Prachatai Podcast

Prachatai Podcast

prachataipodcast
País Tailândia
Idioma TH
Episódios 100
Último 17.08.2026

ประชาไท พอดแคสต์เป็นรายการที่นำเสนอเนื้อหาจากสำนักข่าวประชาไท ครอบคลุมประเด็นข่าวสารและการวิเคราะห์เชิงลึก โดยมีรายการย่อยเช่น 'ใต้โต๊ะนักข่าว' ที่พูดคุยกับนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญ

Episódios

  • หลังชม The Odyssey (2026) | หมายเหตุประเพทไทย [Live] 17.08.2026 1h 15min
    หมายเหตุประเพทไทย (Live) สัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยหลังชมภาพยนตร์ The Odyssey (2026) ผลงานกำกับของคริสโตเฟอร์ โนแลน ซึ่งดัดแปลงจาก Odyssey มหากาพย์กรีกโบราณของโฮเมอร์ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดเรื่องราวการเดินทางกลับบ้านของ Odysseus หลังสงครามกรุงทรอยจึงยังสามารถนำกลับมาเล่าและเชื่อมโยงกับโลกปัจจุบันได้ จากประเด็นเรื่อง ชาตินิยม ภาษา และความภาคภูมิใจในอารยธรรมของตนเอง ผ่านการเดินทางของกองทัพ Odysseus ตั้งแต่การพบชาว Cicones ที่ Ismarus ซึ่งกองทัพต้องอาศัยล่ามในการสื่อสาร ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับ Polyphemus ยักษ์ตาเดียวที่เหล่าทหารทึกทักว่าไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ก่อนจะพบว่าความคิดดังกล่าวผิดไป หนังจึงพาไปสู่คำถามเรื่องการมอง “คนอื่น” ว่าด้อยกว่าตน ความเย่อหยิ่งจากชัยชนะ และราคาที่ผู้ชนะต้องจ่ายเมื่อการฝ่าฝืนกฎระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของตนนำมาซึ่งความรู้สึกผิดและความโดดเดี่ยว อีกประเด็นคือ "xenia" หรือกฎศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยการต้อนรับแขกแปลกหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบสังคมกรีกโบราณ รายการย้อนกลับไปพิจารณากลยุทธ์ ม้าไม้กรุงทรอย ของ Odysseus ตั้งแต่รูปลักษณ์ของม้าไม้ในฉบับของโนแลน ไปจนถึงสภาพอึดอัดของเหล่าทหารที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน ก่อนเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของ Odysseus และผลที่ตามมา ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน เขาพยายามรักษาชีวิตไพร่พล รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจร่วมกัน กระทั่งกลับถึงอิธากาและต้องเผชิญกับเหล่าชายที่เข้ามาหมายปองภรรยาและยึดครองบ้านของเขา ทำให้คำถามเรื่องการปฏิบัติตามกฎ การละเมิดพันธกรณี และการเคารพซึ่งกันและกันกลับมาอีกครั้ง ส่วนประเด็นภาพแทนของผู้หญิง ชวนเปรียบเทียบ Penelope, Calypso และ Circe ในภาพยนตร์กับมหากาพย์ดั้งเดิม โดยในมหากาพย์ Penelope เป็นหญิงชั้นสูงที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบและข้อจำกัดในวัง ขณะที่ Calypso และ Circe เป็นผู้หญิงที่มีอิสระและใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ในฉบับของโนแลน บทบาทของ Calypso และ Circe ถูกตีความใหม่ ขณะที่ Penelope ได้รับพื้นที่มากขึ้นในฐานะราชินีผู้บริหารอิธากามานานนับสิบปี และพยายามรักษาอำนาจของตนท่ามกลางข้อจำกัดและเหล่าชายที่ต้องการครอบครองบัลลังก์ พร้อมทิ้งคำถามถึงการสร้างพลังให้ตัวละครหญิง เมื่อความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงด้วยกันเองยังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า ติดตามการสนทนาหลังชม The Odyssey (2026) ตั้งแต่ชาตินิยม ภาษาและอารยธรรม กฎ xenia (กฎศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยการต้อนรับแขกและคนแปลกหน้า) การตัดสินใจและภาวะผู้นำ ไปจนถึงภาพแทนของผู้หญิง ได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #TheOdyssey
  • 'บ้านนี้ไม่มีรัก' เพราะครอบครัวเดี่ยว...รักจึงพรากจากเราไป | BookBar EP.20 14.08.2026 1h 13min
    ระบบทุนนิยมตีกรอบจินตนาการที่เรามีต่อครอบครัว เราไม่สามารถนึกถึงครอบครัวรูปแบบอื่นได้นอกจากครอบครัวเดี่ยว สิ่งนี้วางภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของผู้หญิง-เมีย แม่ ผู้ดูแล เขาจึงเสนอแนวทางแบบฉีกกรอบ นั่นคือล้มระบบครอบครัวเดี่ยวและนำสิ่งอื่นมาทดแทน เพื่อป้องกันวิกฤตการดูแลและนำความรักกลับบ้าน #BookBar ชวนพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ สรวิศ ชัยนาม ผู้เขียนหนังสือ ‘บ้านนี้ไม่มีรัก’ ชวนตั้งคำถามต่อระบบ 'ครอบครัวแบบเดิม' จินตนาการถึงครอบครัวแบบใหม่ที่ออกไปจากกรอบทุนนิยม ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท' YouTube Spotify Apple Podcasts Podbean
  • จากคำแซวเชิงคุกคามถึงละเมิดทางเพศ คนข้ามเพศไทยเผชิญความรุนแรงอย่างไร | Gender Unboxed Ep.2 14.08.2026 53min
    หลังม่านของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของ LGBTQ แห่งเอเชีย” คนข้ามเพศในไทยยังคงเผชิญกับความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่คำแซวในที่ทำงานที่ล้ำเส้นกลายเป็นคุกคาม ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายและการล่วงละเมิดทางเพศ ประชาไทคุยกับ อาทิตยา อาษา ผู้จัดการเครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual) เกี่ยวกับความรุนแรงต่อคนข้ามเพศในไทย และอคติทางเพศที่ยังข้ามไม่พ้น ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมจากความเกลียดชัง และภาครัฐยังไม่มีการเก็บข้อมูลว่าอาชญากรรมเหล่านี้คืออะไรและเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รายการ Gender Unboxed เป็นรายการ podcast ซีรี่ส์ใหม่จากประชาไท ที่จะพาคุณออกนอกกล่องเพศเพื่อมองประเด็นสังคมต่างๆ ในมุมใหม่ สามารถติดตามได้ในทุกช่องทางของประชาไท
  • กุลลดาอาลัย | หมายเหตุประเพทไทย 10.08.2026 22min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนรำลึกถึง กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ผ่านแนวทางการศึกษาที่อาจเรียกได้ว่า “กุลลดา School” หรือ “สำนักกุลลดา” ซึ่งมองการเปลี่ยนผ่านของรัฐไทย ตั้งแต่รัฐศักดินา การก่อรูปของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปจนถึงรัฐไทยสมัยใหม่ โดยวางประวัติศาสตร์การเมืองไทยไว้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก ผ่านกรอบ เศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Political Economy) แกนสำคัญของวิธีคิดนี้คือ การไม่มองรัฐ ผู้นำ หรือสถาบันการเมืองเป็นผู้กระทำที่มีเอกภาพและสามารถเลือกยุทธศาสตร์ได้อย่างอิสระ หากต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ผ่านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ พลังทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมโลก ตั้งแต่ยุค Pax Britannica หรือยุคจักรวรรดินิยมอังกฤษ ไปจนถึง Pax Americana หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคที่สหรัฐอเมริกามีอิทธิพล ประเด็นโลกาภิวัตน์ เสรีนิยมใหม่ สนธิสัญญา การปฏิรูปรัฐ การเปลี่ยนแปลงของชนชั้น ระบบราชการ ชาติ และชาตินิยม จึงไม่ได้เป็นเหตุการณ์แยกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทย พลังทางสังคม และระบบโลก โดยในรายการตอนนี้ หยิบยกผลงานสำคัญของอาจารย์กุลลดาอย่าง The Rise and Decline of Thai Absolutism (2547) (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย”) มาชวนคุยถึงข้อเสนอที่แตกต่างจากคำอธิบายคลาสสิกเรื่อง “สงครามสร้างรัฐ” โดยกุลลดาเสนอว่า การเปลี่ยนจากรัฐศักดินาไปสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามในปลายศตวรรษที่ 19 ต้องพิจารณาแรงกดดันและโอกาสจากการเชื่อมต่อกับทุนนิยมการค้าโลก ตั้งแต่ความขัดแย้งด้านการค้า สนธิสัญญาเบาว์ริง การจัดระบบแรงงาน ไปจนถึงการรวมศูนย์อำนาจในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 มากกว่าจะอธิบายด้วยพระปรีชาสามารถของผู้ปกครองหรือภัยคุกคามทางทหารเพียงด้านเดียว ช่วงท้ายชวนตามเส้นทางความคิดดังกล่าวมาถึงบทความ “กระบวนการเข้าสู่ความเป็นสากลของระบบทุนนิยมและลัทธิเสรีนิยมใหม่” (2556) ซึ่งขยายกรอบจากการอธิบายรัฐไทยไปสู่การอธิบายระบบทุนนิยมโลก ตั้งแต่การเปลี่ยนจากทุนนิยมที่รัฐกำกับดูแลไปสู่เสรีนิยมใหม่ การเปิดเสรีทางการเงินของไทยในทศวรรษ 1990 วิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 และเงื่อนไขจากไอเอ็มเอฟ พร้อมทบทวนทั้งพลังและข้อจำกัดของเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นแรงกดดันจากโครงสร้างโลกอย่างชัดเจน แม้จะทำให้บทบาทของการตัดสินใจ ผู้นำ และ agency ของรัฐปรากฏน้อยลงก็ตาม #หมายเหตุประเพทไทย #AbsoluteMonarchy
  • ประกอบร่างสร้างความจนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ | หมายเหตุประเพทไทย [Live] 04.08.2026 53min
    หมายเหตุประเพทไทย Live สัปดาห์นี้ชวนอ่าน "กระบวนการประกอบสร้างความจนในสังคมเสรีนิยมใหม่ กรณีศึกษา: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" (2566) ผลงานของ ยุวดี วงศ์วีระประเสริฐ ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งศึกษานโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่วงปี 2559–2562 ผ่านกรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่ เพื่อทำความเข้าใจว่ารัฐนิยามและจัดการกับ "ความยากจน" อย่างไร งานวิจัยชี้ว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ยังมาพร้อมกระบวนการกำหนดนิยามของ "คนจน" ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง การพิสูจน์ตัวตน และเงื่อนไขการเข้าถึงสิทธิ ทำให้ความยากจนถูกแปลงเป็นตัวเลขและคุณลักษณะที่รัฐสามารถจำแนก ควบคุม และบริหารจัดการได้ จากการศึกษาภาคสนามในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้วิจัยพบว่า กระบวนการดังกล่าวส่งผลต่อการรับรู้ของผู้คนเกี่ยวกับความจน และทำให้ผู้ที่ต้องการเข้าถึงสวัสดิการต้องเรียนรู้ที่จะพิสูจน์ความยากจนของตนเองตามเกณฑ์ของรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์หรือไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้ก็อาจถูกกันออกจากระบบการช่วยเหลือ แม้จะเผชิญปัญหาความยากจนในชีวิตจริง งานวิจัยจึงเสนอว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นมากกว่านโยบายสวัสดิการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประกอบสร้างความหมายของ "ความยากจน" ภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การเมือง และการจัดการประชากร พร้อมชวนตั้งคำถามว่า ใครคือผู้มีสิทธิถูกนับว่า "จน" และใครคือผู้ที่ถูกทิ้งไว้ภายนอกนิยามดังกล่าว ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • สมรส (ไม่) เท่าเทียม เมื่อคู่รัก LGBTQ+ จดทะเบียนได้ แต่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ | Gender Unboxed Ep.1 27.07.2026 48min
    กว่า 400 วันหลัง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่คืบหน้า แม้เดิมมีเป้าหมายให้ดำเนินการภายใน 180 วัน ขณะเดียวกัน บางหน่วยงานยังลังเลที่จะบังคับใช้กฎหมายที่มีความเป็นกลางทางเพศอยู่แล้ว ส่งผลให้คู่สมรสหลากหลายเพศยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิในฐานะครอบครัว รายการ Gender Unboxed Podcast ซีรีส์ใหม่จากประชาไท ชวนพูดคุยกับ นัยนา สุภาพึ่ง จากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ หรือ For-SOGI ถึงอุปสรรคหลังประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยเฉพาะปัญหาการแก้ไขกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายใหม่ นัยนากล่าวถึงสถานการณ์หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมว่า แม้กฎหมายดังกล่าวจะเป็นหมุดหมายสำคัญของสิทธิความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสถานะครอบครัว คู่สมรส บิดามารดา และบุตร ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหาดังกล่าวคือคู่รักชายรักชายคู่หนึ่งที่ถูกปฏิเสธไม่ให้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าทั้งคู่จดทะเบียนสมรสก่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เนื่องจากเป็นการจดทะเบียนสมรสที่สถานทูตอังกฤษในประเทศเวียดนาม ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิทธิในฐานะคู่สมรสและครอบครัว ภายหลัง ทั้งคู่ต้องยื่นเรื่องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอให้มีคำวินิจฉัย แต่กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่มีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน และต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความก่อน กรณีนี้จึงสะท้อนปัญหาความไม่แน่นอนของการบังคับใช้กฎหมาย และภาระที่ตกอยู่กับประชาชนซึ่งต้องต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิของตนเอง นัยนายังชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคไม่ได้มีเพียงกรณีรับบุตรบุญธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกฎหมายที่เดิมออกแบบบนฐานคิดเรื่อง “สามี” และ “ภรรยา” แบบชายหญิง ซึ่งส่งผลต่อสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขทางกฎหมายในชีวิตครอบครัว เช่น เงื่อนไขการหย่า สิทธิของคู่สมรส และสถานะความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร รายการยังพูดถึงแนวทางที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ หากหน่วยงานรัฐไม่แก้ไขหรือไม่ปรับการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายภายในระยะเวลาที่ควรจะเป็น รวมถึงประเด็นถัดไปที่ภาคประชาสังคมต้องผลักดัน คือการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตร เพื่อให้สิทธิครอบครัวของคู่สมรสหลากหลายเพศได้รับการรับรองอย่างแท้จริง Gender Unboxed Podcast เป็นซีรีส์ใหม่จากประชาไท ที่จะพาผู้ฟังออกนอกกรอบความเข้าใจเรื่องเพศ เพื่อมองประเด็นสังคม การเมือง กฎหมาย และชีวิตประจำวันในมุมใหม่ สามารถติดตามได้ในทุกช่องทางของประชาไท
  • โลกของคนไร้บ้าน’ ชีวิตข้างทางที่ไม่ได้มีแง่เดียว | BookBar EP.19 27.07.2026 42min
    เมื่อบ้านกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้ เพราะมันเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับสิทธิ สวัสดิการ รวมถึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสถานที่ติดต่อกับผู้อื่น ทำให้เมื่อกลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ จึงถูกมองเป็นสิ่งแปลกแยกจากสังคม เพราะพวกเขาไม่มี ‘บ้าน’ ให้เราเชื่อมโยงด้วย BookBar ชวนพูดคุยกับ รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘โลกของคนไร้บ้าน’ โดยดัดแปลงจากวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘เปิดพรมแดน : โลกของคนไร้บ้าน’ ซึ่งพาเราไปทำความรู้จักวิถีชีวิตและมุมมองของคนไร้บ้านหลากแง่มุม ผ่านการลงภาคสนามในกรุงเทพฯ กว่า 3 ปี
  • เปิดตำรากฎหมาย หลังชมทนายปีศาจ | หมายเหตุประเพทไทย 27.07.2026 24min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ ธันยธรณ์ โรจน์มหามงคล นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนเปิดตำรากฎหมายหลังชมซีรีส์ ทนายปีศาจ เพื่อสำรวจว่า เมื่อมองผ่านมุมมองทางนิติศาสตร์ ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไทย ทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจตุลาการกับประชาชน อำนาจตุลาการแบบไทย มีตัวแบบใกล้เคียงกับชาติไหน พร้อมชวนคุยเรื่องบทบาทของอำนาจตุลาการกับการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในระบอบไฮบริดจ์ที่องค์ประกอบประชาธิปไตยและไม่เป็นประชาธิปไตยมาอยู่ด้วยกัน ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #ทนายปีศาจ
  • อ่าน Moana ผ่านกรอบสตรีนิยม–หลังอาณานิคม | หมายเหตุประเพทไทย 27.07.2026 22min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำบทความ “Disney’s Moana and the Media Portrayal of Feminism/Post-feminism and Political Correctness” ของ Daisuke Akimoto ตีพิมพ์ใน Journal of Gender, Culture and Society ปี 2026 ซึ่งวิเคราะห์ภาพยนตร์แอนิเมชัน Moana (2016) และ Moana II (2024) ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม โพสต์เฟมินิสม์ และความถูกต้องทางการเมือง พร้อมทบทวนข้อวิจารณ์เรื่องอคติทางสีผิว การฉกฉวยทางวัฒนธรรม และแนวคิดแบบอาณานิคมที่มีต่อภาพยนตร์ชุดนี้ ในบทความผู้เขียนเสนอว่า แม้ภาพยนตร์จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่การสรุปว่า Moana เป็นเพียงผลผลิตของการล่าอาณานิคมและการฉกฉวยวัฒนธรรมถือเป็นการกล่าวเกินจริงในมุมสตรีนิยม โมอานา (Moana) ถูกนำเสนอในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์ที่แตกต่างจากตัวละครรุ่นก่อน เป้าหมายของเธอไม่ใช่การแต่งงานหรือการตามหาความรัก แต่เป็นการช่วยเหลือชุมชนและเติบโตขึ้นเป็นผู้นำ เธอใช้ความกล้าหาญ ความเข้มแข็งทางอารมณ์ และความเมตตา โดยมีแม่ ยาย และเทพีเทฟิติ (Te Fiti) เป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ขณะเดียวกัน นักวิชาการบางส่วนยังอ่านตัวละครเมาอิ (Maui) และพ่อของโมอานา (Chief Tui) ผ่านแนวคิดปิตาธิปไตยและความเป็นชายแบบล้นเกิน ซึ่งสะท้อนการควบคุมอำนาจและการจำกัดบทบาทของผู้หญิง รายการยังชวนสำรวจข้อถกเถียงเรื่องภาพแทนของชนพื้นเมืองแปซิฟิก ทั้งการออกแบบตัวละครเมาอิ รอยสัก เผ่าคาคามอรา และกรณีเสื้อบอดีสูทรอยสักเมาอิที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการนำศิลปะศักดิ์สิทธิ์ของชนพื้นเมืองมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า รวมถึงข้อวิจารณ์ว่าดิสนีย์สร้างภาพ “โพลีนีเซีย” ผ่านสายตาตะวันตก โดยหลีกเลี่ยงประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการผนวกฮาวายของสหรัฐอเมริกา สำหรับ Moana II บทความกล่าวถึงการผลักดันนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ผ่านการจ้างผู้เขียนบท ผู้กำกับ และทีมงานเชื้อสายซามัวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้เขียนจึงสรุปว่า Moana เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในวัฒนธรรมสื่อระดับโลก ทั้งในเรื่องสตรีนิยม โพสต์เฟมินิสม์ ความถูกต้องทางการเมือง และการเป็นตัวแทนของชนพื้นเมือง ซึ่งยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในวงวิชาการจนถึงปัจจุบัน #Moana #หมายเหตุประเพทไทย
  • Teach You a Lesson อย่างนี้ต้องโดนสั่งสอน | หมายเหตุประเพทไทย 16.07.2026 1h 2min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนพูดคุยจากซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson (2026) เผยแพร่ทาง Netflix ที่พาผู้ชมเข้าสู่โลกสมมติซึ่งรัฐบาลจัดตั้ง “สำนักงานคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา” (ERPB) ส่งเจ้าหน้าที่พิเศษเข้าไปจัดการความรุนแรงในโรงเรียนด้วยวิธีการที่กฎหมายปกติทำไม่ได้ ซีรีส์ตั้งคำถามว่า เมื่อระบบการศึกษาล้มเหลว การใช้กำลังสามารถเป็นทางออกของปัญหาได้จริงหรือไม่ ชวนวิเคราะห์ตัวละครสำคัญอย่าง นาฮวาจิน อดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ผู้ใช้กำลังอย่างเด็ดขาดในการจัดการปัญหา อิมฮันริม ผู้ตรวจการที่เคยเป็นเหยื่อความรุนแรง และ เจ้าหน้าที่บง ผู้ใช้ไหวพริบ เทคโนโลยี และความเข้าอกเข้าใจผู้คนในการแก้ปัญหา พร้อมชวนตั้งคำถามถึงวิธีการรับมือกับความรุนแรงในโรงเรียนผ่านตัวละครทั้งสาม อีกด้านหนึ่ง ซีรีส์ไม่ได้ทำให้นักเรียนเป็น "ตัวร้าย" โดยสิ้นเชิง แต่ชวนมองว่าทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครองต่างเป็นผลผลิตของโครงสร้างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น การแข่งขันในระบบการศึกษา อิทธิพลของโซเชียลมีเดีย การบูลลี่ และแรงกดดันจากครอบครัว ซึ่งล้วนมีส่วนหล่อหลอมความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงเนื้อหาในซีรีส์กับสถานการณ์จริงของเกาหลีใต้ ทั้งการประท้วงของครูทั่วประเทศ การออกกฎหมายคุ้มครองครูจากการร้องเรียนโดยผู้ปกครอง และบทบาทของสหภาพแรงงานครู พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของการสร้างระบบการศึกษาที่ทำให้ครูสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้กำลังเป็นคำตอบ Teach You a Lesson จึงเป็นมากกว่าซีรีส์แอ็กชันในรั้วโรงเรียน แต่เป็นจุดตั้งต้นให้ผู้ชมทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษา ความรุนแรง อำนาจรัฐ และโครงสร้างทางสังคม ผ่านเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเกาหลีใต้ #หมายเหตุประเพทไทย #TeachYouaLesson
  • เสรีภาพทางศาสนาช่วยคุ้มครองสิทธิความหลากหลายทางเพศ | หมายเหตุประเพทไทย 06.07.2026 24min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนพูดคุยจากเหตุล้อมกรอบทำร้ายผู้มีความหลากหลายทางเพศในซอยรามคำแหง 53 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นคัมภีร์อัลกุรอาน จนจุดประกายคำถามสำคัญว่า เมื่อเสรีภาพทางศาสนากับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศดูเหมือนจะปะทะกัน เราควรทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสุทธิทั้งสองอย่างไร รายการชวนอ่านบทความวิชาการ "The Other Way Around? How Freedom of Religion May Protect LGBT Rights" (2020) ของ Dag Øistein Endsjø ซึ่งผู้เขียนเสนอให้ "พลิกกลับ" กรอบคิดที่มักมองว่า เสรีภาพทางศาสนา กับ สิทธิ LGBT เป็นคู่ขัดแย้งโดยธรรมชาติ พร้อมชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพทางศาสนาอาจเป็นฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เช่นกัน บทความอธิบายว่าศาสนาไม่เคยมีจุดยืนต่อต้าน LGBT+ อย่างเป็นเอกภาพตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ อิสลาม ฮินดู หรือคริสต์ ต่างก็มีการตีความที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อีกทั้งในปัจจุบันยังมีนิกายและชุมชนศาสนาจำนวนมากที่สนับสนุนความเสมอภาคของ LGBT+  ดังนั้น การอ้าง "เสรีภาพทางศาสนา" เพื่อปฏิเสธสิทธิของ LGBT+ จึงไม่ใช่การตีความเพียงแบบเดียว และไม่ใช่ผู้ผูกขาดความหมายของศาสนา ในรายการยังชวนสำรวจแนวคิดเรื่อง Negative Freedom of Religion หรือเสรีภาพทางศาสนาในเชิงลบ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่รวมถึงสิทธิที่จะไม่นับถือศาสนา หรือไม่ถูกบังคับให้ดำเนินชีวิตตามหลักความเชื่อของผู้อื่นด้วย ผู้เขียนบทความจึงเสนอว่า ในหลายกรณี ความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ใช่ "ศาสนา vs LGBT+" หากแต่เป็น "เสรีภาพทางศาสนาแบบหนึ่ง" ปะทะกับ "เสรีภาพทางศาสนาอีกแบบหนึ่ง" ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในระบอบสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน
  • แม่และความเป็นอื่น: นวนิยายเควียร์ว่าด้วยตัวตนที่ไม่สมบูรณ์แบบใน ‘อันกามการุณย์’ | BookBar EP.18 02.07.2026 43min
    ลลนาชัดเจนกับตัวเองว่าเป็นใคร และเป็นเพศอะไร โดยไม่จำเป็นต้องสู้รบตบมือกับใคร ส่วนการจะพาตัวเองไปสู่จุดที่เป็นตัวตนอย่างแท้จริงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะสังคมและผู้คนรอบตัวมักเข้ามากำหนดกรอบชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อเธอต้องรับบทเป็นทั้งเมีย แม่ และผู้ชาย ความแตกต่างจากเส้นที่สังคมขีดไว้จึงก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในชีวิต #BookBar ชวนพูดคุยกับลาดิด (LADYS) นักเขียนและผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ลาดิดและมูนสเคป ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวที่นำมาสู่ชีวิตของลลนา พร้อมชวนมองสังคมไทยที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศยังคงถูกทำความเข้าใจอย่างผิวเผิน ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'YouTube :  https://www.youtube.com/watch?v=5cRuMG26QvYSpotify : https://pct.fyi/podcast-spotifyApple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-applePodbean : https://pct.fyi/podbeen
  • Patty⁩Queer Diplomacy การทูตเทย สิทธิ เพศวิถี | หมายเหตุประเพทไทย 29.06.2026 25min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชานันท์ ยอดหงษ์ และทศพล นพสุวรรณชัย ชวนพูดคุยเรื่อง “Queer Diplomacy” หรือความสัมพันธ์ระหว่างการทูตกับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผ่านหนังสือ Queer Diplomacy: Homophobia, International Relations and LGBT Human Rights ของ Douglas Victor Janoff (2022) อดีตนักกิจกรรมและนักการทูตแคนาดา ผู้เคยมีประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ประท้วงเรียกร้องสิทธิ LGBT อยู่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ และในเวลาต่อมากลับเข้าไปทำงานอยู่ภายในองค์การระหว่างประเทศแห่งเดียวกันในฐานะนักการทูต รายการชวนย้อนสำรวจประวัติศาสตร์การกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศในแวดวงการทูตและความมั่นคง ตั้งแต่การทำให้การรักเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรมและความเจ็บป่วยในยุโรป การรวมตัวของขบวนการเคลื่อนไหวในปลายศตวรรษที่ 19 การปราบปรามภายใต้ระบอบนาซีเยอรมนี ไปจนถึงยุคสงครามเย็นที่เกิดปรากฏการณ์ Lavender Scare ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าภัยต่อความมั่นคงของชาติ จนกระทั่งเหตุการณ์ Stonewall Riots ในปี 1969 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ในโลกตะวันตก จากการต่อสู้ในระดับภายในประเทศ ประเด็นสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศค่อย ๆ ขยายเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ ผ่านบทบาทของนักการทูต ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือสุนทรพจน์ของฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในปี 2011 ที่ประกาศว่า “Gay rights are human rights” ซึ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกผนวกรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและกลไกสิทธิมนุษยชนระดับโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลักดันวาระเรื่องสิทธิ LGBTQ+ ในระดับสากลไม่ได้ดำเนินไปโดยปราศจากแรงต้าน หลายประเทศมองว่าการส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านองค์การระหว่างประเทศและการสนับสนุนจากชาติตะวันตก เป็นรูปแบบหนึ่งของการครอบงำทางวัฒนธรรมและการแทรกแซงอธิปไตยของรัฐ ขณะที่อีกหลายกรณี การต่อต้าน LGBTQ+ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง ปลุกกระแสชาตินิยม หรือเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ ร่วมทำความเข้าใจว่าประเด็นเรื่องเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือประเด็นทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองระหว่างประเทศ การทูต สิทธิมนุษยชน และการต่อสู้ทางความคิดในระดับโลก ในช่วงเวลาแห่ง Pride Month ที่แม้สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในหลายพื้นที่ แต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ยังคงดำเนินต่อไป
  • ประวัติศาสตร์ หมุดหมาย กระจายอำนาจ | หมายเหตุประเพทไทย 23.06.2026 21min
    ก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชวนสำรวจประวัติศาสตร์การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นไทย ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผ่านยุคเผด็จการทหาร ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน การปฏิรูปท้องถิ่นหลังพฤษภา 2535 จนถึงยุคที่การกระจายอำนาจชะงักงัน ทำไมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จึงเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน? เหตุใดกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาจึงมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ? และถึงแม้จะมีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น แต่ทำไมท้องถิ่นจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และการตัดสินใจจากส่วนกลาง ร่วมทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรัฐส่วนกลาง ข้าราชการส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านงานศึกษาของ กิรพัฒน์ เขียนทองกุล หัวข้อ “สถานภาพการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่นในสถาบันอุดมศึกษาไทย” (2559) วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมองอนาคตของการกระจายอำนาจไทย ในห้วงที่คำถามเรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ” “ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค” และการปฏิรูประบบปกครองท้องถิ่น ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญของสังคมไทย
  • 'ศิลปะแห่งการมองโลกแง่ร้าย' วิธีอยู่ในโลกร้ายที่ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่ต้น | BookBar EP.17 17.06.2026 35min
    อาร์เธอร์ โชเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 19 ผู้มืดมน หม่นหมอง และอมทุกข์ เขาไม่ใช่มนุษย์คนแรกที่มองโลกแง่ร้าย แต่น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้มันเป็นระบบและศิลปะ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของเขา มันทำให้เราพบว่าบางทีโลกต้องการคนมองโลกในแง่ร้ายผู้เป็น "เพื่อนร่วมทุกข์" มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้ ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท' YouTube : https://www.youtube.com/watch?v=m0DFi-E4SdI  Spotify : https://pct.fyi/podcast-spotify  Apple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-apple  Podbean : https://pct.fyi/podbeen
  • คุยกับผู้กำกับ นักแสดง 'ทนายปีศาจ' | หมายเหตุประเพทไทย 15.06.2026 23min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงจากซีรีส์ ทนายปีศาจ ซึ่งประกอบด้วย ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับและผู้เขียนบทร่วม จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม รฐา โพธิ์งาม ณัฏฐ์ กิจจริต สองนักแสดงนำ ทนายปีศาจ จัดเป็นซีรีส์ดรามาชั้นศาล (Legal / Courtroom Drama Series) มีฉากเกี่ยวข้องกับการว่าความในศาล การปะทะกันทางความคิดและแผนการอันแยบยล ซีรีส์แนวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เช่นเรื่อง The Lincoln Lawyer (2022 – ปัจจุบัน) จากสหรัฐอเมริกา Extraordinary Attorney Woo (2022) และ Juvenile Justice (2022) จากเกาหลีใต้ ทนายปีศาจ จึงถือเป็นซีรีส์ดราม่าชั้นศาลของไทยเรื่องแรกจาก Netflix ที่ตีความการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึงได้ ซีรีส์ดรามาชั้นศาลมักจะได้รับความนิยมเมื่อผู้คนสิ้นหวังต่อกลไกและกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซีรีส์กระตุ้นให้ผู้ชมทบทวนว่าความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวและผลักให้คิดหลายมุม ในเรื่อง ทนายปีศาจ จิตตรี (รับบทโดย รฐา โพธิ์งาม) เสนอตัวเป็นทนายฝ่ายจำเลยช่วยว่าความให้ เมฆ (รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) โดยมีเงื่อนไขว่าเมฆต้องมาทำงานร่วมกัน เปรียบเหมือนการปะทะของสองชุดความคิด จิตตรีมุ่งมั่นแค่ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการโดยไม่สนใจวิธีการ เมฆยึดมั่นอุดมการณ์ หนทางที่ถูกต้องสำคัญกว่าเป้าหมายปลายทาง จิตตรีและเมฆมาร่วมทีมเพื่อเรียนรู้บางอย่างจากกัน ในขณะเดียวกัน การจับคู่สองตัวละครนี้แสดงให้เห็นการต่อสู้ระหว่าง “หญิงร้าย” กับ “นายสิ้นท่า” ในสังคมปิตาธิปไตย ผู้เสียเปรียบ (Underdog) ยังคงเป็นผู้หญิง คนชายขอบ ชนชั้นแรงงาน และขยายวงกว้างรวมชนชั้นกลางผู้มีต้นทุนทางสังคมด้วย เมฆมีอาชีพเป็นทนายและเป็นลูกผู้พิพากษาด้วย ซีรีส์เรื่อง ทนายปีศาจ เสนอประเด็นที่ทับซ้อนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ชนชั้น และสิทธิมนุษยชน ให้เห็นเครือข่ายของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย นอกจากเนื้อหาร่วมสมัยและเท่าทันเหตุการณ์แล้ว ซีรีส์ ทนายปีศาจ ยังมีวิธีการเล่าเรื่องซึ่งน่าสนใจ การใช้ฉากโคลสอัพแสดงภาษากายของจิตตรีกับเมฆ เช่น ยิ้มมุมปาก จิกมือ ลอบกลืนน้ำลาย เพื่อสื่อสารความขัดแย้งระหว่างความเปราะบางทางอารมณ์ภายในกับความพยายามสร้างเกราะกำบังอันแข็งแกร่งภายนอก ผู้ชมสามารถประยุกต์ความรู้ด้านอาชญาวิทยาเพื่อถอดรหัสภาษากายของตัวละคร ผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ ยังรักษาเอกลักษณ์เรื่องการเสนอความสมจริงของภาพมุมกว้าง สืบเนื่องมาจากพื้นฐานการกำกับสารคดี นักแสดงสมทบ อุปกรณ์ประกอบฉาก บริบทของฉากหลัง ล้วนถูกจัดสรรมาเป็นอย่างดี ได้ทั้งความสมจริงและการสื่อความหมายเชิงสัญญะในคราวเดียวกัน
  • หนังวาบหวิวยุคเผด็จการเกาหลีใต้ | หมายเหตุประเพทไทย 08.06.2026 22min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนพูดคุยตั้งต้นจากซีรีส์ Aema (มาดามแอมา) ของ Netflix ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปยังวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ในทศวรรษ 1970-1980 ภายใต้ระบอบเผด็จการของพัคชองฮีและชอนดูฮวัน ช่วงเวลาที่รัฐควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดพื้นที่ให้ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศและความวาบหวิวเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ Madame Aema (1982) ที่มักถูกเรียกว่า “หนังอีโรติกเรื่องแรกของเกาหลีใต้”  รายการชวนสำรวจประวัติศาสตร์ของ “หนังวาบหวิว” ของเกาหลีใต้ตั้งแต่ยุค “Hostess Films” ในสมัยพัคชองฮี ซึ่งเล่าเรื่องหญิงชนชั้นแรงงานที่ถูกผลักเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการทางเพศ ท่ามกลางความยากจน การกดขี่ และการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเผด็จการ ไปจนถึงยุค “Erotic Films” ในสมัยชอนดูฮวัน ที่รัฐผลักดันนโยบาย 3S (Sports, Screens, Sex) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนออกจากการเมืองหลังเหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู เหตุใดรัฐบาลที่เคร่งครัดเรื่องศีลธรรมจึงยอมให้หนังเกี่ยวกับเรื่องเพศผ่านการเซ็นเซอร์ได้? หนังเหล่านี้เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูก หรือเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ร่างกาย เพศสภาพ และการควบคุมทางการเมือง? และอะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ในหนัง "Hostess Films" กับผู้หญิงชนชั้นกลางในหนังอีโรติกยุค 1980s? ติดตามการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่เผยให้เห็นว่าแม้เผด็จการจะพยายามควบคุมการแสดงออกทางการเมืองเพียงใด แต่เรื่องเพศ ความปรารถนา และอุตสาหกรรมบันเทิง ก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุน เพศสภาพ และเสรีภาพในการแสดงออกของผู้คนในสังคม พร้อมแนะนำบทความ “Film Censorship Policy During Park’s Chung Hee’s Military Regime (1960-1979) and Hostess Films” ของ Molly Hyo Kim (2016) มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (https://iafor.org/journal/iafor-journal-of-cultural-studies/volume-1-issue-2/article-3/) และวิทยานิพนธ์ “Desiring Bodies and Ascetic Regimes: Popular Erotic Film in South Korea from 1973 to 1985” ของ Matthew James Winchell (2012) มหาวิทยาลัยฮาวาย (https://scholarspace.manoa.hawaii.edu/items/10e43c62-bff8-4a1c-b4b6-e7d3cd5c2325)
  • พิพาทดินแดนยิ่งมาก ภูมิภาคยิ่งสงบ? | หมายเหตุประเพทไทย 08.06.2026 23min
    หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “Closing Pandora’s Box: Can Shared Vulnerability Underpin Territorial Stability?” ตีพิมพ์ในวารสาร International Organization (2026) บทความตั้งคำถามสำคัญต่อความขัดแย้งเรื่องดินแดนและพรมแดนระหว่างรัฐ ว่าทำไมหลายประเทศจึงเลือก “ยับยั้ง” ความทะเยอทะยานอยากขยายดินแดนของตนเอง แม้จะมีข้อพิพาทหรือมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนบางแห่งก็ตาม บทความชิ้นนี้สำรวจแนวคิดที่เรียกว่า “Pandora’s box logic” หรือ “ตรรกะกล่องแพนดอรา” ซึ่งมองว่าการเปิดประเด็นแก้ไขพรมแดนหรืออ้างสิทธิ์ดินแดน อาจสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ให้รัฐอื่น ๆ ที่ไม่พอใจกับเส้นเขตแดนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองตามไปด้วย จนกระทบเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค เพราะเมื่อรัฐหนึ่งเริ่มท้าทายสถานะเดิม ก็อาจไม่มีใครสามารถควบคุมผลลัพธ์ที่ตามมาได้อีก แนวคิดเช่นนี้ถูกใช้บ่อยมากในบริบทของแอฟริกาหลังได้รับเอกราช ซึ่งหลายประเทศเลือกยอมรับพรมแดนเดิมที่มหาอำนาจอาณานิคมขีดไว้ แม้เส้นแบ่งเหล่านั้นจะไม่ได้สอดคล้องกับชาติพันธุ์ ภาษา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะเกรงว่าหากเปิดประเด็นแก้พรมแดนขึ้นมา จะนำไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จบทั่วทั้งทวีป รายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้จะพาไปสำรวจว่า “ความเปราะบางร่วมกัน” (shared vulnerability) สามารถกลายเป็นพื้นฐานของเสถียรภาพทางดินแดนได้จริงหรือไม่ เมื่อรัฐต่าง ๆ ต่างตระหนักว่าตนเองก็มีจุดอ่อนและอาจตกเป็นเป้าของการอ้างสิทธิ์เช่นเดียวกัน จึงเลือก “ยับยั้งกันและกัน” เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้ อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป ผู้เขียนเสนอผ่านแบบจำลองทางทฤษฎีว่า แม้ความร่วมมือเพื่อรักษาพรมแดนเดิมจะเกิดขึ้นได้ แต่เงื่อนไขที่ทำให้เกิดเสถียรภาพเช่นนั้นค่อนข้างเปราะบางและจำกัด อีกทั้งระเบียบแบบนี้ก็ไม่เคยเป็น “ทางเลือกเดียว” เพราะรัฐยังสามารถเลือกใช้แนวทางเผชิญหน้าและท้าทายสถานะเดิมได้เสมอ หากเห็นว่าตนมีโอกาสได้เปรียบ นอกจากนี้ยังชวนคิดต่อว่า แนวคิดเรื่อง “กล่องแพนดอรา” ถูกนำมาใช้อธิบายความขัดแย้งเรื่องดินแดนในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างไร ตั้งแต่แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย ไปจนถึงกรณีร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับชาตินิยม พรมแดน และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ พร้อมตั้งคำถามว่า เสถียรภาพที่ตั้งอยู่บนความหวาดกลัวต่อการล่มสลายของระเบียบเดิมนั้น จะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลับมารุนแรงอีกครั้ง  
  • เพศภาวะและอาณานิคมในสมัย ร.4 | หมายเหตุประเพทไทย 27.05.2026 47min
    หมายเหตุประเพทไทย [Live] เย็นวันอาทิตย์นี้ ชวนอ่านบทความวิชาการ “ไหนๆ เกิดมาเป็นชาย ชีวิตยังไม่ทำลาย ไม่ควรจะประมาทดูหมิ่นกัน”: เพศภาวะและอาณานิคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานของ วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล และกรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 (มกราคม–มิถุนายน 2568) (อ่านบทความ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/277180/188594) บทความชิ้นนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปสำรวจการเปลี่ยนแปลงเรื่อง “เพศภาวะ” ของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของจักรวรรดินิยมตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการปฏิรูปบ้านเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังสั่นคลอนวิธีคิดเรื่อง “ความเป็นหญิง” และ “ความเป็นชาย” ของชนชั้นปกครองสยามด้วย เมื่อสยามต้องเผชิญหน้ากับสายตาและมาตรฐานแบบตะวันตก ชนชั้นนำสยามปรับตัวเรื่องเพศภาวะอย่างไร ความเป็นชายของราชสำนักถูกท้าทายจากทั้งวาทกรรมสตรีนิยมและอุดมคติความเป็นชายแบบจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างไรบ้าง รวมถึงการพยายาม “ปรับแต่ง” ความสัมพันธ์หญิง-ชายให้สอดคล้องกับมาตรฐานศิวิไลซ์แบบตะวันตก โดยยังผสมอยู่กับคุณค่าจารีตเดิมของสังคมสยาม โดยเกิดดีเบตตั้งแต่ประเด็นการมีภรรยาหลายคนในราชสำนัก สามีขายภรรยาและลูกเป็นทาส ไปจนถึงเสรีภาพในการเลือกคู่ครองของสตรี ล้วนกลายเป็นพื้นที่ถกเถียงสำคัญในยุคที่สยามกำลังต่อรองกับโลกสมัยใหม่และอำนาจอาณานิคม บทความนี้ยังชี้ให้เห็นว่า อำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตกไม่ได้จำกัดอยู่แค่กำลังทหารหรือการครอบงำทางเศรษฐกิจ แต่ยังแทรกซึมผ่าน “ความรู้” และ “มโนทัศน์” ที่เข้ามากำหนดว่าอะไรคือความศิวิไลซ์ อะไรคือความล้าหลัง และอะไรคือความสัมพันธ์หญิง-ชายที่ “เหมาะสม” ในสายตาโลกสมัยใหม่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้
  • Hannah Arendt และกำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ | หมายเหตุประเพทไทย 21.05.2026 25min
    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านหนังสือสำคัญของฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) เรื่อง The Origins of Totalitarianism หรือ กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ผลงานคลาสสิกชิ้นสำคัญทางทฤษฎีการเมืองที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1951 และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ท่ามกลางความสับสนของผู้คนต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมอเมริกัน อาเรนต์เป็นนักคิดการเมืองชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้เผชิญภัยคุกคามจากลัทธินาซีและต้องลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเขียนผลงานสำคัญจำนวนมาก เช่น The Human Condition, Eichmann in Jerusalem, On Revolution และ On Violence โดยเฉพาะ The Origins of Totalitarianism ที่พยายามทำความเข้าใจลัทธินาซีและลัทธิสตาลินในฐานะปรากฏการณ์การเมืองรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 20 หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ลัทธิต่อต้านชาวยิว ลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดย Arendt ไม่ได้เสนอประวัติศาสตร์แบบเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามสำรวจ “องค์ประกอบ” ทางความคิด สังคม และการปฏิบัติ ที่ค่อย ๆ บรรจบกันจนทำให้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประวัติศาสตร์ สำหรับอาเรนต์ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ใช่เผด็จการทั่วไป แต่เป็นรูปแบบการปกครองใหม่ที่มุ่งควบคุมมนุษย์ทั้งภายนอกและภายใน ทำลายความเป็นปัจเจก ความหลากหลาย และความสามารถของมนุษย์ในการริเริ่มสิ่งใหม่ พร้อมเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอุดมการณ์ที่อ้างความจริงสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “กฎของธรรมชาติ” ในลัทธินาซี หรือ “กฎของประวัติศาสตร์” ในลัทธิสตาลิน อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “ความหวาดกลัว” และ “อุดมการณ์” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ความหวาดกลัวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมผู้คน แต่ทำหน้าที่ทำให้อุดมการณ์กลายเป็นความจริง ขณะที่อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จเสนอคำอธิบายโลกทั้งหมดจากสมมติฐานเดียว จนทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพในการคิด และยอมผูกตัวเองไว้กับตรรกะของขบวนการ และอีกเงื่อนไขสำคัญก็คือ loneliness หรือความโดดเดี่ยว ที่ทำให้มวลชนจำนวนมากเปิดรับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เมื่อผู้คนรู้สึกไร้บ้าน ไร้ราก ไร้ความหมาย และไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จจึงเข้ามามอบคำอธิบาย อัตลักษณ์ และเป้าหมายใหม่ให้ชีวิต โดยอาเรนต์ย้ำเตือนว่า ตราบใดที่โลกยังผลิตความโดดเดี่ยวและความไร้ความหมาย ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ยังสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ

Popular em

Este podcast também aparece nas paradas de podcasts destes países.