Soul Food Podcasts
Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวมรายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน: พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดททุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชีวิตคริสเตียน: อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสัมพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ
Afleveringen
-
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่173) เมื่อเราว้าเหว่และทุกข์ใจ! 20.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่173)เมื่อเราว้าเหว่และทุกข์ใจ!“ขอทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่และทุกข์ใจ”~สดุดี 25:16 THSV11“Turn to me and be gracious to me, for I am lonely and afflicted.”~Psalms 25:16 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“ความเหงาไม่ได้แปลว่าเราอยู่โดยลำพัง เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเราเสมอ แม้แต่ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็นพระองค์!”(Loneliness does not mean we are alone; God is with us in the places no one else can see.)สดุดี 25:16 เป็นคำอธิษฐานของกษัตริย์ ดาวิดที่รู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เจ็บปวด และต้องการให้พระเจ้าทรงหันมาหาท่าน ซึ่งมีใจความดังนี้“ขอทรงหันมายังข้าพระองค์” ข้อความนี้ สะท้อนให้เห็นภาพของคนที่กำลังรู้สึกว่า -ไม่มีใครมองเห็น -ไม่มีใครเข้าใจ และ-ไม่มีใครอยู่ด้วยในยามที่ตัวเขาต้องการใครสักคนหนึ่งมาเคียงข้างผู้เขียนคือกษัตริย์ดาวิดร้องทูลพระเจ้าว่า“พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงหันมาหาข้าพระองค์!”บางครั้งสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบแต่เป็น การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า!และหากพระเจ้าจะทรงหันมาหาเรา นั่นก็ไม่ใช่เพราะว่าเราดีเลิศประเสริฐศรีอะไรแต่เป็นเพราะพระองค์ทรงพระกรุณาด้วยเหตุนี้ แม้บางครั้งว่าเราอาจรู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็นเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราถูกพระเจ้าทอดทิ้ง!“และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์” กษัตริย์ดาวิดร้องขอ “พระกรุณา”จากพระเจ้าซึ่งหมายถึงความเมตตาสงสารต่อผู้ที่กำลังอยู่ในความทุกข์เช่นกัน ปกติเรารู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตของเราได้ แต่เมื่อประสบความทุกข์ยากลำบากที่สาหัสสิ่งที่เราต้องการ ก็คือ“พระกรุณาคุณของพระเจ้า”การร้องไห้คร่ำครวญต่อพระเจ้าจึงไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตวิญญาณแต่เป็นการยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาพระองค์ “เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่” “ว้าเหว่”หมายความว่า “อาการรู้สึกอ้างว้าง เปลี่ยวใจ หรือเดียวดาย”ซึ่งสื่อถึง “ภาวะโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง”ที่ก่อเกิดความเหงาอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ใจให้แก่เราในตอนนี้ กษัตริย์ดาวิดไม่ได้ซ่อนความรู้สึกของตัวเองจากพระเจ้าแต่ท่านอธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาว่า“ข้าพระองค์ว้าเหว่!”นับเป็นแบบอย่างของการอธิษฐานที่จริงใจ!พี่น้องที่รักเราสามารถพูดกับพระเจ้าได้ตรงๆว่า“พระองค์เจ้าข้า… ข้าพระองค์เหงา…ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะหันไปหาใคร…ข้าพระองค์รู้สึกไม่มีใครเข้าใจ…ข้าพระองค์เหนื่อย…ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร?”พระเจ้าไม่ทรงต้องการคำอธิษฐานที่สวยงามเท่านั้นแต่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะรับฟังความจริงที่ออกมาจากหัวใจที่จริงใจด้วย! “…และทุกข์ใจ” พระเจ้าทรงรับรู้ความเจ็บปวดทั้งภายนอกและภายในใจของเราความทุกข์ของดาวิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานการณ์ภายนอกแต่เป็น ความทุกข์ภายในจิตใจด้วยสิ่งนี้ทำให้เห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า“ถ้ามีความเชื่อจริง เราจะไม่ทุกข์!”แต่พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความเชื่อก็อาจมีความทุกข์ใจแต่เขาสามารถนำความทุกข์นั้นมาวางไว้ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้พระธรรมสดุดีเต็มไปด้วยเสียงร้องคร่ำครวญแบบนี้“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไฉนทรงยืนอยู่ห่างไกล? ไฉนจึงซ่อนพระองค์เสียในยามลำบาก?”~สดุดี 10:1 THSV11“พระองค์ทรงนับการระหกระเหินของข้าพระองค์ ทรงเก็บน้ำตาของข้าพระองค์ใส่ขวดของพระองค์ไว้ น้ำตานั้นไม่อยู่ในบันทึกของพระองค์หรือพระเจ้าข้า?”~สดุดี 56:8 THSV11อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีสำหรับคนทุกข์ใจด้วยเช่นกัน นั่นคือ“พระยาห์เวห์ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย และทรงช่วยผู้สิ้นหวัง คนชอบธรรมอาจมีความทุกข์ใจหลายอย่าง แต่พระยาห์เวห์ทรงช่วยกู้เขาออกมาให้พ้นหมด”~สดุดี 34:18-19 THSV11ขอเราให้จดจำไว้เสมอว่า“ความทุกข์ใจไม่ได้เป็นหลักฐานว่าพระเจ้าห่างไกลเสมอไปเพราะบางครั้งในความทุกข์ที่สุด เรากลับค้นพบว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้เรามากที่สุด!“พี่น้องที่รักขอให้เราพูดได้อย่างเต็มปากต่อพระเจ้าว่า“เมื่อข้าพระองค์ว้าเหว่ ขอพระองค์ทรงเป็นเพื่อน เมื่อข้าพระองค์ทุกข์ใจ ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง เมื่อข้าพระองค์ไม่รู้จะไปทางไหน ขอพระองค์ทรงเป็นผู้นำทาง!”(When I am lonely, be my companion; when I am troubled, be my refuge; when I do not know where to go, be my guide.)…จะดีไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20กันยายน2026(ตอนที่ 173ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่172) พินัยกรรม ‘ขอตายดี’ 18.09.2026 6minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่172)พินัยกรรม ‘ขอตายดี’“เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร”~ฟีลิปปี 1:21 THSV11“For to me, to live is Christ and to die is gain.”~Philippians 1:21 NIVปกติ ไม่ค่อยมีใครอยากตาย!โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตายอย่างเจ็บปวดยาวนานทรมานหรือน่าเวทนาแบบสิ้นหวังคนไทยในปัจจุบัน เห็นความสำคัญกับการทำพินัยกรรมเรื่องการตายที่เรียกว่า ‘พินัยกรรมขอตายดี’ มากขึ้นพินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะต้องการลดความทุกข์ทรมาน และต้องการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติและเมื่อทำพินัยกรรมนี้แล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนก็จะใช้ระบบที่สามารถค้นหาเรียกดูและรักษาตามเจตนาโดยไม่เป็นภาระกับญาติที่ต้องตัดสินใจอย่างไรก็ตาม ‘พินัยกรรมชีวิต’( Living Will)หรือ “พินัยกรรมขอตายดี”หๆเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขหรือการรักษา~ ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็รักษา~ถ้าเจ็บป่วยรุนแรง ก็เยียวยาหากแพทย์เห็นว่ายังมีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ โดยการรักษาเพื่อช่วยชีวิตยังทำได้ตามความเหมาะสมไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการ1).ปล่อยให้จากไปอย่าง~สงบตามธรรมชาติ ~ลดความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด~ลดการรักษาที่ไม่จำเป็นที่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะการอยู่ในห้องไอซียู (ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ มาให้ทุกคนแม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม2).ปลดล็อกภาระทางจิตใจ - ที่ครอบครัว ลูกหลานต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย และการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อเพราะค่าใช้จ่ายอันมหาศาล และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต3).ช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตไปอย่างไร้ประโยชน์ภาระของโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัดและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วอย่างไรก็ตาม คนไทยจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าเมื่อพวกเขาตาย พวกเขาจะไปไหนต่อ?ดังนั้น สิ่งที่ควรให้ความใส่ใจมากกว่า จึงไม่ใช่ความตายในทางกายภาพ แต่ เป็นความตายในฝ่ายจิตวิญญาณหลังที่เราตายฝ่ายกายไปแล้วสำหรับผู้ที่ได้ยินข่าวดี หรือ “ข่าวประเสริฐ”เรื่องพระเยซูคริสต์ลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ และยอมรับการไถ่บาปนั้น และถูกเรียกชื่อว่า“คริสเตียน”พวกเขาจะไม่กังวลหรือกลัวเรื่องความตายหรือชีวิตหลังความตายอีกต่อไป เพราะรู้ว่า พวกเขาจะไปอยู่กับพระคริสต์เป็นนิตย์นิรันดร์ในสวรรค์ดังนั้น การมีอายุยืนยาวนานในโลกจึงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญแต่อย่างใดดังคำกล่าวว่า“เป้าหมายของชีวิตคริสเตียนไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยืนยาวแต่คือการมีชีวิตที่สัตย์ซื่อ เพื่อเมื่อถึงวันสุดท้าย เราจะจากไปอย่างมีสันติสุขเพราะเรารู้ว่าเราเป็นของพระคริสต์”“The goal of Christian life is not merely to live long, but to live faithfully—so that when the final day comes, we can depart in peace, knowing that we belong to Christ.”ดังนั้น สำหรับคนที่เชื่อในพระคริสต์ “การตายที่ดี” (a good death) จึงไม่ได้หมายถึง“การตายโดยไม่มีความเจ็บปวด หรือ ไม่มีโรคร้าย”แต่หมายถึง”เมื่อมีชีวิตในโลก ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ และหลังจากได้ทำหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายอย่างสัตย์ซื่อ หรือได้ทำงานนั้นจนสำเร็จแล้ว ก็จากไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์“อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ไม่ได้สอนให้คริสเตียน “แสวงหาความตาย” แต่สอนว่า เมื่อความตายมาถึง เราสามารถเผชิญความตายด้วยความนิ่งสงบ และความไว้วางใจในพระคริสต์ เพราะความตายไม่ใช่จุดจบสำหรับผู้เชื่อหรือถ้าจะพูดให้ชัดไปเลย ก็กล่าวได้ว่าสำหรับคริสเตียนนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตายนั้น ไม่ต่างกันเหมือนดังที่ อ.เปาโลกล่าวว่า“เพราะว่าถ้าเรามีชีวิตอยู่ เราก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและถ้าเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นเมื่อเรามีชีวิตอยู่หรือเมื่อเราตาย เราก็เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 14:8อย่างนี้ แหล่ะ ที่เรียก“พินัยกรรมขอตายดี”ของคริสเตียน!พี่น้องที่รัก คุณเชื่อและพร้อมทำ เหมือนอย่างที่กล่าวมานี้ …หรือไม่ครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19กันยายน2026(ตอนที่ 172ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171) อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ? 17.09.2026 4minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171)อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ?“ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อจะไม่ถูกการทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง””~มาระโก 14:38 THSV11“Watch and pray so that you will not fall into temptation. The spirit is willing, but the flesh is weak.””~Mark 14:38 NIVมีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า"คริสตจักรไม่ได้ถูกเรียกให้อยู่เหนือโลกด้วยการซ่อนตัว แต่ถูกเรียกให้อยู่ในโลกโดยไม่ยอมให้โลกมากลืนกิน" (The church is not called to hide from the world, but to live in the world without letting the world swallow it.)เราจึงควรตื่นตัว และ กล้าหาญในการเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อไม่ให้ตัวเราและคริสตจักรถูกโลกกลืน เพราะการทดลอง และการทดลองใจที่ยากลำบากจนทนไม่ไหวและในขณะเดียวกันเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการทดลองและการทดลองใจเหล่านั้น หากว่าเราหลีกเลี่ยงไม่พ้นแล้วอะไรคือการทดลอง(ใจ)ที่เราอาจต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอนาคต?พี่น้องที่รัก ขอให้เราระวังสิ่งต่อไปนี้T-Technology การรับหรือใช้เทคโนโลยี่ที่บิดเบือน Truth(ความจริง)หรือ Theology(ศาสนศาสตร์)ผิดๆE-Entertainment การแสวงหาความบันเทิงแทนที่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริงM-Media การหมกมุ่นกับสื่อออนไลน์แทนการมีสัมพันธภาพจากสามัคคีธรรมต่อหน้าในคริสตจักรP-Platform การแสวงหาเวทีเหมือนคนหิวแสงแทนที่การแสวงหาการสถิตด้วยของพระเจ้าT-Trainee การหิวกระหายการเรียนรู้จากทุกคน จากทุกสื่อแต่ไม่ยอมรับการสร้างให้เป็นสาวกแท้A-AI การปล่อยให้เอไอมีบทบาทมากเกินควรจนปรึกษาและพึ่งพามากกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์T-Talks การชอบพูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องความเชื่อมากกว่าที่จะวางใจพึ่งพิงในพระเจ้าจริงๆI-Influenceการแสวงหาอิทธิพล ตำแหน่งหรืออำนาจมากกว่าที่จะพัฒนาลักษณะนิสัยอย่างพระเยซูคริสต์O-Observersการเลือกทำตัวแบบผู้สังเกตการณ์มากกว่าการมีส่วนลงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในคริสตจักรN-Numbersการมุ่งเน้นปริมาณของผู้เชื่อหรือผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิงS-Successการมุ่งหาความสำเร็จทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณมากกว่าที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและพระวจนะพี่น้องที่รักขอให้เราเฝ้าระวัง อธิษฐานและเตรียมพร้อมเผชิญกับ “การทดลอง”(Temptations)ที่1).กำลังเกิดขึ้น หรือ 2).กำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาคริสตจักรที่เราอยู่อย่าให้เราเป็นอย่างเช่นที่เรากล่าวไปแล้วเลยขอให้เราเป็นคริสตจักรที่หยั่งรากลึกลงใน3ด้าน ต่อไปนี้1).Scripture-Grounded(หยั่งรากลงในพระวจนของพระเจ้า)2).Spirit-Empowered(เต็มด้วยพลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์)3).Socially-Relevant(สัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งภายในและกับชุมชนภายนอก) เพราะถ้าหากคริสตจักรของเราเป็นเช่นนี้เราก็จะไม่กังวลหรือกลัวกับการทดลองใดๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเลย…จริงไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18กันยายน2026(ตอนที่ 171ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
พระธรรมนำชีวิต ตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744 17.09.2026 5minพระธรรมนำชีวิตตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744ในชีวิตของเรามีบางช่วงเวลาที่เราสามารถมองเห็นพระคุณของพระเจ้าและร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อย่างเต็มหัวใจ แต่ก็มีบางช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์หนักจนเราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา บางครั้งคำถามที่เกิดขึ้นในใจก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไม? ในเยเรมีย์ 20:11–13 เราเห็นว่าเยเรมีย์หันกลับมามองพระเจ้า และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา พระองค์ทรงรู้จักเขา และเขาจึงนำเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า แล้วเยเรมีย์ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ แต่ต่อมาในข้อ 14 เยเรมีย์กลับมาคร่ำครวญอย่างรุนแรงอีกครั้ง และคำถามของเขาก็เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง'ขอให้วันที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นถูกแช่งสาป อย่าให้วันที่มารดาของข้าพเจ้าคลอดข้าพเจ้าได้รับพร ขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาป คือ คนที่นำข่าวไปบอกบิดาข้าพเจ้าว่า “บุตรชายคนหนึ่งเกิดมาแก่ท่านแล้ว” ซึ่งทำให้บิดามีความยินดีมาก ' เยเรมีย์ 20:14-15เยเรมีย์เจ็บปวดมากจนกล่าวย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตว่า ถ้าชีวิตต้องพบกับความทุกข์แบบนี้ ทำไมเขาต้องเกิดมา ในข้อ 15 ก็ยังกล่าวถึงชายที่นำข่าวไปบอกบิดาว่าเขาเกิดมาแล้ว และขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาปด้วย ถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง พระคัมภีร์เองไม่ได้ปกปิดความเจ็บปวดของผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่บันทึกความรู้สึกและคำคร่ำครวญของเขาไว้อย่างตรงไปตรงมา เราเองก็สามารถนำความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ มาหาพระเจ้าได้ เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่เมื่อเรานำความรู้สึกของเรามาหาพระเจ้า เราก็ต้องพร้อมให้พระวจนะของพระองค์ทรงนำและตรวจสอบหัวใจของเราด้วย'ขอให้ชายคนนั้นเหมือนกับบรรดาเมือง ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงคว่ำเสียและไม่ได้กลับพระทัย ขอให้เขาได้ยินเสียงร้องในเวลาเช้า และให้ได้ยินเสียงโวยวายในเวลาเที่ยง ' เยเรมีย์ 20:16เยเรมีย์ใช้ภาพของเมืองที่ถูกพระเจ้าพิพากษา เพื่อถ่ายทอดความรุนแรงของคำคร่ำครวญและความเจ็บปวดที่อยู่ภายในตัวของเขา คำแช่งสาปนี้อยู่ในบริบทของความทุกข์ ไม่ใช่คำอธิบายว่า พระเจ้าทรงมีเหตุผลอย่างไรต่อทุกสิ่งที่เขากำลังเจออยู่'เพราะพระองค์ไม่ได้ฆ่าข้าพเจ้าเสียตั้งแต่ในครรภ์ ให้มารดาของข้าพเจ้าเป็นหลุมฝังศพของข้าพเจ้า และครรภ์นั้นจะได้โตอยู่เป็นนิตย์ ทำไมข้าพเจ้าจึงออกจากครรภ์ มาเห็นความลำบากและความทุกข์ และวันคืนของข้าพเจ้าก็หมดสิ้นไปในความอับอาย?' เยเรมีย์ 20:17-18คำถามของเยเรมีย์คือ ทำไม? ซึ่งเราจะเห็นว่า พระเจ้าก็ไม่ได้ตอบคำถามของเยเรมีย์ และนี่เป็นสิ่งที่เราอาจต้องเรียนรู้กับพระเจ้า เพราะเมื่อเราทุกข์ เรามักต้องการคำตอบว่า ทำไม? เราต้องการรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และต้องการรู้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงเมื่อไร หากวันนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบยนี้ ขอให้เรากลับมายืนอยู่ในพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงอยู่กับเรา และพระองค์ทรงรู้จักเรา เราอาจจะมีคำถามกับพระเจ้าว่า ทำไม? นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผู้เขียน สดุดี 13:1 ก็เคยร้องกับพระเจ้าว่า 'ข้าแต่พระยาห์เวห์ อีกนานเท่าใด? พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เป็นนิตย์หรือ? พระองค์จะซ่อนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด? ' และแม้แต่พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทรงร้องเรียกพระบิดาจากสดุดี 22:1 ว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?…”คำตรัสของพระเยซูบนไม้กางเขนมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงการทรงแบกรับความบาปและการถูกทอดทิ้งในเวลาที่พระองค์ทรงถวายพระองค์เองเพื่อเรา แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงรับฟังเสียงของผู้ที่กำลังทุกข์ใจ ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นว่าในพระคริสต์ เรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ที่เข้าใจความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างแท้จริง หากวันนี้เรามีคำถามว่า “ทำไม?” เราไม่จำเป็นต้องซ่อนคำถามนี้จากพระเจ้า เราสามารถนำความเจ็บปวด น้ำตา ความสับสน และสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจมาร้องทูลพระองค์ได้เราอาจไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด และยังไม่เห็นคำตอบของปัญหา แต่เรายังสามารถไว้วางใจพระองค์และนำทุกสิ่งมาหาพระองค์ได้ และเมื่อเราไม่มีคำอธิบายสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขอให้เรายึดมั่นในความจริงที่เรารู้แน่นอนว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงรู้จักเรา และพระองค์ไม่เคยหยุดเป็นพระเจ้าของเรา ความทุกข์อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถนำทุกความเจ็บปวดและทุกคำถามมาเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด พระเจ้าก็ยังทรงอยู่กับเราและพระองค์ทรงรู้จักเราอย่างแท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170) จงนิ่งเสียที! 16.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170)จงนิ่งเสียที!“จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลาง บรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก”~สดุดี 46:10 THSV11“He says, “Be still, and know that I am God; I will be exalted among the nations, I will be exalted in the earth.””~Psalms 46:10 NIVมีคำกล่าวว่า“จงนิ่ง ไม่ใช่เพราะปัญหาเล็ก แต่เพราะพระเจ้าทรงใหญ่กว่าปัญหานั้น” (Be still, not because the problem is small, but because God is greater than the problem.)พระธรรมสดุดี 46:10 ข้อนี้ ยืนยันความจริงข้างต้นนั้นอย่างไรบ้าง?“จงนิ่งเสีย” (Be still)คำว่า “นิ่ง” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความเงียบทางกาย แต่หมายถึงการหยุดการดิ้นรน และหยุดความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลังของตนเองและการรู้จักวางภาระลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้าแทน“จงนิ่งเสีย” ไม่ได้หมายความว่า“ไม่มีปัญหา“2“ไม่ต้องทำอะไร”คือปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไรเลยแต่หมายความว่า“ในท่ามกลางปัญหาหรือสถานการณ์ที่ดูเหมือนควบคุมไม่ได้จงหยุดตื่นตระหนก เพราะพระเจ้ายังคงทรงเป็นพระเจ้าจงนิ่งสงบต่อพระเจ้า แล้วจึงทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ”ตัวอย่างเช่นเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร ~เราต้องไม่ “นิ่ง” ด้วยการหลีกหนีปัญหา หรือไม่ตัดสินใจ แต่~เราต้องหยุดความโกรธ หยุดการตอบโต้ และ~เราต้องกลับไปแก้ปัญหาด้วยความจริงและความรัก~เราต้องหยุดออกอาการเร่งรีบจนลนลาน แต่~เราต้องอธิษฐานวิงวอนและแสวงหาพระเจ้า และ~เราต้องตัดสินใจอย่างมีสติปัญญา~เราไม่ได้“นิ่ง” เพราะหมดหวัง แต่~เราหยุดความกลัวและ~เรามอบสิ่งที่ควบคุมเหล่านั้นไม่ได้ไว้กับพระเจ้าดังนั้น“จงนิ่ง” จึงไม่ได้หมายความว่า “อย่าทำอะไร” แต่หมายถึง “อย่าดิ้นรนโดยปราศจากพระเจ้า!”ด้วยเหตุนี้เอง ในท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ จึงประกาศว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา” (ข้อ 1)“และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า” ( and Know that I am God)คำว่า “รู้” ไม่ใช่เพียงการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เป็นการรู้จักผ่านประสบการณ์ จึงตระหนัก ยอมรับ และวางใจในความจริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า “เราคือพระเจ้า” หมายความว่า~พระองค์ทรงรู้มากกว่าที่เรารู้~พระองค์ทรงเห็นกว้างไกลมากกว่าที่เราเห็น~พระองค์ทรงควบคุมสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้~พระองค์ไม่ทรงสูญเสียการควบคุมเพียงเพราะชีวิตของเรากำลังวุ่นวายดังนััน เราจึงไม่ควรทำตัวเป็น “พระเจ้า” เสียเอง!นี่เป็นหัวใจสำคัญของพระธรรมข้อนี้ ก็คือความสงบไม่ได้เกิดจากการที่เราควบคุมทุกสิ่งได้ แต่ความสงบเกิดจากการที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง3“เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ”จุดศูนย์กลางของข้อพระธรรม ไม่ใช่ความสุขสบายของมนุษย์ แต่คือพระสิริของพระเจ้าพระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์จะได้รับการยกย่องท่ามกลางประชาชาติและทั่วแผ่นดินโลกสิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของเราอย่างมาก จาก“ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่ทำอย่างที่ข้าพระองค์ต้องการ?”เป็น“ข้าแต่พระเจ้า ในสถานการณ์นี้ ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ได้อย่างไร?”พี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยแล้วหรือไม่ว่า“ความสงบสันติไม่ได้มาจากการได้ควบคุมทุกสิ่งแต่มาจากการรู้ว่าผู้ใดควบคุมทุกสิ่งไว้!”(Peace does not come from controlling everything, but from knowing Who is in control.)…ช่วย บอกที!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กันยายน2026(ตอนที่ 170ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
พระธรรมนำชีวิต ตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743 16.09.2026 4minพระธรรมนำชีวิตตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743ในชีวิตของเรามีหลายวันที่เรารู้สึกว่าอยากร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น แต่ก็มีบางวันที่ความทุกข์ทำให้เราไม่อยากร้องเพลงนมัสการพระเจ้า หรือแม้แต่ไม่อยากพูดอะไรกับใคร ที่ผ่านมาเราเห็นเยเรมีย์ในช่วงเวลาที่หนักหน่วงสุด ในข้อ 11-12 เขากลับหันมามองพระเจ้าและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงรู้จักเขาอย่างแท้จริง เยเรมีย์จึงนำเรื่องราวของเขามอบไว้กับพระเจ้า และไม่แก้แค้นด้วยตัวเอง วันนี้ในข้อ 13 เราจะได้เห็นการตอบสนองที่น่าสนใจของเยเรมีย์ เมื่อเขานำความเจ็บปวดและเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า'จงร้องเพลงถวายพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ เพราะว่าพระองค์ทรงช่วยกู้ชีวิตผู้ขัดสน ให้พ้นจากมือของผู้ทำความชั่วร้าย ' เยเรมีย์ 20:13จากเสียงคร่ำครวญ กลับกลายเป็นเสียงสรรเสริญ เยเรมีย์ไม่ได้บอกว่า ปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว หรือทุกคนหยุดต่อต้านเขาแล้ว แต่ท่าทีของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาหันกลับมามองพระเจ้า เยเรมีย์จึงสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ แม้เขายังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก ขอพระเจ้าเมตตานำให้เราที่เราจะรู้ว่า การนมัสการพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เหตุผลที่เรานมัสการพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ขอให้เราเรายังคงร้องเพลงนมัสการแม้ในวันที่เรายังไม่เห็นคำตอบ เยเรมีย์ไม่ได้แกล้งทำเป็นไม่ทุกข์ เพราะในข้อต่อไปเขาก็ยังกลับไปคร่ำครวญต่อพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีน้ำตา แต่หมายความว่า แม้ในวันที่เรายังมีน้ำตาเราก็ยังหันหน้าเข้าหาพระเจ้า อธิษฐาน อ่านพระวจนะ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์อยู่ การนมัสการไม่ใช่การบอกว่า ทุกอย่างในชีวิตดี แต่คือการยอมรับว่า แม้ว่าทุกอย่างจะยังไม่ดีขึ้น แต่พระเจ้าของเรายังคงดีอยู่เสมอ และพรองค์ยังคงทรงสมควรได้รับการสรรเสริญ'ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระยาห์เวห์ ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสดุดีพระเจ้าของข้าพเจ้า ขณะที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ' สดุดี 146:2เราอาจยังไม่รู้ว่าปัญหาที่กำลังเจอนั้นจะจบลงอย่างไร เราอาจยังไม่ได้รับคำตอบ แต่ขอให้เราเชื่อและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา มั่นใจว่าพระองค์ทรงรู้จักเรา และขอให้เรามอบปัญหาทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากหัวใจของเรากำลังหนัก ขอให้เราหันกลับมาหาพระเจ้าเหมือนเยเรมีย์ นำความเจ็บปวด นำคำถาม นำสิ่งที่ไม่เข้าใจมาหาพระเจ้า แล้วให้เราขอพระวิญญาณของพระเจ้าประทานกำลังให้ใจและปากของเราจะเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าออกมาได้เสมอ ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ขอให้เรายังคงยึดมั่นในพระเจ้า ไปจนสุดทางกับพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169) พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร? 15.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169)พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?“ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตามการกระทำของเรา แต่ตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง คือพระคุณที่ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา”~2 ทิโมธี 1:9 THSV11“God saved us and called us to be holy, not because of what we had done, but because of his own plan and kindness. Before the world began, God planned that Christ Jesus would show us God’s kindness.”~2 Timothy 1:9 GWมีคำเขียนไว้ว่า“พระเจ้าทรงเรียกเราไม่ได้เพียงให้ทำงานของพระองค์ แต่ให้เติบโตเป็นคนของพระองค์”(God calls us not only to do His work, but to become His people.)ให้เรามาดูว่า “การทรงเรียก” (Calling) คืออะไร?"การทรงเรียก"คือ"การที่พระเจ้าเข้าหา เรียกเราให้ดำเนินชีวิตใน ‘ความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกับพระองค์’ เพื่อเป็นของพระองค์ คิด ทำตามรับใช้ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า ควบคู่ไปกับการ ‘ใช้ชีวิตอย่างเติบโตเกิดผล’ ในพื้นที่ที่พระองค์ทรงวางเราไว้ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพหรือพันธกิจอะไร“แล้วการทรงเรียกมีกี่ประเภท?การทรงเรียก มี 2 ประเภท คือการทรงเรียกทั่วไป(General Calling)คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนได้รับเหมือนกัน อาทิ1).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้มาหา มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และเชื่อในพระเยซูคริสต์และรับความรอด“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV112).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนที่เชื่อพระคริสต์ให้เป็นคนบริสุทธิ์ “เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก แต่ทรงเรียกให้เป็นคนบริสุทธิ์”~1 เธสะโลนิกา 4:7 THSV11“แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น”~1 เปโตร 1:15 THSV113).พระเจ้าทรงเรียกให้เราเป็นไทจากเป็นทาสของบาป มาเป็นทาสของพระคริสต์“เพราะว่าผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เมื่อยังเป็นทาส ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่ได้รับการทรงเรียกเมื่อเป็นไท คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์”~1 โครินธ์ 7:22 THSV114).พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีเสรีภาพที่จะรับใช้กันและกันด้วยความรัก“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนังแต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”~กาลาเทีย 5:13 THSV11การทรงเรียกเฉพาะ(Specific Calling)คือการทรงเรียกที่เกี่ยวข้องกับ บทบาท พันธกิจ งาน อาชีพ สถานที่ ช่วงเวลา หรือความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง ในชีวิตของคนหนึ่งคนใด อาทิ1).โมเสส — ถูกเรียกให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์(อพยพ 3)2).ซามูเอล — ถูกเรียกให้เป็นผู้เผยพระวจนะ(1 ซามูเอล 3)3).อิสยาห์ — ได้รับนิมิตและตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า(อิสยาห์ 6:8)4).เปาโล — ได้รับมอบหมายให้นำข่าวประเสริฐไปยังคนต่างชาติ(กิจการ 9:15; 13:2)5).เอสเธอร์ —ถูกวางไว้ในสถานการณ์ที่นำไปสู่ภารกิจสำคัญ “เพื่อเวลาเช่นนี้”(เอสเธอร์ 4:14)อย่างไรก็ตาม การทรงเรียกไม่ได้จำเป็นต้องมาในรูปแบบเดียวกันพี่น้องที่รักวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไรอย่างเฉพาะเจาะจงบ้าง?ขอช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อย…จะได้ไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กันยายน2026(ตอนที่ 169ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168) พระเจ้าทรงเรียกคุณ? 14.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168)พระเจ้าทรงเรียกคุณ?“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนพวกท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”~เอเฟซัส 4:1 THSV11“As a prisoner for the Lord, then, I urge you to live a life worthy of the calling you have received.“~Ephesians 4:1 NIVอาจารย์ เปาโล กล่าวถึง“การทรงเรียก (Calling)” ในข้อนี้ ท่านไม่ได้พูดเพียงว่า“พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ทำอะไร” แต่ท่านเน้นว่า ” เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้สมกับการทรงเรียกนั้น!”พระคัมภีร์ข้อนี้ สอนอะไรเราบ้าง? “เพราะฉะนั้น”คำว่า “เพราะฉะนั้น” สำคัญมากในเอเฟซัสบทที่ 1–3 เปาโลพูดถึง สิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา=พระพรที่เราได้รับ ก่อนที่บทที่4~6 เปาโลจะพูดถึง สิ่งที่เราควรทำเพื่อพระองค์และคนอื่นๆบทที่ 1–3 กล่าวถึง “อัตลักษณ์”(Identity )ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์?บทที่ 4–6 กล่าวถึง“ พฤติกรรม”(Conduct) ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?พระเจ้าทรงเรียกเรา และทรงประทานพระคุณแก่เราแล้ว ไม่ใช่ให้เราทำดีเพื่อแลกกับการทรงเรียกหรือความโปรดปรานจากพระองค์ดังนั้น“การทรงเรียก”( Calling ) จึงไม่ได้เริ่มต้นที่คำถามว่า“พระเจ้าจะให้ฉันทำอะไร?”แต่ควรเริ่มต้นด้วย“พระเจ้าทรงทำอะไรให้ฉัน และพระองค์ทรงเรียกฉันให้เป็นคนแบบไหน?”เอเฟซัส 4:1 เป็นข้อที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ของจดหมายเอเฟซัส คือเปลี่ยนจากคำสอนเรื่องการทรงเรียก ความรอดและพระคุณ ในบทที่ 1–3 มาสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับนั้นทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์คนอื่นๆ ในบทที่ 4–6 “ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า”เปาโลเขียนจดหมายนี้ในขณะถูกจำคุกเพราะประกาศข่าวดีและรับใช้พระคริสต์ ท่านไม่ได้อ้างสิทธิอำนาจแบบบังคับ แต่วิงวอนในฐานะผู้ทนทุกข์เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วลีนี้แสดงทั้งความถ่อมใจ ความรัก และความผูกพันกับพระคริสต์ “ขอวิงวอนพวกท่าน”เปาโลอ้อนวอน ไม่ใช่สั่งแบบเผด็จการ เปาโลขอร้องด้วยใจอ่อนโยน เพื่อให้ผู้เชื่อตอบสนองด้วยความสมัครใจ “ให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”1).“ดำเนินชีวิต” ในที่นี้หมายถึงวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งคำพูด ทัศนคติ ความสัมพันธ์ การงาน และการตัดสินใจ2).“สมกับ” หมายถึง สอดคล้อง กลมกลืน ไม่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเราในพระคริสต์3).“การทรงเรียก” หมายถึง การที่พระเจ้าทรงเรียกเรามาโดยพระคุณ ให้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นส่วนของพระคริสต์และเป็นสมาชิกในกายเดียวกันคือคริสตจักรพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำดีเพื่อจะได้รับความรอด” แต่สอนว่า “เพราะได้รับความรอดแล้ว จึงดำเนินชีวิตให้สมกับความรอดนั้น” เป็นการตอบสนองด้วยความสำนึกในพระคุณ ไม่ใช่เพื่อแลกความรักของพระเจ้าดังนั้น “สมกับการทรงเรียก” จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องศีลธรรมส่วนตัว แต่รวมถึงความรักและเอกภาพในคริสตจักรที่เราแต่ละคนต้องร่วมกันรักษาด้วยดังนั้น พี่น้องที่รักขอให้เราทำดังนี้ คือ ตรวจสอบดูว่า~ชีวิตของเราสอดคล้องกับการทรงเรียกให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าไหม?~ชีวิตของเราเลือกความถ่อมใจ ความอดทน และความรัก เพื่อรักษาเอกภาพไหม?~ชีวิตของเรา พร้อมกลับใจใหม่และพึ่งพระคุณของพระเจ้าในยามที่เราผิดพลาดไหม?~ชีวิตของเรา ดำเนินแบบเป็นพยานถึงพระคริสต์และเป็นพรต่อคนในชุมชนไหม?ขอให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงเลือกและเรียกเราแล้ว ฉะนั้น เราควรกระทำ ดังนี้“พระเจ้าทรงเรียกเรา ไม่เพียงให้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ แต่ให้เราเป็นบางคนเพื่อพระองค์และคนอื่นๆด้วย!”(God calls us not only to do something for Him, but to become someone for Him and others.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กันยายน2026(ตอนที่ 168ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
พระธรรมนำชีวิต ตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741 14.09.2026 4minพระธรรมนำชีวิตตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตมักผูกติดอยู่กับสถานการณ์ หากเป็นเรื่องดี ๆ เราก็มีความสุข สนุก แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดนทำร้าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ใจ การบาดเจ็บทั้งใจและกาย ไม่ว่าสถานการณ์จะทำให้เรารู้สึกอย่างไรก็ตาม ขอเราอย่าเอาตัวเองไม่ผูกติดอยู่กับความรู้สึกที่อ่อนไหวแต่ให้เราปักหลักอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นความจริงเมื่อวานนี้เราได้เห็นความท้อใจของเยเรมีย์ เขาเจ็บปวดและเหนื่อยอยากมาก เยเรมีย์ถึงกับอยากจะหยุดพูดในพระนามของพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถหยุดพูดได้ วันนี้ เยเรมีย์ 20:11 ทำให้เราเห็นว่ส เยเรมีย์หยุดมองตัวเองแล้วฝกลับมามองที่พระเจ้า เพราะเขารู้ว่า ในการถูกทำร้ายและต่อต้านนั้น เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงน่าเกรงขามทรงอยู่กับเขาด้วย'แต่พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับข้าพเจ้าดังนักรบที่น่าเกรงขาม เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด พวกเขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า เขาจะอับอายอย่างยิ่ง เพราะเขาทำไม่สำเร็จ ความอัปยศอดสูเป็นนิตย์ของเขานั้น จะไม่มีวันถูกลืม ' เยเรมีย์ 20:11ในข้อนี้ เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยความว่า แต่ ซึ่งทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่ยังรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น ก็มีความจริงว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย คำว่า “นักรบที่น่าเกรงขาม” ในภาษาเดิมหมาย ถึงผู้ที่น่าเกรงขาม มีอำนาจ และน่าสะพรึงกลัว ศัตรูในข้อ 10 อาจดูน่ากลัวแต่ในข้อ 11 เยเรมีย์ยังยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้าว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่กับเขานั้นคือผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่เป็นพระสัญญาในการทรงเรียเยเรมีย์ตั้งแต่แรกในเยเรมีย์ 1:19 “เขาจะต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยกู้เจ้า” พระเจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มีศัตรู หรือจะไม่มีการต่อต้าน และไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะง่าย แต่พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะอยู่กับเขา หากเราต้องเจอคนที่ต่อต้าน หากเราถูกเข้าใจผิด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขออย่าให้ปัญหาและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความจริงในชีวิตของเรา แต่ให้เราหันกลับมามองพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา และอย่าลืมว่า การที่เรามองไม่เห็นทางออก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา 'พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก ' สดุดี 46:1หากวันนี้เรากำลังบาดเจ็บ ขอให้เราอย่าเดินออกจากพระเจ้า แต่ขอให้เราใช้เวลาอยู่กับพระองค์ อธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพื่อเราจะยังคงระลึกได้อยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นที่ลี้ภัย และพระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในวันที่เรายากลำบาก ขอพระเจ้านำให้เราจะปักหลักยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่กับเราผมต้องขออภัยด้วย เมื่อลงลึกในเนื้อหาของคำอธิษฐานแล้ว ผมน่าจะเพิ่มมาอีกสัก 2-3 ตอนแน่ ๆ เลยครับ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ขอพระเจ้าอวยพระพรเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167) คุณธรรมนำชีวิต(5) 13.09.2026 4minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167)คุณธรรมนำชีวิต(5)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“Do your best to improve your faith by adding goodness, understanding,”~2 Peter 1:5 CEVอาจารย์ เปโตร อัครสาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่า“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่านเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรงพระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉันพี่น้อง”~2 เปโตร 1:5-7 THSV11ในพระธรรมตอนนี้ อ.เปโตรเน้น ให้เอา”คุณธรรม“ เพิ่ม“ความเชื่อ” และ“ความรู้”เพิ่ม“คุณธรรม“เราต้องเข้าใจว่า ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “เชื่อ” ความเชื่อจึงต้องมี “ผลลัพธ์” ออกมาเป็นชีวิตที่เติบโตออกมาอย่าง1).มีคุณธรรม 2).มีความรู้ และ3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นคำว่า“ คุณธรรม ”(Virtue / Goodness) หมายถึงลักษณะความดี ความเป็นเลิศทางศีลธรรม ความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องคำว่า” ความรู้ “(Knowledge) ในบริบทนี้หมายถึง ความเข้าใจที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องโดยรู้ว่าอะไรดี อะไรผิด และรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าดังนั้น เราต้องเชื่อให้ถูก → ใช้ชีวิตให้ดี → เรียนรู้ให้ลึก → และนำความรู้นั้นกลับมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรมมากยิ่งๆขึ้นเราได้พูดถึงคุณธรรมที่เราควรมีเหล่านี้ ไปแล้วคือ“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”พี่น้องที่รักคุณธรรมข้อใดที่ปรากฎเด่นชัดที่สุดในชีวิตและการทำงานของคุณ?…บอกหน่อยได้ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กันยายน2026(ตอนที่ 167ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166) คุณธรรมนำชีวิต(4) 12.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166)คุณธรรมนำชีวิต(4)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSB“”คุณธรรม“หมายถึง“คุณงามความดีที่อยู่ในจิตใจของบุคคล เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม”หรือพูดสั้นๆ “คุณธรรม”คือ ”ความดีภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็นการกระทำที่ดี““คุณธรรม” มีองค์ประกอบสำคัญ คือเป็นนามธรรม — อยู่ภายในจิตใจ ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สังเกตได้จากการกระทำเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ — เกิดจากการอบรมสั่งสอน การปลูกฝัง และการปฏิบัติซ้ำจนเป็นนิสัยเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องดีงาม — ยึดหลักศีลธรรม จริยธรรม และความยุติธรรมเป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านการกระทำ — เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความรับผิดชอบและ ความเสียสละวันนี้ ให้เรามาพิจารณาดู และชื่นชมกับคุณธรรมชุดสุดท้าย ในบทกลอนนี้ “ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ให้เรามาดูว่า คุณธรรมเหล่านี้ สอดคล้องกับพระคัมภีร์อย่างไรบ้าง?“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤต”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการควบคุม และเหนี่ยวรั้งตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์โกรธ ไม่ให้มันสร้างความเสียหายแก่ผู้ใดรวมทั้งแก่ตัวเอง และคนใกล้ตัวมีพระคัมภีร์อ้างอิงถึงดังนี้“คนโกรธช้าก็มีความเข้าใจมาก แต่คนใจร้อนยกชูความโง่”~สุภาษิต 14:29“จงช้าในการโกรธ เพราะความโกรธของมนุษย์ไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมของพระเจ้า”— ยากอบ 1:19–20คุณธรรม ข้อนี้เหมาะมากกับการทำงานร่วมกัน เพราะ หลายครั้งปัญหาไม่ได้ใหญ่เท่ากับอารมณ์ของคนที่กำลังแก้ปัญหา ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่า“ทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไข”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการร่วมมือและการแบกรับภาระในการช่วยเหลือกัน“จงช่วยกันแบกภาระของกันและกัน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธรรมบัญญัติของพระคริสต์สำเร็จ”~กาลาเทีย 6:2คุณธรรมข้อนี้เน้นหลักการในการ “แก้ปัญหาด้วยกัน ไม่ใช่โยนปัญหาให้กัน”“มีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการแสดงความเมตตา กรุณาต่อกันข้อนี้ตรงกับพระคัมภีร์อย่างมาก“เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก เป็นคนบริสุทธิ์และเป็นที่รัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม…”~โคโลสี 3:12คุณธรรมในข้อนี้ จะทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากขึ้น “ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการทำดีในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว จนเป็นที่ประจักษ์ และน่านับถือ และยังคงรักษาความดีนั้นอย่างยั่งยืนเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจนใหม่ ที่จะปฏิบัติตามด้วยความนับถือศรัทธา“สอนบรรดาผู้ชายสูงอายุให้รู้จักประมาณตน มีความน่านับถือ มีสติสัมปชัญญะ มีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความรัก และความทรหดอดทน”~ทิตัส 2:2 THSV11คุณธรรมข้อนี้ สะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้นำที่ดีไม่ได้ทำให้คนกลัว แต่ทำให้คนไว้วางใจพี่น้องที่รักคุณธรรมที่กล่าวถึงในบทกลอนทั้งหมดสรุปได้ว่าเราควรอยู่ร่วมกันด้วยความรัก รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้จักคิดและทำสิ่งดีๆร่วมกัน และมีใจเมตตากรุณาต่อกันเสมอไป…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กันยายน2026(ตอนที่ 166ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
พระธรรมนำชีวิต ตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740 12.09.2026 5minพระธรรมนำชีวิตตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740ขอให้พระวจนะในวันนี้ รวมทั้งอีกทั้ง 2 วันข้างหน้าจะเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนที่จะยังคงซื่อสัตย์ในงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ ใน 3 ตอนต่อจากนี้เป็นคำอธิษฐานคร่ำครวญระบายความในใจของเยเรมีย์หลังจากที่เขาทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์กับพระเจ้า เขาโดนคนหมายจะเอาชีวิต และในต้นบทนี้เขาเพิ่งโดนเฆี่ยน และถูกจับใส่ขื่อจนถึงวันรุ่งขึ้น เยเรมีย์ 20:7–18 เยเรมีย์ได้ระบายทุกสิ่งออกมาต่อพระเจ้า แต่วันนี้เราจะดูสิ่งที่อยู่ในใจของเยเรมีย์ จากข้อ 7–10'ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกหลอกลวง พระองค์ทรงมีกำลังยิ่งกว่าข้าพระองค์และพระองค์ทรงชนะ ข้าพระองค์เป็นที่ให้เขาหัวเราะวันยังค่ำ ทุกคนเยาะเย้ยข้าพระองค์ เพราะเมื่อข้าพระองค์พูด ข้าพระองค์ร้องให้ช่วย ข้าพระองค์ตะโกนว่า “ความทารุณและการทำลาย” เพราะว่าพระวจนะของพระยาห์เวห์ทำให้ข้าพระองค์ ถูกตำหนิและเยาะเย้ยตลอดวัน ' เยเรมีย์ 20:7-8นี่เป็นเวลาที่เยเรมีย์อ่อนแอทั้งใจและกายอย่างที่สุด จากข้อความแปลนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขากำลังกล่าวโทษพระเจ้า ว่าพระเจ้าโกหก แต่ความจริงแล้วความว่า หลอกลวงตรงนี้ในภาษาเดิมมีความหมายว่า ล่อลวง ชักจูง โน้มน้าว เกลี้ยกล่อม ชักนำ ซึ่งผมก็กลับไปเทียบเกือบทุกฉบับแปลใช้คำว่า หลอกล่วง มีเพียงฉบัยแปล 1940 ที่ใช้ว่า พระเจ้าทรงชักชวนข้าพเจ้า เยเรมีย์ก็ตอบรับคำเชิญชวนของพระเจ้า เยเรมีย์ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีกำลังยิ่งกว่าเขา และพระเจ้าทรงชนะเขา ในขณะที่เขารับใช้พระเจ้าผู้มีกำลังมาก และเป้นผู้ชนะ แต่สภาพที่เขาเจออยู่นั้น เขาถูกเยาะเย้ย และเขายังต้องพูดในสิ่งที่คนไม่อยากฟัง คือความทารุณและการทำลาย ความซื่อสัตย์ที่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูดนั้น ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ตลอดเวลา คำถามคือทำไม เยเรมีย์ไม่หยุด หรือลาออกจากหน้าที่นี้ คำตอบอยู่ใน'ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์ หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก” ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้ อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องเก็บมันไว้ และข้าพระองค์ก็เก็บไว้ไม่ไหว ' เยเรมีย์ 20:9ไม่ใช่ว่าเยเรมีย์ไม่เคยอยากหยุด แต่เขาหยุดไม่ได้ เพราะการทรงเรียกของพระเจ้าชัดเจน เขาจึงไม่สามารถละทิ้งการประกาศพระวจนะของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ เขายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ชนะ หากเขาไม่พูดมันออกมามันเหมือนจะระเบิดอยู่ในใจ คำว่า ไฟที่อัดอยู่ในกระดูก สื่อถึงสิ่งที่อยู่ลึกภายในเยเรมีย์จนเขาไม่สามารถเก็บกดหรือหยุดมันไว้ได้ พระวจนะและการทรงเรียกของพระเจ้ายังคงอยู่ในตัวเขา เยเรมีย์จึงไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดและอยากหยุด'ข้าพระองค์ได้ยินเสียงซุบซิบเป็นอันมาก “ความสยดสยองอยู่รอบด้าน ใส่ความเขา ให้เราใส่ความเขา” มิตรสหายที่คุ้นเคยทั้งสิ้นของข้าพระองค์ เฝ้าดูความล่มจมของข้าพระองค์กล่าวว่า “บางทีเขาอาจจะถูกหลอกลวง แล้วเราจะชนะเขา และทำการแก้แค้นเขาได้” ' เยเรมีย์ 20:10บางครั้งสิ่งที่ทำให้ผู้รับใช้เหนื่อย ไม่ใช่เพียงความยากของงาน แต่คือเสียงต่อต้าน การเยาะเย้ย และการถูกจับตามองจากคนรอบข้าง เสียงซุบซิบจากคนที่คุ้นเคยและอยู่รอบตัว คำเยาะเย้ยจากสิ่งที่คนอื่นพูดมักบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่เสมอ คำว่า ‘ความสยดสยองอยู่รอบด้าน’ ที่ปรากฏในข้อ 10 สะท้อนถ้อยคำที่เยเรมีย์เพิ่งประกาศแก่ปาชเฮอร์ในข้อ 3 และคนรอบตัวของเยเรมีย์กำลังเฝ้าดูความล่มจมของเขา เรื่องราวนี้เป็นกำลังใจเราทุกคนที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เราไม่ควรตัดสินความสัตย์ซื่อของพระเจ้าหรือคุณค่าของการรับใช้จากสิ่งที่เรามองเห็นเพียงในเวลานี้ 'เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น ' 2 โครินธ์ 5:7ขอให้เราเดินไปกับพระเจ้าด้วยความเชื่อ หยุดถูกหลอกด้วยสิ่งที่ตามองเห็น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเท่านั้น ขอให้เราวางใจพระเจ้า แม้เราจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมด ให้เรามอบผลของการรับใช้ไว้กับพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และทรงทำทุกสิ่งตามพระประสงค์และในเวลาของพระองค์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165) คุณธรรมนำชีวิต(3) 12.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165)คุณธรรมนำชีวิต(3)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSBคำว่า “คุณธรรม“ หมายความว่า” สภาพคุณงามความดี และคุณลักษณะทางบวกภายในจิตใจที่ถูกต้องดีงามซึ่งแสดงออกทางกาย วาจา และใจ จนกลายเป็นอุปนิสัยอันดี“วันนีั ให้เรามาใคร่ครวญบทกลอนท่อนหนึ่งที่กล่าวถึง คุณธรรม หรือ ความดีที่เราพึงมีในชีวิตของเรา ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”มีพระคัมภีร์ข้อใดบ้างที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้ ?“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี และไม่พูดจาหรือทำร้ายกันเองมีพระคัมภีร์ที่สอนสอดคล้องกันหลายข้อ อาทิ“อย่าพูดให้ร้ายกันและกัน”~ยากอบ 4:11“คนที่เที่ยวพูดนินทาก็เปิดเผยความลับแต่คนที่ไว้ใจได้ย่อมปกปิดเรื่องนั้น”~สุภาษิต 11:13นี่คือ วัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ(culture of trust) ที่คนเราควรมีต่อกัน2 “ไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ ”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความจริงและความซื่อสัตย์“เพราะฉะนั้นจงเลิกพูดมุสาเสียและให้ทุกคนพูดความจริงกับเพื่อนบ้าน”~ เอเฟซัส 4:25“แต่พวกบุตรชายของท่านไม่ได้ดำเนินตามอย่างชีวิตของท่านพวกเขาบิดเบือนไปหารายได้ที่ผิด รับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรม”~1 ซามูเอล 8:3 THSV11พระคัมภีร์ให้ความสำคัญมากกับการพูดความจริง เพราะความจริงสร้างความไว้วางใจ แต่การบิดเบือนทำลายความสัมพันธ์ ทำลายหลักการ และทำลายตนเอง“ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกัน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการยอมรับคำตักเตือนและรู้จักให้อภัยแก่กัน“คนที่รักการตักเตือนก็รักความรู้ แต่คนที่เกลียดการตักเตือนก็โง่”~สุภาษิต 12:1“จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องขุ่นเคืองกัน ก็จงยกโทษให้กัน”~โคโลสี 3:13คนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณไม่ได้เป็นคนที่ ไม่เคยถูกตำหนิ แต่เป็นคนที่รับคำตักเตือนได้โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธนั้นมาทำลายความสัมพันธ์“ไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการไม่แก้ตัว และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น“เพราะฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้นท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อพิพากษาเขา ก็ได้ลงโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่ตัดสินเขาก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา”~โรม 2:1 THSV11“ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย”~1 ยอห์น 1:10 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เรามีคุณธรรมต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพี่น้องและมิตรสหายของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า“มิตรแท้ไม่ทิ้งกันในยามยาก และความจริงไม่บิดเบือนไปตามกาลเวลา”(A true friend does not abandon you in times of hardship; the truth does not distort with the passage of time.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กันยายน2026(ตอนที่ 165ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
พระธรรมนำชีวิต ตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739 11.09.2026 5minพระธรรมนำชีวิตตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739 หากเราซื่อสัตย์ในการเชื่อฟังพระเจ้าและยืนหยัดในความจริง แต่กลับถูกต่อต้าน ถูกทำร้าย ถูกทำให้อับอาย เราจะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่ไหม? เยเรมีย์ 20:1–6 ทำให้เราเห็นว่า แม้เยเรมีย์จะเจ็บปวดทั้งใจและกาย เขาก็ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า 'ปาชเฮอร์ปุโรหิตบุตรของอิมเมอร์ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ได้ยินเยเรมีย์เผยพระวจนะถึงสิ่งเหล่านี้ ปาชเฮอร์ก็ตีเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะและจับท่านใส่ขื่อคา ซึ่งอยู่ด้านบนของประตูเบนยามิน ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 20:1-2ขณะที่เยเรมีย์ประกาศคำพิพากษาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ปาชเฮอร์ปุโรหิตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ยินสิ่งที่เยเรมีย์ประกาศพระวจนะ เขาใช้ตำแหน่งหน้าทีตีเยเรมีย์และจับท่านใส่ขื่อ และยังประจานเยเรมีย์ไว้ที่ประตูเบนยามินที่ผู้คนพลุกพลาน เยเรมีย์ถูกทำร้ายเพราะประกาศข้อความที่พระเจ้าทรงมอบหมาย เพราะข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากได้ยิน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราผู้เชื่อต้องเข้าใจว่า การทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับการยอมรับจากทุกคน บางครั้งเมื่อเรายืนอยู่บนความจริง เราอาจถูกต่อต้านเพราะความจริงนั้นไปกระทบกับความคิด ความต้องการ หรือผลประโยชน์ของบางคน เยเรมีย์เป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่กล้ายืนหยัดเพราะเขารู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้ส่งเขาไป'พอรุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดเยเรมีย์ออกจากขื่อคา เยเรมีย์พูดกับท่านว่า “พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเรียกชื่อของท่านว่าปาชเฮอร์ แต่ทรงเรียกว่า มาโกร์มิสสาบิบ ' เยเรมีย์ 20:3เมื่อเยเรมีย์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เยเรมีย์ไม่ได้หยุดพูดหรือเปลี่ยนข้อความเพื่อให้ปาชเฮอร์พอใจ แต่เขายังประกาศพระวจนะต่อไป เยเรมีย์ประกาศว่า พระเจ้าจะเรียกปาชเฮอร์ว่า ‘มาโกร์มิสสาบิบ’ ซึ่งหมายถึง ความหวาดกลัวหรือความสยดหยองอยู่รอบด้าน อำนาจของมนุษย์อาจจะควบคุมสถานการณ์บางอย่างได้ อาจจะทำให้ผู้รับใช้พระเจ้าต้องเจ็บปวด แต่ไม่มีอำนาจของมนุษย์คนใดสามารถทำให้พระวจนะของพระเจ้าสูญเปล่า หรือขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าได้พระเจ้าทรงเปิดเผยการพิพากษาผ่าน เยเรมีย์ 20:4-6 พระองค์จะทำให้เขาอยู่ในความหวาดกลัว เขาต้องเห็นเพื่อนของตัวเองล้มลงด้วยดาบของศัตรู และพระเจ้าทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะทรงมอบยูดาห์ไว้ในมือของบาบิโลน พระองค์จะทรงมอบความมั่งคั่ง ผลผลิต ของมีค่า และทรัพย์สมบัติของยูดาห์ไว้ในมือของศัตรู พระเจ้าทรงบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับปาชเฮอร์เฉพาะด้วยว่า'ส่วนตัวท่านปาชเฮอร์และบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน จะต้องไปเป็นเชลย ท่านจะต้องไปยังบาบิโลน และท่านจะตายและถูกฝังไว้ที่นั่น ทั้งท่านและมิตรสหายทั้งสิ้นของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้เผยบรรดาความเท็จแก่เขา” ' เยเรมีย์ 20:6พระเจ้าทรงเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนว่า ปาชเฮอร์เป็นผู้ที่เผยความเท็จแก่ประชาชน และด้วยเหตุผลนี้เขาเองก็จะต้องเผชิญกับการพิพากษาที่กำลังมาถึงยูดาห์ นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่มีหน้าที่สอนหรือประกาศพระวจนะของพระเจ้า เพราะการเป็นผู้นำทางศาสนาไม่ได้หมายความว่า เราจะถูกต้องโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งไม่ได้ทำให้คำพูดของเรากลายเป็นความจริง และการที่ผู้คนยอมรับเราไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยเรา ขอให้เราระมัดระวัง ว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสจริงหรือไม่ เพราะเราจะต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เรียกร้องให้เราเป็นคนที่ต่อต้านคนอื่น หรือคิดว่า ทุกครั้งที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา นั่นแปลว่า เรากำลังยืนหยัดเพื่อความจริง แต่พระธรรมตอนนี้เรียกร้องให้เราตรวจสอบว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงหรือไม่ เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรายืนหยัดอยู่ในความจริงของพระองค์ เราก็ไม่ควรถอยเพียงเพราะกลัวการต่อต้าน'เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์ ' กิจการ 5:29ขอพระเจ้านำให้เรามีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดอยู่ในความจริง และมีความถ่อมใจที่จะตรวจสอบอยู่เสมอว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นความจริงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
พระธรรมนำชีวิต ตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738 11.09.2026 5minพระธรรมนำชีวิตตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738ปัญหาของเราหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราไม่เคยได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นเพราะเราได้ยินแล้วไม่ยอมเชื่อฟัง เยเรมีย์ 19:14–15 ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า คนยูดาห์ได้รับคำเตือนจากพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเขาใจแข็งและปฏิเสธที่จะฟังพระองค์'แล้วเยเรมีย์ก็มาจากโทเฟท ที่ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงใช้ให้ท่านไปเผยพระวจนะนั้น และท่านก็ยืนอยู่ในลานพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า ' เยเรมีย์ 19:14หลังจากเยเรมีย์ประกาศพระวจนะที่โทเฟทแล้ว ท่านก็มายังลานพระนิเวศของพระเจ้าและประกาศต่อประชาชนทั้งปวง สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า ข่าวสารของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในสถานที่หนึ่ง เยเรมีย์ต้องนำคำของพระเจ้าไปประกาศต่อหน้าประชาชน แม้ว่าข่าวสารนั้นจะเป็นข่าวที่พวกเขาไม่อยากได้ยินก็ตาม เยเรมีย์เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญไม่ได้พูดเฉพาะสิ่งที่ผู้คนอยากฟัง แต่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูด สำหรับเราเช่นกัน พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับวันที่เรารู้สึกดี หรือเฉพาะข้อความที่ให้กำลังใจเรา พระวจนะของพระเจ้าก็เปิดเผยความผิด เตือนเราให้หยุดจากทางที่ผิด และเรียกให้เรากลับใจ วันนี้เราพร้อมที่จะฟังสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับเราหรือไม่?'“พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสว่า ‘นี่แน่ะ เราจะนำสิ่งร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกกล่าวไว้ให้ตกอยู่บนเมืองนี้และบรรดาเมืองขึ้นทั้งสิ้น เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา’ ”' เยเรมีย์ 19:15“เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา” คือเหตุผลว่าทำไมการพิพากษาจึงกำลังมาถึงยูดาห์ คำว่า ‘ทำคอแข็ง’ เป็นสำนวนที่สื่อถึงความดื้อรั้น ไม่ยอมอ่อนลงและไม่ยอมเชื่อฟัง เปรียบเหมือนสัตว์ที่ขัดขืนการนำของผู้ที่ควบคุมมัน ซึ่งคนยูดาห์ดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าองค์เจ้านายของพวกเขา พระเจ้าตรัสต่อไปว่า พวกเขาปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา ตรงนี้เชื่อมโยงตรง ๆ กับ บทที่ 18:18 ที่พวกเขาพูดกันว่า “อย่าให้เราฟังคำของเขาเลย” พวกเขาอาจคิดว่ากำลังปฏิเสธคำพูดของเยเรมีย์ แต่แท้จริงแล้วเยเรมีย์กำลังพูดตามคำสั่งของพระเจ้า ดังนั้นการปฏิเสธถ้อยคำของเยเรมีย์จึงเป็นการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าด้วย เราอาจฟังเทศนาทุกสัปดาห์ อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน และสามารถบอกได้ว่าพระคัมภีร์พูดว่าอย่างไร แต่การรู้หรือได้ยินพระวจนะไม่ได้หมายความว่า เราได้เชื่อฟังพระวจนะนั้นแล้ว การรู้หรือได้ยินนั้นได้ส่งผลออกมาเป็นการเชื่อฟัง หรือนำการเปลี่นแปลงมายังชีวิตของเราหรือเปล่า เยเรมีย์ 7:23–24 กล่าวว่า พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ แต่พวกเขา “ไม่ฟังและไม่เงี่ยหู” และกลับทำคอแข็ง เดินตามความคิดและความดื้อรั้นของใจตนเอง ปัญหาของคนยูดาห์จึงไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือหัวใจที่ไม่ยอมตอบสนองต่อพระเจ้า และนี่เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับเราด้วย เพราะเราอาจมีความเชื่อมายาวนาน รู้พระคัมภีร์ดีกว่าใคร ๆ คำถามคือ พระวจนะที่ได้ฟังนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีพูด วิธีตัดสินใจ และวิธีการใช้ชีวิต ของเราหรือเปล่า'แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง ' ยากอบ 1:22ยากอบได้เน้นย้ำเรื่องความพฤติกรรมต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ปากพูด ขอให้เราจะเป็นคนที่ฟังพระเจ้า แบบเชมาร์ คือฟังอย่างตั้งใจ และพร้อมตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง อย่าเป็นเพียงคนที่เพียงได้ยิน เพื่อสิ่งที่ได้ยินนั้นไปเพียงแต่พัฒนาสมองหรือความรู้ แต่สิ่งที่ได้ยินและเรียนรู้นั้นไม่ได้มีส่วนในการพัฒนาชีวิตให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น ให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากขึ้นเลย ขอพระเจ้าเมตตาเรานะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164) คุณธรรมนำชีวิต(2) 10.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164)คุณธรรมนำชีวิต(2)“เพราะเหตุนี้เอง ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 TH1971“For this very reason, make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”~2 Peter 1:5 ESVวันนี้ เรามาพูดคุยกันในเรื่องคุณธรรมที่เราทุกคนควรมีประจำใจ ต่อเป็นชุดที่2นั่นคือ“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”ให้เรามาดูว่า ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีคำสอนใดที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้บ้าง?เราพบว่า มีข้อพระคัมภีร์มากมายสนับสนุนคุณธรรมเหล่านี้ 1 “ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิต“ที่เน้นคุณธรรมแห่งความยุติธรรมและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง“อย่าลำเอียงในการพิพากษา จงฟังทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยเหมือนกัน”~เฉลยธรรมบัญญัติ 1:17“แต่ถ้าพวกท่านลำเอียง ท่านก็ทำบาป และถูกตัดสินว่าเป็นผู้ละเมิดโดยธรรมบัญญัติ”~ยากอบ 2:9 THSV11พระคัมภีร์เน้น อย่างชัดเจนว่าเราไม่ควรที่จะเลือกปฏิบัติต่อคนโดยขึ้นอยู่กับฐานะหรือสถานะหรือเชื้อชาติของพวกเขานี่เป็นคุณธรรมสำคัญมากสำหรับผู้นำที่พึงปฏิบัติ“ทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเปิดใจ รับฟัง และรักษาความเป็นหนึ่งไว้เสมอ“จงไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”~ยากอบ 1:19“จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่ยอมสมาคมกับคนต่ำต้อย อย่าถือว่าตัวฉลาด”~โรม 12:16 THSV11อย่างไรก็ตาม การเปิดใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกคนในทุกเรื่องแต่หมายถึงพร้อมรับฟัง พร้อมเรียนรู้ และพร้อมแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน “รู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความถ่อมใจ ขยัน และรับผิดชอบ“จงถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น”— ยากอบ 4:10“อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถ่อมใจถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว”~ฟีลิปปี 2:3“อย่าเกียจคร้านในการงาน จงมีจิตใจกระตือรือร้น จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 12:11คุณธรรมที่ดีจึงไม่ใช่เพียงแค่ดู “เป็นคนดี” แต่ต้องเป็นคนที่ รับผิดชอบและลงมือทำสิ่งที่ดีด้วย “ไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”เน้นคุณธรรมแห่งการรักษาความสัมพันธ์ มิตรไมตรีและเอื้ออาทรต่อกัน“ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”~โรม 12:18“ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับทุกคนที่ยำเกรงพระองค์ กับคนที่ปฏิบัติตามข้อบังคับของพระองค์”~สดุดี 119:63 THSV11“จงอุตส่าห์รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…”~เอเฟซัส 4:3ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าไม่มีความขัดแย้งแต่หมายถึงเมื่อเกิดความขัดแย้ง เราไม่ทำลายกันอย่างแข็งกร้าวพี่น้องที่รักวันนี้ คุณมีคุณธรรมดังที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ พร้อมมอบให้แก่ผู้อื่นแล้วหรือยัง?บางที บางคนที่อยู่กับคุณหรือ อยู่ใกล้กับคุณที่สุดในตอนนี้ อาจต้องการคุณธรรมเหล่านั้นจากคุณอย่างเร่งด่วนมากที่สุดตอนนี้ ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้?… ลองถามเขา ดูสิครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กันยายน2026(ตอนที่ 164ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
“สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163) คุณธรรมนำชีวิต(1) 09.09.2026 4minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163)คุณธรรมนำชีวิต(1)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“For this very reason make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”2 Peter 1:5 RSVมีคำกลอนเก่า เคยถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ เมื่อนานมาแล้วแต่เนื้อหานั้น แฝงคุณธรรมน่ารับฟัง และน่านำเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติตนได้ ดังนี้“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ทำให้คิดถึงพระคัมภีร์ หลายตอน ที่สอดคล้อง อาทิ“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้อง“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งการให้เกียรติและการเตือนสติดูแลกัน“จงให้เกียรติแก่กันและกันด้วยความรักฉันพี่น้อง”~โรม 12:10“จงหนุนใจกันและกัน และจงช่วยกันสร้างเสริมกัน”~1 เธสะโลนิกา 5:11ในคริสตจักร เราควรปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมดังกล่าวโดยไม่ควรมองกันตามตำแหน่งหรืออายุเท่านั้นแต่ควรมองกันด้วยคุณค่าในฐานะสมาชิกพระกายของพระคริสต์ ”รักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผล“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และการรู้จักใช้สติปัญญา“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้น โดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”— เอเฟซัส 4:3“เหนือสิ่งอื่นใด จงสวมความรัก ซึ่งเป็นสิ่งผูกพันความสมบูรณ์แบบไว้”— โคโลสี 3:14นี่สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดในพระคัมภีร์ที่เน้นให้เรา“รักกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แม้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลแต่ก็จะไม่มุ่งเอาชนะกันด้วยเหตุผล จนทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน!” “ร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเห็นอกเห็นใจและลงชีวิตร่วมทุกข์สุขกันแบบคนในครอบครัว“จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้”— โรม 12:15“ถ้าอวัยวะหนึ่งได้รับความทุกข์ อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมทุกข์ด้วย”— 1 โครินธ์ 12:26นี่เป็นภาพที่สวยมากของคนในคริสตจักรในฐานะครอบครัว ที่ความทุกข์ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ควรเป็นเรื่องที่คนอื่นมองข้ามอย่างไม่แยแส “ความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการทำงานด้วยใจยินดี เหมือน ทำถวายแด่พระเจ้า“ดูเถิด ที่ข้าพเจ้าเห็นชอบและสมควรคือ ให้กินและดื่ม และชื่นชมบรรดาผลจากน้ำพักน้ำแรงของตน ที่ตนตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์ ตลอดชั่วอายุไม่กี่วันของตนที่พระเจ้าประทานแก่ตนเพราะการนี้แหละเป็นส่วนแบ่งของตน”~ปัญญาจารย์ 5:18 THSV11“ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยสุดใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า”— โคโลสี 3:23ความสุขในการรับใช้จึงไม่ได้เกิดจากงานง่าย แต่เกิดจากการรู้ว่า “งานหรือสิ่งที่ฉันกำลังทำมีความหมาย และมีคุณค่าต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่น!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กันยายน2026(ตอนที่ 163ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดีU -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2) 09.09.2026 4minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2)““ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า“คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า“จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:36-37 TNCV“Of these three men, who do you think was a neighbor to the man who was attacked by robbers?” The expert said, “The one who was kind enough to help him.” Jesus told him, “Go and imitate his example!””~Luke 10:36-37 GWมีคำกล่าวไว้ว่า“ความใจดีเริ่มต้น เมื่อเรามองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป!“(Kindness beginswhen we notice what others overlook.)พระเยซูคริสต์ตรัสเล่าเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้”1.ชายคนหนึ่งถูกโจรปล้นระหว่างเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปเมืองเยรีโค พวกโจรชิงเอาเสื้อผ้าจากตัวเขา ทุบตีเขาปางตายแล้วจากไป ปุโรหิตคนหนึ่งบังเอิญผ่านมาทางนั้น เมื่อเห็นชายคนนั้นก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง คนเลวีก็เช่นกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นเขา ก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางมาถึงที่ที่คนนั้นอยู่ เมื่อเห็น~เขาก็สงสาร ~เขาเข้าไป แล้ว~เขาเอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่แผลและพันแผลให้ แล้ว~เขาประคองชายผู้นั้นขึ้นขี่ลาของตน ~เขาพามาที่โรงแรม และดูแลเขา วันรุ่งขึ้น~เขามอบเหรียญเงินสองเหรียญให้ผู้ดูแลโรงแรม ~เขากล่าวว่า ‘ช่วยดูแลเขาด้วย และเมื่อข้าพเจ้ากลับมาจะคืนค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่านี้ให้’ พระเยซูตรัสถามเขาว่า“ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า “คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:30-37 TNCVเราได้รับบทเรียนดีๆจากพระคัมภีร์ตอนนี้ มากมายในเรื่อง“ความใจดี”ดังนี้ ความใจดีคือการสนองตอบต่อ“สิ่งที่มองเห็น”ความใจดีคือ “การหยุด” เพื่อคนอื่น ความใจดีคือ “เข้าใกล้ คนที่บาดเจ็บ“ ความใจดี คือ”การเต็มใจจ่ายราคา“ ความใจดีคือการพร้อมก้าวข้าม “กำแพงของความแตกต่าง”ความใจดี คือ การไม่ถามว่า “เขาสมควรได้รับไหม?”ความใจดีคือ“การช่วยให้คนกลับมายืนได้อีกครั้ง”น่าประทับใจ ที่ชาวสะมาเรียในเรื่องนี้ เป็นคนใจดีมีความรักที่มองเห็นความเจ็บปวด ในตัวผู้อื่น (แม้แต่กับคนยิวในเรื่องนี้ ที่ปกติมักจะดูถูกคนสะมาเรียในเรื่องเชื้อชาติอยู่แล้ว)ในขณะที่คนยิวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติในเรื่องนี้ พยายามหาเรื่องแก้ตัวที่จะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนบ้าน โดยทำเป็นซื่อตาใส ถามโพล่งขึ้นมาว่า“ใครเป็นเพื่อนบ้านของฉัน?“หรือ”ใครคู่ควรกับความใจดีของฉัน?“(Who deserves my kindness?)ชาวสะมาเรียผู้นี้ กลับมีท่าทีที่แตกต่างกัน เขาตอบสนองด้วยท่าทีและการกระทำที่สื่อว่า“ฉันจะเป็นเพื่อนบ้านของใครได้บ้าง?” หรือ”ฉันจะแสดงความใจดีต่อใครได้บ้าง?(Whom can I show kindness to?)และปิดท้าย พระเยซู พระองค์ไม่ได้บอกเพียงว่าให้เรา“จงรู้ในเรื่องนี้ “หรือ “จงเข้าใจเรื่องนี้” แต่ตรัสกำชับว่า“จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด!” ~ลูกา 10:37พี่น้องที่รักวันนี้ ให้เรามองให้เห็น และรีบออกไปทำในสิ่งที่พระคริสต์ทรงบัญชาให้เรากระทำ คือ ไปแสดงความเมตตากรุณา หรือ ความใจดี ต่อใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอยู่ตรงหน้าของเรา แต่เราต้องตระหนักไว้ว่า“ความใจดีที่แท้จริงนั้น มีต้นทุน เพราะว่าความรักคือการเต็มใจจ่ายราคา!“(True kindness costs something, because love is willing to pay a price.)และคุณ พร้อมที่จะจ่ายราคาที่ได้กล่าวมานั้น…แล้วหรือยัง?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กันยายน2026(ตอนที่ 162ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี -
พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737 08.09.2026 5minพระธรรมนำชีวิตตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737พระเจ้าทรงเตือนประชากรของพระองค์อย่างชัดเจน และบางครั้งพระองค์ทรงใช้ภาพที่มองเห็นได้เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เยเรมีย์ 19:10-13 พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์เตือนผู้นำของประชาชน และผู้นำทางศาสนา ด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้คำเตือนของพระเจ้าปรากฏต่อหน้าต่อตาพวกเขา จนพวกเขาอ้างไม่ได้ว่า เราไม่เคยได้รับคำเตือน'“แล้วเจ้าจงทำเหยือกให้แตกต่อหน้าต่อตาคนที่ไปกับเจ้านั้น และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราจะให้ชนชาตินี้และชาวเมืองนี้แตก เช่นเดียวกับที่คนทำให้ภาชนะของช่างหม้อแตกจนซ่อมแซมไม่ได้อีก เขาจะฝังคนไว้ในโทเฟท จนไม่มีที่ให้ฝังอีก ' เยเรมีย์ 19:10-11พระเจ้าทรงใช้ภาพของการทุบเหยือกประกาศการพิพากษา พระเจ้าทรงบอกว่ายูดาห์และเยรูซาเล็มจะประสบกับการแตกสลายเหมือนเหยือกที่ถูกทุบจนแตกไม่สามารถซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้อีก คำว่า ‘ซ่อมแซมไม่ได้’ ในภาษาเดิมมีความหมายเกี่ยวกับการรักษาหรือเยียวยา ภาพนี้สื่อว่า ภาชนะนั้นเสียหายจนไม่อาจทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ นี่เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบทที่ 18 เราเห็นช่างหม้อสามารถนำภาชนะที่เสียอยู่ในมือของเขามาปั้นใหม่ได้ แต่ในบทที่ 19 พระเจ้าทรงใช้ภาพของเหยือกที่ถูกทำให้แตกจนไม่สามารถทำให้กลับคืนสภาพเดิมได้อีก นี่กำลังสื่อถึงการพิพากษาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูดาห์ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่มีพระคุณแล้ว เพราะถ้าเราดูกันต่อไป พระเจ้าจะฝกล่าวถึงการฟื้นฟูประชากรของพระองค์ในบทต่อไป ในบริบทนี้การพิพากษาที่พระเจ้าทรงประกาศไว้จะเกิดขึ้นจริง เพราะพวกเขายังคงกบฏ ไม่เชื่อฟัง และไม่กลับใจ ขอพวกเราอย่าคิดว่าการกลับใจเป็นสิ่งที่เราจะทำเมื่อไรก็ได้ เราไม่ควรปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้างขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราก็คิดว่า วันหนึ่งค่อยกลับมาก็ได้'พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะทำดังนี้แก่ที่นี้ และแก่ชาวเมืองนี้ ทำเมืองนี้ให้เหมือนโทเฟท ' เยเรมีย์ 19:12โทเฟท เป็นสถานที่ในหุบเขาเบนฮินโนม เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการพระอื่นด้วยการการถวายบุตรเป็นเครื่องบูชา สถานที่นี้เป็นพื้นที่แห่งการทำสิ่งที่พระเจ้าเกลียดชัง จะกลายเป็นสถานที่ของการพิพากษา พระเจ้าตรัสว่าเยรูซาเล็มจะมีสภาพเหมือนโทเฟท นี่หมายความว่า เยรูซาเล็มที่เป็นศูนย์กลางแห่งการนมัสการพระเจ้า จะกลายเป็นเหมือนโทเฟท คือกลายเป็นที่ที่เป็นมลทินและต้องถูกรับการพิพากษา และพระเจ้าทรงเปิดเผยถึงเหตุผลในข้อต่อไป'บรรดาบ้านแห่งเยรูซาเล็ม และราชวังทั้งหลายแห่งบรรดากษัตริย์ยูดาห์ คือบรรดาบ้านที่บนหลังคานั้น เขาเผาเครื่องหอมให้แก่บรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระอื่น จะเป็นมลทินเหมือนสถานโทเฟท’ ” ' เยเรมีย์ 19:13การกระทำสิ่งที่น่าเกลียดชังนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโทเฟทเท่านั้น แต่เข้าไปถึงบนหลังคาบ้านและหลังคาพระราชวัง ที่นั่นเองพวกเขานมัสการบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งในบริบทนี้เกี่ยวข้องกับการนมัสการดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า และพวกเขายังถวายเครื่องดื่มแก่พระอื่น เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระเจ้า รูปเคารพก็สามารถเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิตได้ วันนี้เรามีสิ่งใดที่เราให้ความสำคัญกว่าพระเจ้าไหมครับ พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงเตือนเราว่า บาปมีผลตามมา แต่กำลังเรียกเราให้ตอบสนองต่อพระเจ้าก่อนที่หัวใจของเราจะชินกับการไม่เชื่อฟังพระองค์'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนชั่วละทิ้งความคิดของเขา ให้เขากลับมายังพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงเมตตาเขา และมายังพระเจ้าของพวกเรา เพราะพระองค์ทรงมีการอภัยอย่างเหลือล้น ' อิสยาห์ 55:6-7พระเจ้าทรงเตือนเราเพราะพระองค์ต้องการให้เรากลับมาหาพระองค์ เมื่อเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าแล้ว อย่าให้ใจของเราแข็งกระด้าง และอย่าคิดว่าเรายังมีเวลาเสมอ ขอให้เราเปิดใจต่อพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ สำรวจชีวิตของเรา และถ้ามีสิ่งใดที่พระองค์กำลังเตือนเรา ขอให้เราอย่าแค่ได้ยิน แต่ให้เรากลับใจและพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ -
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1) 07.09.2026 5minคอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1)“เขาทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น””~ลูกา 10:37 THSV11“The expert in the law replied, “The one who had mercy on him.” Jesus told him, “Go and do likewise.””~Luke 10:37 NIVคุณเคยได้ยินคำเตือนดังนี้หรือไม่ว่า“อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบของชีวิต ทำให้เราไม่มีเวลาหยุดเพื่อช่วยคนที่กำลังเจ็บปวด?”(Never let the busyness of life leave you without time to stop for someone who is hurting.)ในพระคัมภีร์มีเรื่องเตือนสติเกี่ยวกับรื่องนี้ อยู่เรื่องหนึ่งซึ่ง ดังนี้ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นทดสอบพระเยซูเขาทูลถามพระเยซูว่า“ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์?” พระเยซูตรัสตอบว่า “ในธรรมบัญญัติเขียนว่าอย่างไร? ท่านอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร?” ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติทูลตอบว่า“พวกท่าน1).จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดกำลังของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน และ2).จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” พระเยซูจึงตรัสกับผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้นว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงไปทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต”~ลูกา 10:25~28 THSV11ความจริงทุกอย่างน่าจะจบลงตรงนี้แล้ว!แต่ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้น กลับทำให้เรื่องยาวโดยถามคำถามที่ไม่น่าจะถามต่อไปว่า“แต่คนนั้นต้องการจะรักษาหน้า จึงทูลพระเยซูว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?””~ลูกา 10:29 THSV11เป็นเหตุให้พระเยซูต้องตรัสเล่าอุปมาเรื่องหนึ่ง เพื่ออธิบายขยายความให้หมดข้อสงสัยอีกต่อไปว่าชายคนหนึ่งลงจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค ชายคนนั้นถูกพวกโจรปล้น พวกโจร1).แย่งชิงเสื้อผ้าของเขา 2 ).ทุบตีเขา 3).ทิ้งเขาไว้ในสภาพที่เกือบจะตายแล้ว เผอิญมีปุโรหิตคนหนึ่ง1).เดินมาตามทางนั้น 2).เห็นคนนั้นแล้วก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง คนเลวีก็เหมือนกัน เมื่อ1).มาถึงที่นั่นและ2).เห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง แต่เมื่อชาวสะมาเรียคนหนึ่ง1).เดินทางผ่านมาใกล้คนนั้น 2).เห็นแล้วก็มีใจสงสาร 3).จึงเข้าไปหาเขา 4).เอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่บาดแผล5).เอาผ้ามาพันให้ แล้ว6).ให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง7).พามาถึงโรงแรม และ8).ดูแลรักษาพยาบาลเขา วันรุ่งขึ้นก่อนจะไป เขา9).เอาเงินสองเดนาริอันให้กับเจ้าของโรงแรม 10).บอกเจ้าของโรงแรมว่า‘ช่วยรักษาเขาด้วย สำหรับเงินที่ต้องเสียเกินกว่านี้จะใช้ให้เมื่อกลับมา’ พระเยซูถามคนฟังว่า“ท่านเห็นว่าในสามคนนั้นคนไหน ถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น?” พวกเขาทูลตอบว่า“คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า“ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น!””~ลูกา 10:30-37 THSV11วันนี้ คุณเป็นเหมือนคนไหน ใน3คนนี้?ปุโรหิตคนเลวีชาวสะมาเรีย?คุณเคยเป็นเหมือนชายที่ถูกปล้นและทำร้ายหรือไม่?แล้วคุณได้พบกับใคร ในยามที่คุณถูกทำร้าย ชิงทรัพย์จนบาดเจ็บ?คุณรู้สึกอย่างไร?คุณจำได้หรือไม่ว่า ในชีวิตนี้ ใครเป็นคนใจดี(เมตตากรุณา)ต่อคุณมากที่สุด?เขาทำอะไรให้แก่คุณบ้าง?พี่น้องที่รักขอให้เรามาเป็นคนใจดี ที่รักเพื่อนบ้านของตนโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดเป็นการตอบแทนโดยตระหนักว่า“ความใจดีไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่ขอให้จริงใจและเกิดขึ้นในเวลาที่ใครบางคนต้องการ เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความหมายและก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล!”(Kindness doesn’t have to be great; when it is sincere and comes at the right time, it can mean everything.)…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8กันยายน2026(ตอนที่ 161ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
Populair in
Deze podcast verschijnt ook in de podcastlijsten van deze landen.