หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

dhamma.com
Država Thailand
Zvrsti Education, Religion & Spirituality, Buddhism
Jezik TH
Epizode 3154
Zadnja 25.05.2026

ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.

Epizode

  • วัตถุประสงค์ของการฝึกสมาธิ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 พ.ค. 2569 01.06.2026 1h 3min
    "การที่เราฝึกสมาธิเพื่อให้เรามีจิตที่เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นวัตถุประสงค์หลัก เพราะฉะนั้นบทเรียนในการฝึกสมาธิ ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสงบสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสมาธิสิกขา แต่เรียนเรื่องจิตตสิกขา ฉะนั้นถ้าเรามีสติ อาศัยสติรู้เท่าทันจิตของเราไป แล้วสมาธิอัตโนมัติจะเกิดเอง เมื่อไรสติอัตโนมัติเกิด เมื่อนั้นสมาธิอัตโนมัติจะเกิด พอจิตเรามีสมาธิ ตื่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำบ่อยๆ ฝึกกรรมฐานเดิมนั่นล่ะ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้เรื่อยๆ หลงมี 2 แบบ หลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน กับหลงเข้าไปเพ่ง ไปแนบอารมณ์กรรมฐาน รู้ทันอย่างนี้ แล้วจิตมันจะตื่น พอรู้บ่อยๆ จิตที่ตื่นนี้จะค่อยๆ มีกำลังมากขึ้นๆ จิตผู้รู้นี้ จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ถัดจากนั้นเราจะถึงบทเรียนที่สาม ชื่ออธิปัญญาสิกขา อธิปัญญาสิกขานี้คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 16 พฤษภาคม 2569
  • ศาสนาพุทธไม่ได้มองโลกแง่ร้าย : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 พ.ค. 2569 25.05.2026 1h 5min
    "มีคนบางประเทศๆ ได้ยินว่าศาสนาพุทธสอนให้รู้ทุกข์ ตราหน้าศาสนาพุทธเลยว่าเป็นศาสนาที่มองโลกแง่ร้าย เขาบอกฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วหดหู่ พูดอยู่ได้แต่เรื่องทุกข์ มองโลกแง่ร้าย ถามว่ามองโลกแง่ร้ายจริงไหม ไม่จริง ถ้าพระพุทธเจ้าบอกว่าทุกคนมีความทุกข์ ไม่มีทางออกจากทุกข์ นี่มองโลกแง่ร้าย แต่ท่านบอกเลยมีความทุกข์เพราะมีเหตุอย่างนี้ เราสามารถละเหตุตรงนี้ได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ท่านบอกทางออกไว้ให้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องการมองโลกแง่ร้าย แต่มองโลกตามความเป็นจริง เราฝึกๆ ไป ค่อยๆ พัฒนาตัวเองไป มีทาน มีศีล เราก็ได้รับความสุข มีสติปัญญารู้ไป ความสุขก็เป็นของไม่ยั่งยืน สิ่งที่จะยั่งยืนก็คือธรรมะ พยายามมาเจริญสติเจริญปัญญาเรียนรู้ความจริง ของรูป นาม กาย ใจไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่ง จิตมันปล่อยวางกายได้ มันจะไม่ทุกข์เพราะกาย อะไรเกิดขึ้นในกาย จิตไม่ทุกข์ จิตปล่อยวางจิตได้ จิตจะไปกระทบอารมณ์อะไร จิตก็ไม่ทุกข์ ฉะนั้นเราฝึก สุดท้ายจิตมันจะเข้าถึงการปล่อยวาง แล้วก็เข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง นี่คือเส้นทาง ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องมองโลกแง่ร้าย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 พฤษภาคม 2569
  • กรรมแก้ไม่ได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 พ.ค. 2569 24.05.2026 59min
    "เราเป็นชาวพุทธ เราได้ศึกษามาแล้ว กรรมมันแก้ไม่ได้ ถ้าทำกรรมไว้แล้ว ก็ต้องรับผล อย่างเราซุ่มซ่ามเดินหัวไปชนเหลี่ยมเสา หัวแตก จะมาทำพิธีแก้กรรมให้ไม่ชนเสา ก็มันชนไปแล้ว จะไปแก้อะไร มันเป็นอดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว มันแก้ไม่ได้ หลวงพ่อได้ยินเรื่องแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาแล้ว รู้ว่าไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม ใครมาชวนไปแก้กรรม ไม่แก้ ทางที่จะดีสำหรับเรา ที่เวลาอกุศลให้ผล คือทำความดีให้มากขึ้น ทำความดีให้เยอะขึ้น ไม่ใช่หาทางแก้กรรม การที่เราทำกรรมดีให้มากขึ้น มันก็จะเจือจางผลของกรรมเก่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ เหมือนเรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง เราเอาเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในแก้ว เราชิมน้ำ โอ๊ย น้ำนั้นเค็มมาก ถ้าเราเติมน้ำลงไป เปลี่ยนไปใส่เกลือกำมือหนึ่ง ลงไปในถังน้ำใหญ่ๆ เกลือก็จำนวนเท่าเดิม ไม่ได้ลดจำนวนลง แต่เรากินน้ำนั้นได้ อันนี้ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การแก้กรรม เกลือคือกรรมเก่าไม่ได้ลดลง แต่เราทำกรรมใหม่ที่ดีขึ้น เหมือนเราเติมน้ำลงไปเยอะๆ มันก็เจือจางรสของเกลือลงไปก็สามารถกินได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 พฤษภาคม 2569
  • การเจริญปัญญา 3 ลักษณะ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 พ.ค. 2569 21.05.2026 1h 2min
    "การเจริญปัญญาเราทำได้ 3 ลักษณะ อันหนึ่ง ทำสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิ เข้าฌาน แล้วถอยออกจากฌานมาแล้ว มาเดินปัญญา อันที่สอง ใช้สมาธิกับปัญญาควบกัน เราเข้าฌานแล้วไปเจริญปัญญาในฌาน อันที่สาม เราเจริญปัญญาไปด้วยจิตที่มีสมาธิพื้นฐานนี่ล่ะ เจริญปัญญาไปเรื่อยๆ เรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจไป ถึงจุดหนึ่งจิตจะเข้าฌาน อันนี้เป็นปัญญานำสมาธิ ในขณะที่อริยมรรคเกิดไม่ได้เกิดลอยๆ อริยมรรคจะเกิดในฌาน จะต้องมีฌานประกอบ ฉะนั้นคนไหนทำสมาธิระดับฌานได้ก็ทำไป ถ้าชำนิชำนาญในสมาธิอย่างมาก แล้วชำนาญในการดูจิตก็สามารถทำสมาธิกับปัญญาควบกัน แต่คนทั่วไปแบบพวกเรานี้ไม่มีฌาน เราอาศัยสมาธิพื้นฐานที่จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่นนี่ล่ะไปเจริญปัญญา เมื่อสติ สมาธิ ปัญญาแก่กล้าพอแล้ว จิตจะเข้าฌานด้วยตัวเอง เราไม่ต้องเข้าฌาน จิตมันเข้าเอง แล้วอริยมรรคก็จะไปเกิดขึ้น มันมี 3 แนวทางในการปฏิบัติ แต่รุ่นนี้มันก็เหลือแต่ทางสุดท้าย คนรุ่นนี้เป็นยุคสมาธิสั้น อาศัยขณิกสมาธิที่จิตตื่นขึ้นเป็นขณะๆ เดินปัญญาไป หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 พฤษภาคม 2569
  • วิธีฝึกจิตให้สงบและตั้งมั่น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 พ.ค. 2569 20.05.2026 1h
    "หลักของการปฏิบัติ จนเราได้จิตที่ตั้งมั่นอย่างแท้จริงขึ้นมาแล้ว เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง วิธีฝึกจิตให้สงบแล้วก็ตั้งมั่น จิตที่สงบจะมีกำลัง จิตที่ตั้งมั่นจะพร้อมสำหรับการเจริญปัญญา เมื่อจิตตั้งมั่นแต่ไม่สงบเลย ไม่มีแรง มันตั้งได้แวบเดียวก็ล้มไปแล้ว เหมือนเราตั้งไข่ เอาไข่มาตั้ง ตั้งปุ๊บก็ล้ม ฉะนั้นกรรมฐานที่ฝึกจิตทั้ง 2 อย่าง คือฝึกจิตให้สงบ มันจะเกิดกำลัง กับฝึกจิตให้ตั้งมั่น จะพร้อมที่เดินปัญญา 2 อย่างนี้จำเป็นทั้งคู่" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 พฤษภาคม 2569
  • ต้องซ้อมในรูปแบบถึงสู้กิเลสไหว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 พ.ค. 2569 19.05.2026 49min
    "การที่เราทำในรูปแบบ เหมือนเราเข้าค่ายชกมวยเข้าค่ายซ้อม อยู่ๆ ไม่เคยซ้อมมวย ไม่เคยเรียนมวย ไม่เคยเรียนกังฟู ไปชกกับเขาก็ตายเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่เคยฝึกกรรมฐานในรูปแบบ ออกไปอยู่กับในชีวิตจริง กิเลสก็ซัดเราตายเลย เพราะฉะนั้นเวลาการทำในรูปแบบเหมือนเราเข้าค่ายซ้อม เข้าค่ายซ้อมกังฟู พอเราซ้อมเก่ง เรามาอยู่ ชกที่ไหนก็ได้ ต่อยที่ไหนก็ได้ ไม่เลือกที่แล้ว เรียกว่าเราทำในรูปแบบจนเราชำนิชำนาญจิตเราตั้งมั่นแล้ว พอจิตเราตั้งมั่น เราพร้อมที่จะลงสนามรบจริงแล้ว คือมาอยู่ในชีวิตจริงนี้ เวลาเราอยู่ในชีวิตจริงกับอยู่ในการทำกรรมฐานในรูปแบบนี้จะต่างกัน เวลาทำในรูปแบบ เราจะมีอายตนะเล็กน้อยเท่านั้น มีกายกับใจ ส่วนใหญ่มีแค่ร่างกายกับใจ ร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดู ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน ใจเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง ใจเป็นคนดู มีแค่ร่างกายกับใจส่วนใหญ่ พอในชีวิตจริงมี 6 ช่อง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้า 2 ช่องยังสู้ไม่ไหวเลย 6 ช่องจะไปสู้ได้อย่างไร ศัตรูแค่ 2 ทิศทางเอง สู้ไม่ได้ ไปเจอรอบตัว 6 ทางสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการทำในรูปแบบถึงสำคัญ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ Eco Hotel by Thammasat 1 พฤษภาคม 2569
  • ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 เม.ย. 2569 18.05.2026 1h 2min
    "ใจเรามีความทุกข์ เพราะใจเราไปแบก ไปหาม ไปยึด ไปถือ มีภาระขึ้นมา มันก็หนัก กลุ้มอกกลุ้มใจ หนักอกหนักใจ ทำอย่างไรมันจะไม่แบก มันจะไม่เข้าไปแบก ไม่หาม ไม่เข้าไปหาม ถ้ามันมีปัญญาเห็นความจริง พระพุทธเจ้าท่านสอน ถ้าเราเข้าไปยึดถือเราก็จะมีความทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่ทุกข์ ทำอย่างไรจะไม่ยึดถือ ก็ต้องเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่ายึดถือ ไม่น่ายึดถือ เพราะมันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ไม่น่ายึดถือ เพราะเราบังคับอะไรมันไม่ได้จริง ทำอย่างไรเราจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่น่ายึดถือ เราก็ต้องเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง คือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ต้องเห็นความจริงของมัน ถึงจะรู้ว่ามันไม่น่ายึดถือ พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีให้เราแล้ว ให้เราเจริญสติ ทำสติรู้กาย ทำสติรู้ใจเนืองๆ สติคอยรู้กาย สติรู้ใจ เรียกว่าสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นเราต้องทำสติปัฏฐาน คือการเรียนรู้ แล้วเราจะได้เรียนรู้กายใจของตัวเอง ถ้าเรียนรู้ได้ใจก็จะปล่อยวาง ไม่ยึดถือ เมื่อใจปล่อยวางได้ ไม่ยึดถือได้ ใจก็จะไม่ทุกข์ ใจทุกข์เพราะใจยึด ใจยึดเพราะใจมันวางไม่ได้ มันก็จะไปหยิบฉวยเอาไว้ มันวางไม่ได้ เพราะมันไม่มีปัญญาเห็นความจริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 เมษายน 2569
  • การศึกษาธรรมะมีบทเรียน 3 บท : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 เม.ย. 2569 17.05.2026 1h 5min
    "อยากพ้นโลกอยากเหนือโลกเข้าถึงโลกุตตรธรรม เราต้องศึกษาธรรมะ การศึกษาธรรมะมีบทเรียน 3 บท เรื่องของอธิศีลสิกขา เรียนเรื่องศีล เรียนเรื่องจิต เรียนเรื่องการเจริญปัญญา บางทีพูดง่ายๆ บอกศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้คือสิ่งที่ต้องมี แต่อย่างเราจะมีศีล เราก็ต้องมีบทเรียนรู้วิธีรักษาศีล เรียนที่จะรักษาศีลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป บทเรียนที่สอง ชื่ออธิจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิต แล้วสิ่งที่เราได้จากการเรียนเรื่องจิต อันแรกเลยเราได้ความสุขได้ความสงบ อันที่สอง เราได้ความตั้งมั่นของจิต ถ้าจิตเราไม่ตั้งมั่น จิตเราไหลไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา หลงอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันจะไปเจริญปัญญาได้อย่างไร การเจริญปัญญาคือการเรียนรู้ความจริงของชีวิต สิ่งที่เป็นชีวิตของเราก็มีร่างกายกับจิตใจของเรา ฉะนั้นการเจริญปัญญาก็คือการเรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจ มีวิธีการที่เราจะต้องปฏิบัติคือการทำวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาไม่ใช่การคิด มันมาจากคำว่า "วิ" กับคำว่า "ปัสสนะ" ปัสสนะแปลว่าการเห็น วิแปลว่าแจ้ง เห็นแจ้ง เห็นแจ้งคือ เห็นความจริงอย่างถ่องแท้ของรูปนามกายใจ เรียกว่าเรียนรู้ตัวเองจนสำเร็จแล้ว ถ้าเรียนรู้ตัวเองจนสำเร็จ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองได้ พอไม่ยึดกายไม่ยึดจิต ต่อไปอะไรเกิดขึ้น ในกายเราก็ไม่ทุกข์ อะไรเกิดในจิตใจเราก็ไม่ทุกข์ นี่คือบทเรียนที่เราจะต้องเรียนทั้ง 3 บท" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 19 เมษายน 2569
  • เจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 เม.ย. 2569 12.05.2026 47min
    "ถ้าไม่ได้เจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง ไม่รู้สึกตัวหรอก ในโลกมีแต่คนหลง เราเคยชินที่จะหลง จะให้เรามารู้สึก ทำยาก ก็ต้องฝึก ทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่ง ที่เนื่องด้วยกายด้วยใจของเรา ฉะนั้นมีสติ พูดถึงสติเข้าใจยากอีกแล้ว ใครๆ ก็ว่าตัวเองมีสติ มันไม่ใช่หรอก สติทั่วไปกับสัมมาสติไม่เหมือนกัน ความรู้สึกตัวเป็นสภาวะที่จิตตั้งมั่น โดยไม่ได้เจตนา จิตตั้งมั่น มีสติที่เป็นสัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติที่ระลึกรู้รูปนามกายใจ ถ้าไปรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอันอื่นๆ ก็ยังไม่จัดว่าเป็นสัมมาสติ พระพุทธเจ้าอธิบายสัมมาสติด้วยสติปัฏฐาน 4 เลือกเอา ถนัดอันไหนเอาอันนั้น ที่ง่ายที่สุดคือรู้กาย กายเป็นของหยาบ กายไม่เคยหายไปไหน ไม่เคยหนีไปไหน กายอยู่กับเราทั้งวัน ไม่เหมือนจิต จิตหนีเก่ง ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ไปได้รวดเร็ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 18 เมษายน 2569
  • วัตถุประสงค์ของสมถะและวิปัสสนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 เม.ย. 2569 11.05.2026 31min
    "วัตถุประสงค์ของสมถกรรมฐาน มุ่งไปที่ความสุข ความสงบ ต่อไปก็ตั้งมั่น แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนา ส่วนวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เรารู้ถูกเข้าใจถูกเกี่ยวกับชีวิตเราเอง ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ถ้าเข้าใจรูปธรรมนามธรรม ที่ประกอบเป็นกายใจเรา เราก็เข้าใจโลกข้างนอกด้วย โลกข้างนอกก็เป็นรูปธรรมนามธรรม ฉะนั้นเรียนรู้เข้าใจตัวเองได้ เข้าใจชีวิตได้ ก็เข้าใจโลกด้วย เราจะเกิดความปล่อยวาง ความไม่ยึดถือ เมื่อเราไม่ยึดถือ ใจเราก็ไม่มีภาระ ไม่ต้องแบกภาระ ไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ ทั้งสิ้น จิตใจจะมีความสุขอย่างแท้จริง การที่เราทำวิปัสสนา จนเห็นความจริงของรูปนามกายใจ เห็นความจริงของชีวิตเรา ปล่อยวางได้ มันมีความสุขที่อมตะ ถาวร ใจมันเข้าถึงความสุขที่มันไม่หวั่นไหวอะไรอีกแล้ว ความสุขของสมถะเป็นของชั่วคราว ทำแล้วก็ต้องทำอีก มันสุขชั่วคราว เดี๋ยวมันก็วุ่นวายขึ้นมาอีก ก็ต้องฝึกอีก แต่การเจริญปัญญานั้น เมื่อปัญญาเราเกิดแล้ว มันก็ล้างกิเลสไป แล้วไม่ต้องล้างอีกแล้ว ไม่มีกิเลสจะให้ล้างอีกแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 เมษายน 2569
  • เห็นทุกข์จนไม่อยากไปเกิดแล้ว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 เม.ย. 2569 10.05.2026 1h 3min
    "ค่อยๆ ภาวนา เริ่มต้นก็เตาะแตะๆ ล้มลุกคลุกคลานเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครไม่ล้มลุกคลุกคลานหรอก ลำบากไปก่อน ฝึกมากๆ ไป ต่อไปจิตมันก็พัฒนาสูงขึ้นๆ ไป ความทุกข์จะลดลง น้อยลงๆ แล้วมันไปเห็นทุกข์สาหัสอีกทีหนึ่ง ตรงที่มันเห็นจิตเป็นทุกข์ ทุกข์สาหัส ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยเล่าว่า ท่านเห็นกายนี้คือตัวทุกข์ มันทุกข์ขนาดว่าเหมือนภูเขาทั้งลูกลงมาทับ บดขยี้ลงมา มันทุกข์ขนาดนั้นท่านถึงวางได้ บางท่านท่านเห็นจิตคือตัวทุกข์ ทุกข์เหมือนถูกภูเขาลงมาบดขยี้แล้วเลยวางได้ เห็นทุกข์ถึงจะปล่อยวาง ไม่เห็นทุกข์ไม่ปล่อยวาง ไม่เห็นทุกข์เห็นโทษหรอก ภาวนาสู้ตาย สู้จนเห็นทุกข์ เห็นทุกข์แล้วไม่ต้องเรียกร้องหามรรคผลนิพพาน มันเป็นเอง รู้ทุกข์เมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น สมุทัยก็คือตัวตัณหา ตัวอยาก อยากไปเกิด ไม่อยากไปเกิดแล้ว ไม่มีตัณหา เพราะรู้ทุกข์ ไปเกิดที่ไหนก็ทุกข์ทุกที เห็นอย่างนี้มันก็ไม่ยอมไปเกิดแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็จะละสมุทัย ละความอยากได้ สิ้นความอยากเมื่อไรนั่นล่ะ คือนิโรธ นิโรธหรือนิพพาน คือสภาวะที่สิ้นตัณหา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 เมษายน 2569
  • นิโรธคือความดับทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 เม.ย. 2569 22.04.2026 56min
    "นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 เมษายน 2569
  • ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 เม.ย. 2569 22.04.2026 59min
    "ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ ไม่เสียชาติเกิด เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 เมษายน 2569
  • กรรมฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 เม.ย. 2569 13.04.2026 1h
    "การภาวนาไม่เห็นมันจะยากอะไรเลย ทำอย่างนี้ก็ได้ ทำอย่างนี้ก็ได้ ที่ทำไม่ได้ มันทำไม่ถูกเรื่อง อย่างทำสมถะอย่างนี้ ไม่รู้จักเลือกอารมณ์ที่เหมาะกับตัวเอง เห็นเพื่อนเขาทำอย่างนี้ เราก็จะทำตามเขา เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ที่นี่หลวงพ่อเลยไม่เคยจัดคอร์ส เพราะหลวงพ่อสอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จัดคอร์สมันก็ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน ตอนนี้นั่งสมาธิ ตอนนี้เดินจงกรม ตอนนี้ทำอย่างนั้น ตอนนี้ทำอย่างนี้ ทุกคนทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้ผลจริง เพราะจริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน ทำอย่างนี้บางคนดี ทำอย่างนี้บางคนไม่ดี ทำแล้วไม่ดี หลวงพ่อก็เลยไม่ได้สอนให้มีคอร์ส ครูบาอาจารย์รุ่นก่อน ที่หลวงพ่อศึกษาเล่าเรียนด้วย ท่านก็ไม่ได้จัดคอร์ส เพราะท่านก็เข้าใจอยู่ จริตนิสัยคนมันแตกต่างกัน ไปเอามาทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้ผล ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง กรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา สังเกตตัวเองไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 เมษายน 2569
  • รากของตัณหาคือความไม่รู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 มี.ค. 2569 12.04.2026 54min
    "การที่จิตเราเที่ยวแสวงหาภพไปเรื่อยๆ แล้วก็ก่อภพ ก่อชาติ ก่อทุกข์ไปเรื่อยๆ เพราะความอยากมันผลักดัน ตัณหาคือความอยากเป็นตัวสร้างภพ สร้างชาติ สร้างทุกข์ วิธีที่เราจะจัดการกับตัณหาไม่ใช่ไปห้ามมัน รากของตัณหาคือความไม่รู้ความจริง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 หรือตัวอวิชชา เพราะฉะนั้นรากของตัณหารากของความอยากก็คือตัวอวิชชา เราไม่รู้ความจริง ฉะนั้นอยากทำลายความอยากถาวรก็ต้องเรียนรู้ความจริง จนจิตเกิดวิชชาขึ้น รู้แจ้งอริยสัจรู้ความจริง ถ้าจิตรู้แจ้งอริยสัจแล้ว ตัณหาจะไม่เกิดอีก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 มีนาคม 2569
  • นิพพานมีจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 มี.ค. 2569 07.04.2026 1h
    "พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 มีนาคม 2569
  • ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มี.ค. 2569 06.04.2026 1h
    "พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า "ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา" ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันนั้นมาให้จิตรู้ เป็นเครื่องให้จิตรู้ แล้วรู้อย่างไร รู้ไปสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก รู้อย่างเดียว รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคิด หลวงพ่อพุธท่านบอก "สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" ฉะนั้นอย่างเราจะทำสมถะ แล้วเราจงใจจะให้สงบ รับรองว่าไม่สงบ ตรงที่จงใจทำอันนั้น จงใจทำอันนี้ จิตมันมีโลภะ มันไม่เกิดสติจริง แล้วพอมันมีโลภะ มันก็จะเกิดการแสวงหา เกิดความดิ้นรนของจิต ที่จะให้จิตสงบ ก็เมื่อตั้งหน้าตั้งตาดิ้นรนแล้ว มันจะสงบได้อย่างไร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 มีนาคม 2569
  • หมดอยากก็หมดทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มี.ค. 2569 05.04.2026 56min
    "ต้นตอรากเหง้าของความอยากที่แท้จริง คือการไม่รู้ความจริงของชีวิต เพราะเราไม่รู้ความจริงของชีวิต เราไม่ยอมรับความจริงของชีวิต เราก็เกิดความอยาก ทันทีที่เกิดความอยาก จิตใจก็ไม่สงบแล้ว จิตใจก็ดิ้นรนวุ่นวาย ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา ฉะนั้นการที่เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ตัวนี้เรียกว่าอวิชชา เป็นรากเหง้าทำให้เกิดตัณหา เกิดความอยาก ความอยากก็ทำให้เกิดความดิ้นรนของจิตใจ ความดิ้นรนของจิตใจเกิดขึ้น จิตใจก็มีความทุกข์ ถ้าเราภาวนาเยอะๆ เวลาที่เรามีความสุข หรือเราสนุกสนานอะไรขึ้นมา ถ้าเราสังเกตใจของเราให้ดี เราจะเห็นว่าใจเรากระเพื่อมหวั่นไหว เวลาที่มีความสุข ใจยังมีภาระเกิดขึ้นเลย ใจไม่ได้มีความสุขจริง ใจทำงานทั้งวันทำงานทั้งคืน เหน็ดเหนื่อยที่สุดเลย ร่างกายเราทำงาน 8 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง เราก็ได้พักแล้ว แต่จิตใจทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดเลย นอนหลับไปยังฝันเลย ฉะนั้นจิตใจมันทุกข์สาหัส" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ​ มูลนิธิเพื่อการเผยแผ่ธรรมภาคภาษาจีน 20 มีนาคม 2569
  • จิตผู้รู้คือตัวทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 มี.ค. 2569 29.03.2026 1h 3min
    "วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือ จิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่ง จิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์ ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 15 มีนาคม 2569
  • จุดตั้งต้นคือความรู้สึกตัว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มี.ค. 2569 28.03.2026 1h 4min
    "เรื่องความรู้สึกตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารู้สึกตัวไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้จริง แน่มาจากไหนก็ทำไม่ได้หรอก เก่งที่สุดคือได้แค่เพ่งเอาไว้ เป็นสมถะ จะเดินปัญญามันทำไม่เป็น ทำไม่ได้ คนทั่วไปเขาชอบคิดว่าตัวเองรู้สึกตัว ในความเป็นจริงแล้ว คนที่รู้สึกตัวได้ มีน้อยเต็มที นับตัวได้เลย ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะเราเกิดมากับความหลง มีชีวิตอยู่กับความหลง แล้วก็ตายไปพร้อมกับความหลง หลงคือสภาวะที่มันลืมตัวเอง มันลืมกายลืมใจตัวเอง ลองวัดใจตัวเองดู แต่ละวันๆ เราไปดูคนอื่นกับดูตัวเอง อันไหนมากกว่ากัน เราไปฟังคนอื่นพูด กับการฟังเสียงในหัวใจตัวเอง อันไหนมันจะมากกว่ากัน สิ่งที่พวกเราคุ้นเคย จิตมันอยู่ข้างนอกหมด สนใจคนอื่น สนใจสิ่งอื่น รักตัวเองที่สุด แต่ลืมตัวเองบ่อยที่สุด พระพุทธเจ้าว่า "ความรู้สึกตัวเป็นจุดตั้งต้น ของการปฏิบัติเพื่อละกิเลส" ถ้าทุกคนรู้สึกตัวได้อยู่แล้ว ทุกคนก็ไม่มีกิเลสไปแล้ว ทุกวันนี้ยังล้มลุกคลุกคลาน แพ้กิเลสอยู่ เพราะมันไม่ได้รู้สึกตัวจริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 มีนาคม 2569

Priljubljen v

Ta podkast je tudi v lestvicah podkastov teh držav.