเราว่า เราไม่สามารถอ้างว่าเป็นคนของพระเจ้า โดยที่เราจะไม่เชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระคุณ และพระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และชอบธรรมด้วย ขอให้เรามีใจที่ถ่อมลง พร้อมฟังพระวจนะ ยอมรับความจริงของพระองค์ และขอให้เร่ตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังด้วย'และเราจะโจมตีชาวกรุงนี้ ทั้งคนและสัตว์ ซึ่งจะตายด้วยโรคระบาดร้ายแรง พระยาห์เวห์ตรัสว่า ภายหลังเราจะมอบเศเดคียาห์กษัตริย์ของยูดาห์ และบรรดาข้าราชการของเขาและประชาชนเมืองนี้ ซึ่งรอดตายจากโรคระบาด ดาบ และการกันดารอาหาร ไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แห่งบาบิโลน และมอบไว้ในมือศัตรูของเขาทั้งหลาย ในมือคนเหล่านั้นที่แสวงหาชีวิตของเขา ท่านจะฟันเขาเสียด้วยคมดาบ ท่านจะไม่สงสารเขา หรือไว้ชีวิตเขา หรือมีความเมตตาต่อเขา’ ' เยเรมีย์ 21:6-7โรคระบาด ดาบ และการกันดารอาหาร รวมถึงการที่ผู้รอดชีวิตจะถูกจับไปเป็นเชลย นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาของพระเจ้าต่อยูดาห์ ซึ่งพวกเขาดื้อรั้นและไม่ยอมกลับใจเชื่อฟังพระองค์ แม้พระเจ้าทรงเตือนพวกเขามาตลอด ในพันธสัญญาใหม่ เราได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเราเอง แต่พระคุณของพระเจ้านั้นก็ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างที่จะใช้ชีวิตในบาปโดยไม่กลับใจ ขอให้เราจึงยอมให้พระวิญญาณของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์เข้ามาตรวจสอบชีวิตของเรา และขอให้เราพร้อมที่จะตอบสนองด้วยการเชื่อฟังหากวันนี้เรากำลังเจอกับปัญหาและความทุกข์ เราสามารถนำทุกเรื่องมาร้องทูลต่อพระองค์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ขอให้เราถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะฟังพระองค์ แม้คำตอบที่เราได้รับนั้นจะไม่เป็นไปตามใจของเราก็ตามวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่174) 55:11 และ 55:22 20.09.2026 7min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่174)55:11 และ 55:22“เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไรทางของเราก็สูงกว่าทางของพวกเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าอย่างนั้น”~อิสยาห์ 55:9 THSV11 “As the heavens are higher than the earth, so are my ways higher than your ways and my thoughts than your thoughts.”~Isaiah 55:9 NIVวิถีและความคิดของพระเจ้าสูงส่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์อย่างเรามากนักเราได้เห็นพระปัญญาและราชกิจของพระเจ้าที่เกิดขึ้นและส่งต่อกันมาได้อย่างอัศจรรย์วันที่19กันยายน2026ผมได้รับเกียรติจากพระคริสตธรรมกรุงเทพ เชิญให้ไปร่วมแสดงความยินดีในงานฉลอง55ปีของโรงเรียนและพิธีเปิดอาคารหลังใหม่ ชื่อ“สมถวิล หิตะศักดิ์”ผมรู้สึก อัศจรรย์ใจ ในพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อโรงเรียนแห่งนี้ ที่เริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ.1971เพราะผมคุ้นเคยกับโรงเรียนนี้ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ที่มีผู้เริ่มเรียนอยู่5คน และหนึ่งใน5คนนั้น ก็มาร่วมงานด้วย คือ ศจ.เกียรติศักดิ์ รุ่งรวิวรรณซึ่งได้ร่วมงานกับผมในสมัยที่ผมเป็นผู้นำองค์กรยุวคริสเตียนแห่งประเทศไทย ในช่วงทศวรรษ70~80 อันสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์คริสตจักรไทย ตัวผมเองมีส่วนร่วมพันธกิจกับพระคริสตธรรมกรุงเทพ ดังนี้​ผมได้มีส่วนร่วมรับใช้กับผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการทั้ง3ท่านในตลอด55ปีที่ผ่านมาคือ1).ดร.เฮนรี ไบรเดนธอล2).ศจ.ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร และ3).ศจ.ดร.มาโนช แจ้งมุขรวมทั้งกับคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และศิษย์เก่าหลายหลายรุ่นที่คุ้นเคยกันดี​ผมมีส่วนร่วมสอนนักศึกษา หลายรุ่น ในช่วงทศวรรษ 80-90 โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปี1978 ภายใต้การเชิญชวน ของศจ.ดร.ธีระ เจนพิริยะประยูรจากนั้นก็หยุดสอนไปช่วงระยะหนึ่ง จนในสมัย ศจ.ดร.มาโนช แจ้งมุข ดร.สตีฟ เทเลอร์ ดร.บรรพต (และผู้รับผิดชอบหลักสูตร ป.โท และ ศิษย์เก่าก่อนหน้า)ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรเฉพาะกิจ หลายต่อหลายครั้งในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะกล่าวหนุนใจและแสดงความยินดีในเรื่องอะไรดีพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็นำให้ผมเปิดไปที่พระคัมภีร์2ข้อ ที่เหมาะสมกับงานฉลองครบรอบ55ปีของพระคริสตธรรมกรุงเทพ นั่นก็คือ อิสยาห์ 55:11 และ สดุดี 55:22ช่างน่าขอบคุณพระเจ้าที่​ตลอด 55 ปีที่ผ่านมาถ้อยคำของพระเจ้าที่ออกจากปากของคณาจารย์ ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันไม่ออกไปอย่างเปล่าประโยชน์เลย ข่าวประเสริฐที่ทุกคนประกาศออกไป ได้ช่วยคนมากมายให้รอดพระวจนะที่สอนสั่งได้ทำให้คริสตจักร องค์กรและสถาบัน จำนวนมากเจริญเติบโต อย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ เป็นจริงดังที่ว่า“ทำนองเดียวกัน คำของเราที่ออกจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าๆ แต่จะทำให้สิ่งที่เราพอใจนั้นสำเร็จ และให้สิ่งที่เราใช้ไปทำนั้นเสร็จสิ้น”~อิสยาห์ 55:11 THSV11​ต่อจากปี55 นี้ เป็นต้นไปจะมีการท้าทายเรื่องความไม่แน่นอนของอนาคต และวาระแห่งการเปลี่ยนผ่านของผู้บริหาร และทีมงาน รออยู่พระคริสตธรรมกรุงเทพ(ก็เหมือนคริสตจักร สถาบันและองค์กรอื่นๆ)ต้องสานต่อพันธกิจในการอบรมสั่งสอนและเตรียมผู้รับใช้ที่มีคุณภาพและมีคุณธรรมในการออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการเพิ่มผลทวีคูณมากขึ้น ตามนิมิต Love Thailand 1-1-1 อันเป็นภาระร่วมของคริสตจักรไทย โดยต้องการความมั่นใจว่าไม่ว่าจะประสบกับอะไร ที่เบื้องหน้า พระเจ้าจะไม่ให้เราต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นโดยลำพัง ดังนั้น พระคริสตธรรมกรุงเทพ(และพวกเรา) สมควรวางใจพระเจ้า และกระทำดังนี้คือ“จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้ คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย”~สดุดี 55:22 THSV11และในช่วงพิธีมอบถวายอาคาร“หิตะศักดิ์”นอกจากร่วมแสดงความยินดีกับอาคารหลังใหม่ ผมหนุนใจให้ทางโรงเรียนให้ความสำคัญกับ“คน”มากกว่า“ตึกอาคาร” (ที่เราภูมิใจและซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้ามาก)“อนาคตของโรงเรียนพระคริสต์ธรรมไม่ได้อยู่ที่อาคารที่ใหญ่ขึ้น แต่อยู่ที่ชีวิตที่หยั่งรากในพระคริสต์ลงลึกมากยิ่งขึ้น”(The future of a theological school is not measured by bigger buildings, but by deeper lives in Christ.)และปิดท้ายด้วยการขอพระเจ้าทรงทำให้พระคริสต์ธรรมธรรมกรุงเทพประสบความสำเร็จตามนิมิตและเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักศึกษาเพื่อออกไปเปลี่ยนโลกตามอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงประสงค์“ความสำเร็จของโรงเรียนพระคริสต์ธรรม ไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา แต่คือจำนวนชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก”พี่น้องที่รักขอให้เราทุกคน ทุกคริสตจักร ทุกองค์กรและทุกสถาบันมีส่วนร่วมกับพระเจ้าในการ1.สร้าง“คน”ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า อย่างถูกต้อง2.ฝึกฝนอบรมให้พวกเขา“ได้รับการเปลี่ยนชีวิต”ก่อน และ 3.ส่งพวกเขาออกไปสร้างสาวกเพื่อ“เปลี่ยนแปลงโลกนี้”ให้ดีขึ้นด้วยฤทธิ์เดชของพระวจนะและของพระวิญญาณบริสุทธิ์ …จะดีไหมครับ?
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่173) เมื่อเราว้าเหว่และทุกข์ใจ! 20.09.2026 5min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่173)เมื่อเราว้าเหว่และทุกข์ใจ!“ขอทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่และทุกข์ใจ”~สดุดี 25:16 THSV11“Turn to me and be gracious to me, for I am lonely and afflicted.”~Psalms 25:16 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“ความเหงาไม่ได้แปลว่าเราอยู่โดยลำพัง เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเราเสมอ แม้แต่ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็นพระองค์!”(Loneliness does not mean we are alone; God is with us in the places no one else can see.)สดุดี 25:16 เป็นคำอธิษฐานของกษัตริย์ ดาวิดที่รู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เจ็บปวด และต้องการให้พระเจ้าทรงหันมาหาท่าน ซึ่งมีใจความดังนี้​“ขอทรงหันมายังข้าพระองค์” ข้อความนี้ สะท้อนให้เห็นภาพของคนที่กำลังรู้สึกว่า -ไม่มีใครมองเห็น -ไม่มีใครเข้าใจ และ-ไม่มีใครอยู่ด้วยในยามที่ตัวเขาต้องการใครสักคนหนึ่งมาเคียงข้างผู้เขียนคือกษัตริย์ดาวิดร้องทูลพระเจ้าว่า“พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงหันมาหาข้าพระองค์!”บางครั้งสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบแต่เป็น การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า!และหากพระเจ้าจะทรงหันมาหาเรา นั่นก็ไม่ใช่เพราะว่าเราดีเลิศประเสริฐศรีอะไรแต่เป็นเพราะพระองค์ทรงพระกรุณาด้วยเหตุนี้ แม้บางครั้งว่าเราอาจรู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็นเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราถูกพระเจ้าทอดทิ้ง!​“และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์” กษัตริย์ดาวิดร้องขอ “พระกรุณา”จากพระเจ้าซึ่งหมายถึงความเมตตาสงสารต่อผู้ที่กำลังอยู่ในความทุกข์เช่นกัน ปกติเรารู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตของเราได้ แต่เมื่อประสบความทุกข์ยากลำบากที่สาหัสสิ่งที่เราต้องการ ก็คือ“พระกรุณาคุณของพระเจ้า”การร้องไห้คร่ำครวญต่อพระเจ้าจึงไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตวิญญาณแต่เป็นการยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาพระองค์​ “เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่” “ว้าเหว่”หมายความว่า “อาการรู้สึกอ้างว้าง เปลี่ยวใจ หรือเดียวดาย”ซึ่งสื่อถึง “ภาวะโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง”ที่ก่อเกิดความเหงาอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ใจให้แก่เราในตอนนี้ กษัตริย์ดาวิดไม่ได้ซ่อนความรู้สึกของตัวเองจากพระเจ้าแต่ท่านอธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาว่า“ข้าพระองค์ว้าเหว่!”นับเป็นแบบอย่างของการอธิษฐานที่จริงใจ!พี่น้องที่รักเราสามารถพูดกับพระเจ้าได้ตรงๆว่า“พระองค์เจ้าข้า… ข้าพระองค์เหงา…ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะหันไปหาใคร…ข้าพระองค์รู้สึกไม่มีใครเข้าใจ…ข้าพระองค์เหนื่อย…ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร?”พระเจ้าไม่ทรงต้องการคำอธิษฐานที่สวยงามเท่านั้นแต่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะรับฟังความจริงที่ออกมาจากหัวใจที่จริงใจด้วย!​ “…และทุกข์ใจ” พระเจ้าทรงรับรู้ความเจ็บปวดทั้งภายนอกและภายในใจของเราความทุกข์ของดาวิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานการณ์ภายนอกแต่เป็น ความทุกข์ภายในจิตใจด้วยสิ่งนี้ทำให้เห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า“ถ้ามีความเชื่อจริง เราจะไม่ทุกข์!”แต่พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความเชื่อก็อาจมีความทุกข์ใจแต่เขาสามารถนำความทุกข์นั้นมาวางไว้ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้พระธรรมสดุดีเต็มไปด้วยเสียงร้องคร่ำครวญแบบนี้“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไฉนทรงยืนอยู่ห่างไกล? ไฉนจึงซ่อนพระองค์เสียในยามลำบาก?”~สดุดี 10:1 THSV11“พระองค์ทรงนับการระหกระเหินของข้าพระองค์ ทรงเก็บน้ำตาของข้าพระองค์ใส่ขวดของพระองค์ไว้ น้ำตานั้นไม่อยู่ในบันทึกของพระองค์หรือพระเจ้าข้า?”~สดุดี 56:8 THSV11อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีสำหรับคนทุกข์ใจด้วยเช่นกัน นั่นคือ“พระยาห์เวห์ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย และทรงช่วยผู้สิ้นหวัง คนชอบธรรมอาจมีความทุกข์ใจหลายอย่าง แต่พระยาห์เวห์ทรงช่วยกู้เขาออกมาให้พ้นหมด”~สดุดี 34:18-19 THSV11ขอเราให้จดจำไว้เสมอว่า“ความทุกข์ใจไม่ได้เป็นหลักฐานว่าพระเจ้าห่างไกลเสมอไปเพราะบางครั้งในความทุกข์ที่สุด เรากลับค้นพบว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้เรามากที่สุด!“พี่น้องที่รักขอให้เราพูดได้อย่างเต็มปากต่อพระเจ้าว่า“เมื่อข้าพระองค์ว้าเหว่ ขอพระองค์ทรงเป็นเพื่อน เมื่อข้าพระองค์ทุกข์ใจ ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง เมื่อข้าพระองค์ไม่รู้จะไปทางไหน ขอพระองค์ทรงเป็นผู้นำทาง!”(When I am lonely, be my companion; when I am troubled, be my refuge; when I do not know where to go, be my guide.)…จะดีไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20กันยายน2026(ตอนที่ 173ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่172) พินัยกรรม ‘ขอตายดี’ 18.09.2026 6min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่172)พินัยกรรม ‘ขอตายดี’“เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร”~ฟีลิปปี 1:21 THSV11“For to me, to live is Christ and to die is gain.”~Philippians 1:21 NIVปกติ ไม่ค่อยมีใครอยากตาย!โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตายอย่างเจ็บปวดยาวนานทรมานหรือน่าเวทนาแบบสิ้นหวังคนไทยในปัจจุบัน เห็นความสำคัญกับการทำพินัยกรรมเรื่องการตายที่เรียกว่า ‘พินัยกรรมขอตายดี’ มากขึ้นพินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะ​ต้องการลดความทุกข์ทรมาน และ​ต้องการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติและเมื่อทำพินัยกรรมนี้แล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนก็จะใช้ระบบที่สามารถค้นหาเรียกดูและรักษาตามเจตนาโดยไม่เป็นภาระกับญาติที่ต้องตัดสินใจอย่างไรก็ตาม ‘พินัยกรรมชีวิต’( Living Will)หรือ “พินัยกรรมขอตายดี”หๆเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ​ไม่ใช่การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขหรือการรักษา~ ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็รักษา~ถ้าเจ็บป่วยรุนแรง ก็เยียวยาหากแพทย์เห็นว่ายังมีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ โดยการรักษาเพื่อช่วยชีวิตยังทำได้ตามความเหมาะสม​ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการ1).ปล่อยให้จากไปอย่าง~สงบตามธรรมชาติ ~ลดความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด~ลดการรักษาที่ไม่จำเป็นที่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะการอยู่ในห้องไอซียู (ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ มาให้ทุกคนแม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม2).ปลดล็อกภาระทางจิตใจ - ที่ครอบครัว ลูกหลานต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย และการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อเพราะค่าใช้จ่ายอันมหาศาล และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต3).ช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตไปอย่างไร้ประโยชน์ภาระของโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัดและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วอย่างไรก็ตาม คนไทยจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าเมื่อพวกเขาตาย พวกเขาจะไปไหนต่อ?ดังนั้น สิ่งที่ควรให้ความใส่ใจมากกว่า จึงไม่ใช่ความตายในทางกายภาพ แต่ เป็นความตายในฝ่ายจิตวิญญาณหลังที่เราตายฝ่ายกายไปแล้วสำหรับผู้ที่ได้ยินข่าวดี หรือ “ข่าวประเสริฐ”เรื่องพระเยซูคริสต์ลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ และยอมรับการไถ่บาปนั้น และถูกเรียกชื่อว่า“คริสเตียน”พวกเขาจะไม่กังวลหรือกลัวเรื่องความตายหรือชีวิตหลังความตายอีกต่อไป เพราะรู้ว่า พวกเขาจะไปอยู่กับพระคริสต์เป็นนิตย์นิรันดร์ในสวรรค์ดังนั้น การมีอายุยืนยาวนานในโลกจึงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญแต่อย่างใดดังคำกล่าวว่า“เป้าหมายของชีวิตคริสเตียนไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยืนยาวแต่คือการมีชีวิตที่สัตย์ซื่อ เพื่อเมื่อถึงวันสุดท้าย เราจะจากไปอย่างมีสันติสุขเพราะเรารู้ว่าเราเป็นของพระคริสต์”“The goal of Christian life is not merely to live long, but to live faithfully—so that when the final day comes, we can depart in peace, knowing that we belong to Christ.”ดังนั้น สำหรับคนที่เชื่อในพระคริสต์ “การตายที่ดี” (a good death) จึงไม่ได้หมายถึง“การตายโดยไม่มีความเจ็บปวด หรือ ไม่มีโรคร้าย”แต่หมายถึง”เมื่อมีชีวิตในโลก ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ และหลังจากได้ทำหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายอย่างสัตย์ซื่อ หรือได้ทำงานนั้นจนสำเร็จแล้ว ก็จากไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์“อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ไม่ได้สอนให้คริสเตียน “แสวงหาความตาย” แต่สอนว่า เมื่อความตายมาถึง เราสามารถเผชิญความตายด้วยความนิ่งสงบ และความไว้วางใจในพระคริสต์ เพราะความตายไม่ใช่จุดจบสำหรับผู้เชื่อหรือถ้าจะพูดให้ชัดไปเลย ก็กล่าวได้ว่าสำหรับคริสเตียนนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตายนั้น ไม่ต่างกันเหมือนดังที่ อ.เปาโลกล่าวว่า“เพราะว่าถ้าเรามีชีวิตอยู่ เราก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและถ้าเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นเมื่อเรามีชีวิตอยู่หรือเมื่อเราตาย เราก็เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 14:8อย่างนี้ แหล่ะ ที่เรียก“พินัยกรรมขอตายดี”ของคริสเตียน!พี่น้องที่รัก คุณเชื่อและพร้อมทำ เหมือนอย่างที่กล่าวมานี้ …หรือไม่ครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19กันยายน2026(ตอนที่ 172ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171) อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ? 17.09.2026 4min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171)อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ?“ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อจะไม่ถูกการทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง””~มาระโก 14:38 THSV11“Watch and pray so that you will not fall into temptation. The spirit is willing, but the flesh is weak.””~Mark 14:38 NIVมีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า"คริสตจักรไม่ได้ถูกเรียกให้อยู่เหนือโลกด้วยการซ่อนตัว แต่ถูกเรียกให้อยู่ในโลกโดยไม่ยอมให้โลกมากลืนกิน" (The church is not called to hide from the world, but to live in the world without letting the world swallow it.)เราจึงควรตื่นตัว และ กล้าหาญในการเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อไม่ให้ตัวเราและคริสตจักรถูกโลกกลืน เพราะ​การทดลอง และ​การทดลองใจที่ยากลำบากจนทนไม่ไหวและในขณะเดียวกันเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการทดลองและการทดลองใจเหล่านั้น หากว่าเราหลีกเลี่ยงไม่พ้นแล้วอะไรคือการทดลอง(ใจ)ที่เราอาจต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอนาคต?พี่น้องที่รัก ขอให้เราระวังสิ่งต่อไปนี้T-Technology การรับหรือใช้เทคโนโลยี่ที่บิดเบือน Truth(ความจริง)หรือ Theology(ศาสนศาสตร์)ผิดๆE-Entertainment การแสวงหาความบันเทิงแทนที่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริงM-Media การหมกมุ่นกับสื่อออนไลน์แทนการมีสัมพันธภาพจากสามัคคีธรรมต่อหน้าในคริสตจักรP-Platform การแสวงหาเวทีเหมือนคนหิวแสงแทนที่การแสวงหาการสถิตด้วยของพระเจ้าT-Trainee การหิวกระหายการเรียนรู้จากทุกคน จากทุกสื่อแต่ไม่ยอมรับการสร้างให้เป็นสาวกแท้A-AI การปล่อยให้เอไอมีบทบาทมากเกินควรจนปรึกษาและพึ่งพามากกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์T-Talks การชอบพูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องความเชื่อมากกว่าที่จะวางใจพึ่งพิงในพระเจ้าจริงๆI-Influenceการแสวงหาอิทธิพล ตำแหน่งหรืออำนาจมากกว่าที่จะพัฒนาลักษณะนิสัยอย่างพระเยซูคริสต์O-Observersการเลือกทำตัวแบบผู้สังเกตการณ์มากกว่าการมีส่วนลงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในคริสตจักรN-Numbersการมุ่งเน้นปริมาณของผู้เชื่อหรือผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิงS-Successการมุ่งหาความสำเร็จทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณมากกว่าที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและพระวจนะพี่น้องที่รัก​ขอให้เราเฝ้าระวัง อธิษฐานและเตรียมพร้อมเผชิญกับ “การทดลอง”(Temptations)ที่1).กำลังเกิดขึ้น หรือ 2).กำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาคริสตจักรที่เราอยู่อย่าให้เราเป็นอย่างเช่นที่เรากล่าวไปแล้วเลย​ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่หยั่งรากลึกลงใน3ด้าน ต่อไปนี้1).Scripture-Grounded(หยั่งรากลงในพระวจนของพระเจ้า)2).Spirit-Empowered(เต็มด้วยพลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์)3).Socially-Relevant(สัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งภายในและกับชุมชนภายนอก) เพราะถ้าหากคริสตจักรของเราเป็นเช่นนี้เราก็จะไม่กังวลหรือกลัวกับการทดลองใดๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเลย…จริงไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18กันยายน2026(ตอนที่ 171ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744 17.09.2026 5min
    พระธรรมนำชีวิตตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744ในชีวิตของเรามีบางช่วงเวลาที่เราสามารถมองเห็นพระคุณของพระเจ้าและร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อย่างเต็มหัวใจ แต่ก็มีบางช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์หนักจนเราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา บางครั้งคำถามที่เกิดขึ้นในใจก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไม? ในเยเรมีย์ 20:11–13 เราเห็นว่าเยเรมีย์หันกลับมามองพระเจ้า และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา พระองค์ทรงรู้จักเขา และเขาจึงนำเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า แล้วเยเรมีย์ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ แต่ต่อมาในข้อ 14 เยเรมีย์กลับมาคร่ำครวญอย่างรุนแรงอีกครั้ง และคำถามของเขาก็เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง'ขอให้วันที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นถูกแช่งสาป อย่าให้วันที่มารดาของข้าพเจ้าคลอดข้าพเจ้าได้รับพร ขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาป คือ คนที่นำข่าวไปบอกบิดาข้าพเจ้าว่า “บุตรชายคนหนึ่งเกิดมาแก่ท่านแล้ว” ซึ่งทำให้บิดามีความยินดีมาก ' เยเรมีย์ 20:14-15เยเรมีย์เจ็บปวดมากจนกล่าวย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตว่า ถ้าชีวิตต้องพบกับความทุกข์แบบนี้ ทำไมเขาต้องเกิดมา ในข้อ 15 ก็ยังกล่าวถึงชายที่นำข่าวไปบอกบิดาว่าเขาเกิดมาแล้ว และขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาปด้วย ถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง พระคัมภีร์เองไม่ได้ปกปิดความเจ็บปวดของผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่บันทึกความรู้สึกและคำคร่ำครวญของเขาไว้อย่างตรงไปตรงมา เราเองก็สามารถนำความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ มาหาพระเจ้าได้ เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่เมื่อเรานำความรู้สึกของเรามาหาพระเจ้า เราก็ต้องพร้อมให้พระวจนะของพระองค์ทรงนำและตรวจสอบหัวใจของเราด้วย'ขอให้ชายคนนั้นเหมือนกับบรรดาเมือง ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงคว่ำเสียและไม่ได้กลับพระทัย ขอให้เขาได้ยินเสียงร้องในเวลาเช้า และให้ได้ยินเสียงโวยวายในเวลาเที่ยง ' เยเรมีย์ 20:16เยเรมีย์ใช้ภาพของเมืองที่ถูกพระเจ้าพิพากษา เพื่อถ่ายทอดความรุนแรงของคำคร่ำครวญและความเจ็บปวดที่อยู่ภายในตัวของเขา คำแช่งสาปนี้อยู่ในบริบทของความทุกข์ ไม่ใช่คำอธิบายว่า พระเจ้าทรงมีเหตุผลอย่างไรต่อทุกสิ่งที่เขากำลังเจออยู่'เพราะพระองค์ไม่ได้ฆ่าข้าพเจ้าเสียตั้งแต่ในครรภ์ ให้มารดาของข้าพเจ้าเป็นหลุมฝังศพของข้าพเจ้า และครรภ์นั้นจะได้โตอยู่เป็นนิตย์ ทำไมข้าพเจ้าจึงออกจากครรภ์ มาเห็นความลำบากและความทุกข์ และวันคืนของข้าพเจ้าก็หมดสิ้นไปในความอับอาย?' เยเรมีย์ 20:17-18คำถามของเยเรมีย์คือ ทำไม? ซึ่งเราจะเห็นว่า พระเจ้าก็ไม่ได้ตอบคำถามของเยเรมีย์ และนี่เป็นสิ่งที่เราอาจต้องเรียนรู้กับพระเจ้า เพราะเมื่อเราทุกข์ เรามักต้องการคำตอบว่า ทำไม? เราต้องการรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และต้องการรู้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงเมื่อไร หากวันนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบยนี้ ขอให้เรากลับมายืนอยู่ในพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงอยู่กับเรา และพระองค์ทรงรู้จักเรา เราอาจจะมีคำถามกับพระเจ้าว่า ทำไม? นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผู้เขียน สดุดี 13:1 ก็เคยร้องกับพระเจ้าว่า 'ข้าแต่พระยาห์เวห์ อีกนานเท่าใด? พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เป็นนิตย์หรือ? พระองค์จะซ่อนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด? ' และแม้แต่พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทรงร้องเรียกพระบิดาจากสดุดี 22:1 ว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?…”คำตรัสของพระเยซูบนไม้กางเขนมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงการทรงแบกรับความบาปและการถูกทอดทิ้งในเวลาที่พระองค์ทรงถวายพระองค์เองเพื่อเรา แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงรับฟังเสียงของผู้ที่กำลังทุกข์ใจ ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นว่าในพระคริสต์ เรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ที่เข้าใจความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างแท้จริง หากวันนี้เรามีคำถามว่า “ทำไม?” เราไม่จำเป็นต้องซ่อนคำถามนี้จากพระเจ้า เราสามารถนำความเจ็บปวด น้ำตา ความสับสน และสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจมาร้องทูลพระองค์ได้เราอาจไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด และยังไม่เห็นคำตอบของปัญหา แต่เรายังสามารถไว้วางใจพระองค์และนำทุกสิ่งมาหาพระองค์ได้ และเมื่อเราไม่มีคำอธิบายสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขอให้เรายึดมั่นในความจริงที่เรารู้แน่นอนว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงรู้จักเรา และพระองค์ไม่เคยหยุดเป็นพระเจ้าของเรา ความทุกข์อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถนำทุกความเจ็บปวดและทุกคำถามมาเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด พระเจ้าก็ยังทรงอยู่กับเราและพระองค์ทรงรู้จักเราอย่างแท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170) จงนิ่งเสียที! 16.09.2026 5min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170)จงนิ่งเสียที!“จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลาง บรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก”~สดุดี 46:10 THSV11“He says, “Be still, and know that I am God; I will be exalted among the nations, I will be exalted in the earth.””~Psalms 46:10 NIVมีคำกล่าวว่า“จงนิ่ง ไม่ใช่เพราะปัญหาเล็ก แต่เพราะพระเจ้าทรงใหญ่กว่าปัญหานั้น” (Be still, not because the problem is small, but because God is greater than the problem.)พระธรรมสดุดี 46:10 ข้อนี้ ยืนยันความจริงข้างต้นนั้นอย่างไรบ้าง?​“จงนิ่งเสีย” (Be still)คำว่า “นิ่ง” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความเงียบทางกาย แต่หมายถึงการหยุดการดิ้นรน และหยุดความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลังของตนเองและการรู้จักวางภาระลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้าแทน“จงนิ่งเสีย” ไม่ได้หมายความว่า​“ไม่มีปัญหา“2“ไม่ต้องทำอะไร”คือปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไรเลยแต่หมายความว่า“ในท่ามกลางปัญหาหรือสถานการณ์ที่ดูเหมือนควบคุมไม่ได้จงหยุดตื่นตระหนก เพราะพระเจ้ายังคงทรงเป็นพระเจ้าจงนิ่งสงบต่อพระเจ้า แล้วจึงทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ”ตัวอย่างเช่นเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร ~เราต้องไม่ “นิ่ง” ด้วยการหลีกหนีปัญหา หรือไม่ตัดสินใจ แต่~เราต้องหยุดความโกรธ หยุดการตอบโต้ และ~เราต้องกลับไปแก้ปัญหาด้วยความจริงและความรัก~เราต้องหยุดออกอาการเร่งรีบจนลนลาน แต่~เราต้องอธิษฐานวิงวอนและแสวงหาพระเจ้า และ~เราต้องตัดสินใจอย่างมีสติปัญญา~เราไม่ได้“นิ่ง” เพราะหมดหวัง แต่~เราหยุดความกลัวและ~เรามอบสิ่งที่ควบคุมเหล่านั้นไม่ได้ไว้กับพระเจ้าดังนั้น“จงนิ่ง” จึงไม่ได้หมายความว่า “อย่าทำอะไร” แต่หมายถึง “อย่าดิ้นรนโดยปราศจากพระเจ้า!”ด้วยเหตุนี้เอง ในท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ จึงประกาศว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา” (ข้อ 1)​“และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า” ( and Know that I am God)คำว่า “รู้” ไม่ใช่เพียงการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เป็นการรู้จักผ่านประสบการณ์ จึงตระหนัก ยอมรับ และวางใจในความจริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า “เราคือพระเจ้า” หมายความว่า~พระองค์ทรงรู้มากกว่าที่เรารู้~พระองค์ทรงเห็นกว้างไกลมากกว่าที่เราเห็น~พระองค์ทรงควบคุมสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้~พระองค์ไม่ทรงสูญเสียการควบคุมเพียงเพราะชีวิตของเรากำลังวุ่นวายดังนััน เราจึงไม่ควรทำตัวเป็น “พระเจ้า” เสียเอง!นี่เป็นหัวใจสำคัญของพระธรรมข้อนี้ ก็คือ​ความสงบไม่ได้เกิดจากการที่เราควบคุมทุกสิ่งได้ แต่​ความสงบเกิดจากการที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง3“เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ”จุดศูนย์กลางของข้อพระธรรม ไม่ใช่ความสุขสบายของมนุษย์ แต่คือพระสิริของพระเจ้าพระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์จะได้รับการยกย่องท่ามกลางประชาชาติและทั่วแผ่นดินโลกสิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของเราอย่างมาก จาก“ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่ทำอย่างที่ข้าพระองค์ต้องการ?”เป็น“ข้าแต่พระเจ้า ในสถานการณ์นี้ ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ได้อย่างไร?”พี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยแล้วหรือไม่ว่า“ความสงบสันติไม่ได้มาจากการได้ควบคุมทุกสิ่งแต่มาจากการรู้ว่าผู้ใดควบคุมทุกสิ่งไว้!”(Peace does not come from controlling everything, but from knowing Who is in control.)…ช่วย บอกที!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กันยายน2026(ตอนที่ 170ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743 16.09.2026 4min
    พระธรรมนำชีวิตตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743ในชีวิตของเรามีหลายวันที่เรารู้สึกว่าอยากร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น แต่ก็มีบางวันที่ความทุกข์ทำให้เราไม่อยากร้องเพลงนมัสการพระเจ้า หรือแม้แต่ไม่อยากพูดอะไรกับใคร ที่ผ่านมาเราเห็นเยเรมีย์ในช่วงเวลาที่หนักหน่วงสุด ในข้อ 11-12 เขากลับหันมามองพระเจ้าและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงรู้จักเขาอย่างแท้จริง เยเรมีย์จึงนำเรื่องราวของเขามอบไว้กับพระเจ้า และไม่แก้แค้นด้วยตัวเอง วันนี้ในข้อ 13 เราจะได้เห็นการตอบสนองที่น่าสนใจของเยเรมีย์ เมื่อเขานำความเจ็บปวดและเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า'จงร้องเพลงถวายพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ เพราะว่าพระองค์ทรงช่วยกู้ชีวิตผู้ขัดสน ให้พ้นจากมือของผู้ทำความชั่วร้าย ' เยเรมีย์ 20:13จากเสียงคร่ำครวญ กลับกลายเป็นเสียงสรรเสริญ เยเรมีย์ไม่ได้บอกว่า ปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว หรือทุกคนหยุดต่อต้านเขาแล้ว แต่ท่าทีของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาหันกลับมามองพระเจ้า เยเรมีย์จึงสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ แม้เขายังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก ขอพระเจ้าเมตตานำให้เราที่เราจะรู้ว่า การนมัสการพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เหตุผลที่เรานมัสการพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ขอให้เราเรายังคงร้องเพลงนมัสการแม้ในวันที่เรายังไม่เห็นคำตอบ เยเรมีย์ไม่ได้แกล้งทำเป็นไม่ทุกข์ เพราะในข้อต่อไปเขาก็ยังกลับไปคร่ำครวญต่อพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีน้ำตา แต่หมายความว่า แม้ในวันที่เรายังมีน้ำตาเราก็ยังหันหน้าเข้าหาพระเจ้า อธิษฐาน อ่านพระวจนะ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์อยู่ การนมัสการไม่ใช่การบอกว่า ทุกอย่างในชีวิตดี แต่คือการยอมรับว่า แม้ว่าทุกอย่างจะยังไม่ดีขึ้น แต่พระเจ้าของเรายังคงดีอยู่เสมอ และพรองค์ยังคงทรงสมควรได้รับการสรรเสริญ'ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระยาห์เวห์ ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสดุดีพระเจ้าของข้าพเจ้า ขณะที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ' สดุดี 146:2เราอาจยังไม่รู้ว่าปัญหาที่กำลังเจอนั้นจะจบลงอย่างไร เราอาจยังไม่ได้รับคำตอบ แต่ขอให้เราเชื่อและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา มั่นใจว่าพระองค์ทรงรู้จักเรา และขอให้เรามอบปัญหาทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากหัวใจของเรากำลังหนัก ขอให้เราหันกลับมาหาพระเจ้าเหมือนเยเรมีย์ นำความเจ็บปวด นำคำถาม นำสิ่งที่ไม่เข้าใจมาหาพระเจ้า แล้วให้เราขอพระวิญญาณของพระเจ้าประทานกำลังให้ใจและปากของเราจะเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าออกมาได้เสมอ ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ขอให้เรายังคงยึดมั่นในพระเจ้า ไปจนสุดทางกับพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169) พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร? 15.09.2026 5min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169)พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?“ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตามการกระทำของเรา แต่ตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง คือพระคุณที่ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา”~2 ทิโมธี 1:9 THSV11“God saved us and called us to be holy, not because of what we had done, but because of his own plan and kindness. Before the world began, God planned that Christ Jesus would show us God’s kindness.”~2 Timothy 1:9 GWมีคำเขียนไว้ว่า“พระเจ้าทรงเรียกเราไม่ได้เพียงให้ทำงานของพระองค์ แต่ให้เติบโตเป็นคนของพระองค์”(God calls us not only to do His work, but to become His people.)ให้เรามาดูว่า “การทรงเรียก” (Calling) คืออะไร?"การทรงเรียก"คือ"การที่พระเจ้าเข้าหา เรียกเราให้ดำเนินชีวิตใน ‘ความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกับพระองค์’ เพื่อเป็นของพระองค์ คิด ทำตามรับใช้ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า ควบคู่ไปกับการ ‘ใช้ชีวิตอย่างเติบโตเกิดผล’ ในพื้นที่ที่พระองค์ทรงวางเราไว้ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพหรือพันธกิจอะไร“แล้วการทรงเรียกมีกี่ประเภท?การทรงเรียก มี 2 ประเภท คือ​การทรงเรียกทั่วไป(General Calling)คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนได้รับเหมือนกัน อาทิ1).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้มาหา มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และเชื่อในพระเยซูคริสต์และรับความรอด“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV112).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนที่เชื่อพระคริสต์ให้เป็นคนบริสุทธิ์ “เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก แต่ทรงเรียกให้เป็นคนบริสุทธิ์”~1 เธสะโลนิกา 4:7 THSV11“แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น”~1 เปโตร 1:15 THSV113).พระเจ้าทรงเรียกให้เราเป็นไทจากเป็นทาสของบาป มาเป็นทาสของพระคริสต์“เพราะว่าผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เมื่อยังเป็นทาส ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่ได้รับการทรงเรียกเมื่อเป็นไท คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์”~1 โครินธ์ 7:22 THSV114).พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีเสรีภาพที่จะรับใช้กันและกันด้วยความรัก“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนังแต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”~กาลาเทีย 5:13 THSV11​การทรงเรียกเฉพาะ(Specific Calling)คือการทรงเรียกที่เกี่ยวข้องกับ บทบาท พันธกิจ งาน อาชีพ สถานที่ ช่วงเวลา หรือความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง ในชีวิตของคนหนึ่งคนใด อาทิ1).โมเสส — ถูกเรียกให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์(อพยพ 3)2).ซามูเอล — ถูกเรียกให้เป็นผู้เผยพระวจนะ(1 ซามูเอล 3)3).อิสยาห์ — ได้รับนิมิตและตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า(อิสยาห์ 6:8)4).เปาโล — ได้รับมอบหมายให้นำข่าวประเสริฐไปยังคนต่างชาติ(กิจการ 9:15; 13:2)5).เอสเธอร์ —ถูกวางไว้ในสถานการณ์ที่นำไปสู่ภารกิจสำคัญ “เพื่อเวลาเช่นนี้”(เอสเธอร์ 4:14)อย่างไรก็ตาม การทรงเรียกไม่ได้จำเป็นต้องมาในรูปแบบเดียวกันพี่น้องที่รักวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไรอย่างเฉพาะเจาะจงบ้าง?ขอช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อย…จะได้ไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กันยายน2026(ตอนที่ 169ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168) พระเจ้าทรงเรียกคุณ? 14.09.2026 5min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168)พระเจ้าทรงเรียกคุณ?“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนพวกท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”~เอเฟซัส 4:1 THSV11“As a prisoner for the Lord, then, I urge you to live a life worthy of the calling you have received.“~Ephesians 4:1 NIVอาจารย์ เปาโล กล่าวถึง“การทรงเรียก (Calling)” ในข้อนี้ ท่านไม่ได้พูดเพียงว่า“พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ทำอะไร” แต่ท่านเน้นว่า ” เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้สมกับการทรงเรียกนั้น!”พระคัมภีร์ข้อนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​ “เพราะฉะนั้น”คำว่า “เพราะฉะนั้น” สำคัญมากในเอเฟซัสบทที่ 1–3 เปาโลพูดถึง สิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา=พระพรที่เราได้รับ ก่อนที่บทที่4~6 เปาโลจะพูดถึง สิ่งที่เราควรทำเพื่อพระองค์และคนอื่นๆบทที่ 1–3 กล่าวถึง “อัตลักษณ์”(Identity )ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์?บทที่ 4–6 กล่าวถึง“ พฤติกรรม”(Conduct) ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?พระเจ้าทรงเรียกเรา และทรงประทานพระคุณแก่เราแล้ว ไม่ใช่ให้เราทำดีเพื่อแลกกับการทรงเรียกหรือความโปรดปรานจากพระองค์ดังนั้น“การทรงเรียก”( Calling ) จึงไม่ได้เริ่มต้นที่คำถามว่า“พระเจ้าจะให้ฉันทำอะไร?”แต่ควรเริ่มต้นด้วย“พระเจ้าทรงทำอะไรให้ฉัน และพระองค์ทรงเรียกฉันให้เป็นคนแบบไหน?”เอเฟซัส 4:1 เป็นข้อที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ของจดหมายเอเฟซัส คือเปลี่ยนจากคำสอนเรื่องการทรงเรียก ความรอดและพระคุณ ในบทที่ 1–3 มาสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับนั้นทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์คนอื่นๆ ในบทที่ 4–6​ “ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า”เปาโลเขียนจดหมายนี้ในขณะถูกจำคุกเพราะประกาศข่าวดีและรับใช้พระคริสต์ ท่านไม่ได้อ้างสิทธิอำนาจแบบบังคับ แต่วิงวอนในฐานะผู้ทนทุกข์เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วลีนี้แสดงทั้งความถ่อมใจ ความรัก และความผูกพันกับพระคริสต์​ “ขอวิงวอนพวกท่าน”เปาโลอ้อนวอน ไม่ใช่สั่งแบบเผด็จการ เปาโลขอร้องด้วยใจอ่อนโยน เพื่อให้ผู้เชื่อตอบสนองด้วยความสมัครใจ​ “ให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”1).“ดำเนินชีวิต” ในที่นี้หมายถึงวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งคำพูด ทัศนคติ ความสัมพันธ์ การงาน และการตัดสินใจ2).“สมกับ” หมายถึง สอดคล้อง กลมกลืน ไม่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเราในพระคริสต์3).“การทรงเรียก” หมายถึง การที่พระเจ้าทรงเรียกเรามาโดยพระคุณ ให้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นส่วนของพระคริสต์และเป็นสมาชิกในกายเดียวกันคือคริสตจักรพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำดีเพื่อจะได้รับความรอด” แต่สอนว่า “เพราะได้รับความรอดแล้ว จึงดำเนินชีวิตให้สมกับความรอดนั้น” เป็นการตอบสนองด้วยความสำนึกในพระคุณ ไม่ใช่เพื่อแลกความรักของพระเจ้าดังนั้น “สมกับการทรงเรียก” จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องศีลธรรมส่วนตัว แต่รวมถึงความรักและเอกภาพในคริสตจักรที่เราแต่ละคนต้องร่วมกันรักษาด้วยดังนั้น พี่น้องที่รักขอให้เราทำดังนี้ คือ ตรวจสอบดูว่า~ชีวิตของเราสอดคล้องกับการทรงเรียกให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าไหม?~ชีวิตของเราเลือกความถ่อมใจ ความอดทน และความรัก เพื่อรักษาเอกภาพไหม?~ชีวิตของเรา พร้อมกลับใจใหม่และพึ่งพระคุณของพระเจ้าในยามที่เราผิดพลาดไหม?~ชีวิตของเรา ดำเนินแบบเป็นพยานถึงพระคริสต์และเป็นพรต่อคนในชุมชนไหม?ขอให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงเลือกและเรียกเราแล้ว ฉะนั้น เราควรกระทำ ดังนี้“พระเจ้าทรงเรียกเรา ไม่เพียงให้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ แต่ให้เราเป็นบางคนเพื่อพระองค์และคนอื่นๆด้วย!”(God calls us not only to do something for Him, but to become someone for Him and others.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กันยายน2026(ตอนที่ 168ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741 14.09.2026 4min
    พระธรรมนำชีวิตตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตมักผูกติดอยู่กับสถานการณ์ หากเป็นเรื่องดี ๆ เราก็มีความสุข สนุก แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดนทำร้าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ใจ การบาดเจ็บทั้งใจและกาย ไม่ว่าสถานการณ์จะทำให้เรารู้สึกอย่างไรก็ตาม ขอเราอย่าเอาตัวเองไม่ผูกติดอยู่กับความรู้สึกที่อ่อนไหวแต่ให้เราปักหลักอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นความจริงเมื่อวานนี้เราได้เห็นความท้อใจของเยเรมีย์ เขาเจ็บปวดและเหนื่อยอยากมาก เยเรมีย์ถึงกับอยากจะหยุดพูดในพระนามของพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถหยุดพูดได้ วันนี้ เยเรมีย์ 20:11 ทำให้เราเห็นว่ส เยเรมีย์หยุดมองตัวเองแล้วฝกลับมามองที่พระเจ้า เพราะเขารู้ว่า ในการถูกทำร้ายและต่อต้านนั้น เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงน่าเกรงขามทรงอยู่กับเขาด้วย'แต่พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับข้าพเจ้าดังนักรบที่น่าเกรงขาม เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด พวกเขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า เขาจะอับอายอย่างยิ่ง เพราะเขาทำไม่สำเร็จ ความอัปยศอดสูเป็นนิตย์ของเขานั้น จะไม่มีวันถูกลืม ' เยเรมีย์ 20:11ในข้อนี้ เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยความว่า แต่ ซึ่งทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่ยังรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น ก็มีความจริงว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย คำว่า “นักรบที่น่าเกรงขาม” ในภาษาเดิมหมาย ถึงผู้ที่น่าเกรงขาม มีอำนาจ และน่าสะพรึงกลัว ศัตรูในข้อ 10 อาจดูน่ากลัวแต่ในข้อ 11 เยเรมีย์ยังยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้าว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่กับเขานั้นคือผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่เป็นพระสัญญาในการทรงเรียเยเรมีย์ตั้งแต่แรกในเยเรมีย์ 1:19 “เขาจะต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยกู้เจ้า” พระเจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มีศัตรู หรือจะไม่มีการต่อต้าน และไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะง่าย แต่พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะอยู่กับเขา หากเราต้องเจอคนที่ต่อต้าน หากเราถูกเข้าใจผิด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขออย่าให้ปัญหาและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความจริงในชีวิตของเรา แต่ให้เราหันกลับมามองพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา และอย่าลืมว่า การที่เรามองไม่เห็นทางออก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา 'พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก ' สดุดี 46:1หากวันนี้เรากำลังบาดเจ็บ ขอให้เราอย่าเดินออกจากพระเจ้า แต่ขอให้เราใช้เวลาอยู่กับพระองค์ อธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพื่อเราจะยังคงระลึกได้อยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นที่ลี้ภัย และพระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในวันที่เรายากลำบาก ขอพระเจ้านำให้เราจะปักหลักยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่กับเราผมต้องขออภัยด้วย เมื่อลงลึกในเนื้อหาของคำอธิษฐานแล้ว ผมน่าจะเพิ่มมาอีกสัก 2-3 ตอนแน่ ๆ เลยครับ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ขอพระเจ้าอวยพระพรเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167) คุณธรรมนำชีวิต(5) 13.09.2026 4min
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167)คุณธรรมนำชีวิต(5)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“Do your best to improve your faith by adding goodness, understanding,”~2 Peter 1:5 CEVอาจารย์ เปโตร อัครสาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่า“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่านเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรงพระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉันพี่น้อง”~2 เปโตร 1:5-7 THSV11ในพระธรรมตอนนี้ อ.เปโตรเน้น ให้เอา​”คุณธรรม“ เพิ่ม“ความเชื่อ” และ​“ความรู้”เพิ่ม“คุณธรรม“เราต้องเข้าใจว่า ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “เชื่อ” ความเชื่อจึงต้องมี “ผลลัพธ์” ออกมาเป็นชีวิตที่เติบโตออกมาอย่าง1).มีคุณธรรม 2).มีความรู้ และ3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นคำว่า“ คุณธรรม ”(Virtue / Goodness) หมายถึงลักษณะความดี ความเป็นเลิศทางศีลธรรม ความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องคำว่า” ความรู้ “(Knowledge) ในบริบทนี้หมายถึง ความเข้าใจที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องโดยรู้ว่าอะไรดี อะไรผิด และรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าดังนั้น เราต้องเชื่อให้ถูก → ใช้ชีวิตให้ดี → เรียนรู้ให้ลึก → และนำความรู้นั้นกลับมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรมมากยิ่งๆขึ้นเราได้พูดถึงคุณธรรมที่เราควรมีเหล่านี้ ไปแล้วคือ“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”พี่น้องที่รักคุณธรรมข้อใดที่ปรากฎเด่นชัดที่สุดในชีวิตและการทำงานของคุณ?…บอกหน่อยได้ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กันยายน2026(ตอนที่ 167ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

Popular di

Podcast ini turut muncul dalam senarai podcast negara-negara ini.