Prachatai Podcast
prachataipodcast
0
ประชาไท พอดแคสต์เป็นรายการที่นำเสนอเนื้อหาจากสำนักข่าวประชาไท ครอบคลุมประเด็นข่าวสารและการวิเคราะห์เชิงลึก โดยมีรายการย่อยเช่น 'ใต้โต๊ะนักข่าว' ที่พูดคุยกับนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญ
Епизоде
-
แม่และความเป็นอื่น: นวนิยายเควียร์ว่าด้วยตัวตนที่ไม่สมบูรณ์แบบใน ‘อันกามการุณย์’ | BookBar EP.18 02.07.2026 43минลลนาชัดเจนกับตัวเองว่าเป็นใคร และเป็นเพศอะไร โดยไม่จำเป็นต้องสู้รบตบมือกับใคร ส่วนการจะพาตัวเองไปสู่จุดที่เป็นตัวตนอย่างแท้จริงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะสังคมและผู้คนรอบตัวมักเข้ามากำหนดกรอบชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อเธอต้องรับบทเป็นทั้งเมีย แม่ และผู้ชาย ความแตกต่างจากเส้นที่สังคมขีดไว้จึงก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในชีวิต #BookBar ชวนพูดคุยกับลาดิด (LADYS) นักเขียนและผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ลาดิดและมูนสเคป ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวที่นำมาสู่ชีวิตของลลนา พร้อมชวนมองสังคมไทยที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศยังคงถูกทำความเข้าใจอย่างผิวเผิน ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'YouTube : https://www.youtube.com/watch?v=5cRuMG26QvYSpotify : https://pct.fyi/podcast-spotifyApple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-applePodbean : https://pct.fyi/podbeen
-
PattyQueer Diplomacy การทูตเทย สิทธิ เพศวิถี | หมายเหตุประเพทไทย 29.06.2026 25минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชานันท์ ยอดหงษ์ และทศพล นพสุวรรณชัย ชวนพูดคุยเรื่อง “Queer Diplomacy” หรือความสัมพันธ์ระหว่างการทูตกับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผ่านหนังสือ Queer Diplomacy: Homophobia, International Relations and LGBT Human Rights ของ Douglas Victor Janoff (2022) อดีตนักกิจกรรมและนักการทูตแคนาดา ผู้เคยมีประสบการณ์ทั้งในฐานะผู้ประท้วงเรียกร้องสิทธิ LGBT อยู่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ และในเวลาต่อมากลับเข้าไปทำงานอยู่ภายในองค์การระหว่างประเทศแห่งเดียวกันในฐานะนักการทูต รายการชวนย้อนสำรวจประวัติศาสตร์การกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศในแวดวงการทูตและความมั่นคง ตั้งแต่การทำให้การรักเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรมและความเจ็บป่วยในยุโรป การรวมตัวของขบวนการเคลื่อนไหวในปลายศตวรรษที่ 19 การปราบปรามภายใต้ระบอบนาซีเยอรมนี ไปจนถึงยุคสงครามเย็นที่เกิดปรากฏการณ์ Lavender Scare ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าภัยต่อความมั่นคงของชาติ จนกระทั่งเหตุการณ์ Stonewall Riots ในปี 1969 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ในโลกตะวันตก จากการต่อสู้ในระดับภายในประเทศ ประเด็นสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศค่อย ๆ ขยายเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ ผ่านบทบาทของนักการทูต ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือสุนทรพจน์ของฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในปี 2011 ที่ประกาศว่า “Gay rights are human rights” ซึ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกผนวกรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและกลไกสิทธิมนุษยชนระดับโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลักดันวาระเรื่องสิทธิ LGBTQ+ ในระดับสากลไม่ได้ดำเนินไปโดยปราศจากแรงต้าน หลายประเทศมองว่าการส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านองค์การระหว่างประเทศและการสนับสนุนจากชาติตะวันตก เป็นรูปแบบหนึ่งของการครอบงำทางวัฒนธรรมและการแทรกแซงอธิปไตยของรัฐ ขณะที่อีกหลายกรณี การต่อต้าน LGBTQ+ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง ปลุกกระแสชาตินิยม หรือเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ ร่วมทำความเข้าใจว่าประเด็นเรื่องเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือประเด็นทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองระหว่างประเทศ การทูต สิทธิมนุษยชน และการต่อสู้ทางความคิดในระดับโลก ในช่วงเวลาแห่ง Pride Month ที่แม้สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในหลายพื้นที่ แต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ยังคงดำเนินต่อไป
-
ประวัติศาสตร์ หมุดหมาย กระจายอำนาจ | หมายเหตุประเพทไทย 23.06.2026 21минก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชวนสำรวจประวัติศาสตร์การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นไทย ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผ่านยุคเผด็จการทหาร ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน การปฏิรูปท้องถิ่นหลังพฤษภา 2535 จนถึงยุคที่การกระจายอำนาจชะงักงัน ทำไมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จึงเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน? เหตุใดกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาจึงมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ? และถึงแม้จะมีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น แต่ทำไมท้องถิ่นจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และการตัดสินใจจากส่วนกลาง ร่วมทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรัฐส่วนกลาง ข้าราชการส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านงานศึกษาของ กิรพัฒน์ เขียนทองกุล หัวข้อ “สถานภาพการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่นในสถาบันอุดมศึกษาไทย” (2559) วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมองอนาคตของการกระจายอำนาจไทย ในห้วงที่คำถามเรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ” “ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค” และการปฏิรูประบบปกครองท้องถิ่น ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญของสังคมไทย
-
'ศิลปะแห่งการมองโลกแง่ร้าย' วิธีอยู่ในโลกร้ายที่ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่ต้น | BookBar EP.17 17.06.2026 35минอาร์เธอร์ โชเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 19 ผู้มืดมน หม่นหมอง และอมทุกข์ เขาไม่ใช่มนุษย์คนแรกที่มองโลกแง่ร้าย แต่น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้มันเป็นระบบและศิลปะ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของเขา มันทำให้เราพบว่าบางทีโลกต้องการคนมองโลกในแง่ร้ายผู้เป็น "เพื่อนร่วมทุกข์" มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้ ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท' YouTube : https://www.youtube.com/watch?v=m0DFi-E4SdI Spotify : https://pct.fyi/podcast-spotify Apple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-apple Podbean : https://pct.fyi/podbeen
-
คุยกับผู้กำกับ นักแสดง 'ทนายปีศาจ' | หมายเหตุประเพทไทย 15.06.2026 23минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงจากซีรีส์ ทนายปีศาจ ซึ่งประกอบด้วย ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับและผู้เขียนบทร่วม จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม รฐา โพธิ์งาม ณัฏฐ์ กิจจริต สองนักแสดงนำ ทนายปีศาจ จัดเป็นซีรีส์ดรามาชั้นศาล (Legal / Courtroom Drama Series) มีฉากเกี่ยวข้องกับการว่าความในศาล การปะทะกันทางความคิดและแผนการอันแยบยล ซีรีส์แนวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เช่นเรื่อง The Lincoln Lawyer (2022 – ปัจจุบัน) จากสหรัฐอเมริกา Extraordinary Attorney Woo (2022) และ Juvenile Justice (2022) จากเกาหลีใต้ ทนายปีศาจ จึงถือเป็นซีรีส์ดราม่าชั้นศาลของไทยเรื่องแรกจาก Netflix ที่ตีความการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ให้ผู้ชมทั่วโลกเข้าถึงได้ ซีรีส์ดรามาชั้นศาลมักจะได้รับความนิยมเมื่อผู้คนสิ้นหวังต่อกลไกและกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซีรีส์กระตุ้นให้ผู้ชมทบทวนว่าความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวและผลักให้คิดหลายมุม ในเรื่อง ทนายปีศาจ จิตตรี (รับบทโดย รฐา โพธิ์งาม) เสนอตัวเป็นทนายฝ่ายจำเลยช่วยว่าความให้ เมฆ (รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) โดยมีเงื่อนไขว่าเมฆต้องมาทำงานร่วมกัน เปรียบเหมือนการปะทะของสองชุดความคิด จิตตรีมุ่งมั่นแค่ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการโดยไม่สนใจวิธีการ เมฆยึดมั่นอุดมการณ์ หนทางที่ถูกต้องสำคัญกว่าเป้าหมายปลายทาง จิตตรีและเมฆมาร่วมทีมเพื่อเรียนรู้บางอย่างจากกัน ในขณะเดียวกัน การจับคู่สองตัวละครนี้แสดงให้เห็นการต่อสู้ระหว่าง “หญิงร้าย” กับ “นายสิ้นท่า” ในสังคมปิตาธิปไตย ผู้เสียเปรียบ (Underdog) ยังคงเป็นผู้หญิง คนชายขอบ ชนชั้นแรงงาน และขยายวงกว้างรวมชนชั้นกลางผู้มีต้นทุนทางสังคมด้วย เมฆมีอาชีพเป็นทนายและเป็นลูกผู้พิพากษาด้วย ซีรีส์เรื่อง ทนายปีศาจ เสนอประเด็นที่ทับซ้อนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ชนชั้น และสิทธิมนุษยชน ให้เห็นเครือข่ายของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย นอกจากเนื้อหาร่วมสมัยและเท่าทันเหตุการณ์แล้ว ซีรีส์ ทนายปีศาจ ยังมีวิธีการเล่าเรื่องซึ่งน่าสนใจ การใช้ฉากโคลสอัพแสดงภาษากายของจิตตรีกับเมฆ เช่น ยิ้มมุมปาก จิกมือ ลอบกลืนน้ำลาย เพื่อสื่อสารความขัดแย้งระหว่างความเปราะบางทางอารมณ์ภายในกับความพยายามสร้างเกราะกำบังอันแข็งแกร่งภายนอก ผู้ชมสามารถประยุกต์ความรู้ด้านอาชญาวิทยาเพื่อถอดรหัสภาษากายของตัวละคร ผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ ยังรักษาเอกลักษณ์เรื่องการเสนอความสมจริงของภาพมุมกว้าง สืบเนื่องมาจากพื้นฐานการกำกับสารคดี นักแสดงสมทบ อุปกรณ์ประกอบฉาก บริบทของฉากหลัง ล้วนถูกจัดสรรมาเป็นอย่างดี ได้ทั้งความสมจริงและการสื่อความหมายเชิงสัญญะในคราวเดียวกัน
-
หนังวาบหวิวยุคเผด็จการเกาหลีใต้ | หมายเหตุประเพทไทย 08.06.2026 22минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนพูดคุยตั้งต้นจากซีรีส์ Aema (มาดามแอมา) ของ Netflix ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปยังวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ในทศวรรษ 1970-1980 ภายใต้ระบอบเผด็จการของพัคชองฮีและชอนดูฮวัน ช่วงเวลาที่รัฐควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดพื้นที่ให้ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศและความวาบหวิวเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ Madame Aema (1982) ที่มักถูกเรียกว่า “หนังอีโรติกเรื่องแรกของเกาหลีใต้” รายการชวนสำรวจประวัติศาสตร์ของ “หนังวาบหวิว” ของเกาหลีใต้ตั้งแต่ยุค “Hostess Films” ในสมัยพัคชองฮี ซึ่งเล่าเรื่องหญิงชนชั้นแรงงานที่ถูกผลักเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการทางเพศ ท่ามกลางความยากจน การกดขี่ และการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเผด็จการ ไปจนถึงยุค “Erotic Films” ในสมัยชอนดูฮวัน ที่รัฐผลักดันนโยบาย 3S (Sports, Screens, Sex) เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนออกจากการเมืองหลังเหตุการณ์สังหารหมู่กวางจู เหตุใดรัฐบาลที่เคร่งครัดเรื่องศีลธรรมจึงยอมให้หนังเกี่ยวกับเรื่องเพศผ่านการเซ็นเซอร์ได้? หนังเหล่านี้เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูก หรือเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ร่างกาย เพศสภาพ และการควบคุมทางการเมือง? และอะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ในหนัง "Hostess Films" กับผู้หญิงชนชั้นกลางในหนังอีโรติกยุค 1980s? ติดตามการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่เผยให้เห็นว่าแม้เผด็จการจะพยายามควบคุมการแสดงออกทางการเมืองเพียงใด แต่เรื่องเพศ ความปรารถนา และอุตสาหกรรมบันเทิง ก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุน เพศสภาพ และเสรีภาพในการแสดงออกของผู้คนในสังคม พร้อมแนะนำบทความ “Film Censorship Policy During Park’s Chung Hee’s Military Regime (1960-1979) and Hostess Films” ของ Molly Hyo Kim (2016) มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (https://iafor.org/journal/iafor-journal-of-cultural-studies/volume-1-issue-2/article-3/) และวิทยานิพนธ์ “Desiring Bodies and Ascetic Regimes: Popular Erotic Film in South Korea from 1973 to 1985” ของ Matthew James Winchell (2012) มหาวิทยาลัยฮาวาย (https://scholarspace.manoa.hawaii.edu/items/10e43c62-bff8-4a1c-b4b6-e7d3cd5c2325)
-
พิพาทดินแดนยิ่งมาก ภูมิภาคยิ่งสงบ? | หมายเหตุประเพทไทย 08.06.2026 23минหมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “Closing Pandora’s Box: Can Shared Vulnerability Underpin Territorial Stability?” ตีพิมพ์ในวารสาร International Organization (2026) บทความตั้งคำถามสำคัญต่อความขัดแย้งเรื่องดินแดนและพรมแดนระหว่างรัฐ ว่าทำไมหลายประเทศจึงเลือก “ยับยั้ง” ความทะเยอทะยานอยากขยายดินแดนของตนเอง แม้จะมีข้อพิพาทหรือมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนบางแห่งก็ตาม บทความชิ้นนี้สำรวจแนวคิดที่เรียกว่า “Pandora’s box logic” หรือ “ตรรกะกล่องแพนดอรา” ซึ่งมองว่าการเปิดประเด็นแก้ไขพรมแดนหรืออ้างสิทธิ์ดินแดน อาจสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ให้รัฐอื่น ๆ ที่ไม่พอใจกับเส้นเขตแดนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองตามไปด้วย จนกระทบเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค เพราะเมื่อรัฐหนึ่งเริ่มท้าทายสถานะเดิม ก็อาจไม่มีใครสามารถควบคุมผลลัพธ์ที่ตามมาได้อีก แนวคิดเช่นนี้ถูกใช้บ่อยมากในบริบทของแอฟริกาหลังได้รับเอกราช ซึ่งหลายประเทศเลือกยอมรับพรมแดนเดิมที่มหาอำนาจอาณานิคมขีดไว้ แม้เส้นแบ่งเหล่านั้นจะไม่ได้สอดคล้องกับชาติพันธุ์ ภาษา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะเกรงว่าหากเปิดประเด็นแก้พรมแดนขึ้นมา จะนำไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จบทั่วทั้งทวีป รายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้จะพาไปสำรวจว่า “ความเปราะบางร่วมกัน” (shared vulnerability) สามารถกลายเป็นพื้นฐานของเสถียรภาพทางดินแดนได้จริงหรือไม่ เมื่อรัฐต่าง ๆ ต่างตระหนักว่าตนเองก็มีจุดอ่อนและอาจตกเป็นเป้าของการอ้างสิทธิ์เช่นเดียวกัน จึงเลือก “ยับยั้งกันและกัน” เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้ อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไป ผู้เขียนเสนอผ่านแบบจำลองทางทฤษฎีว่า แม้ความร่วมมือเพื่อรักษาพรมแดนเดิมจะเกิดขึ้นได้ แต่เงื่อนไขที่ทำให้เกิดเสถียรภาพเช่นนั้นค่อนข้างเปราะบางและจำกัด อีกทั้งระเบียบแบบนี้ก็ไม่เคยเป็น “ทางเลือกเดียว” เพราะรัฐยังสามารถเลือกใช้แนวทางเผชิญหน้าและท้าทายสถานะเดิมได้เสมอ หากเห็นว่าตนมีโอกาสได้เปรียบ นอกจากนี้ยังชวนคิดต่อว่า แนวคิดเรื่อง “กล่องแพนดอรา” ถูกนำมาใช้อธิบายความขัดแย้งเรื่องดินแดนในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างไร ตั้งแต่แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย ไปจนถึงกรณีร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับชาตินิยม พรมแดน และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ พร้อมตั้งคำถามว่า เสถียรภาพที่ตั้งอยู่บนความหวาดกลัวต่อการล่มสลายของระเบียบเดิมนั้น จะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลับมารุนแรงอีกครั้ง
-
เพศภาวะและอาณานิคมในสมัย ร.4 | หมายเหตุประเพทไทย 27.05.2026 47минหมายเหตุประเพทไทย [Live] เย็นวันอาทิตย์นี้ ชวนอ่านบทความวิชาการ “ไหนๆ เกิดมาเป็นชาย ชีวิตยังไม่ทำลาย ไม่ควรจะประมาทดูหมิ่นกัน”: เพศภาวะและอาณานิคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานของ วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล และกรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ เผยแพร่ในวารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 (มกราคม–มิถุนายน 2568) (อ่านบทความ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/abc/article/view/277180/188594) บทความชิ้นนี้พาผู้อ่านย้อนกลับไปสำรวจการเปลี่ยนแปลงเรื่อง “เพศภาวะ” ของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของจักรวรรดินิยมตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการปฏิรูปบ้านเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังสั่นคลอนวิธีคิดเรื่อง “ความเป็นหญิง” และ “ความเป็นชาย” ของชนชั้นปกครองสยามด้วย เมื่อสยามต้องเผชิญหน้ากับสายตาและมาตรฐานแบบตะวันตก ชนชั้นนำสยามปรับตัวเรื่องเพศภาวะอย่างไร ความเป็นชายของราชสำนักถูกท้าทายจากทั้งวาทกรรมสตรีนิยมและอุดมคติความเป็นชายแบบจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างไรบ้าง รวมถึงการพยายาม “ปรับแต่ง” ความสัมพันธ์หญิง-ชายให้สอดคล้องกับมาตรฐานศิวิไลซ์แบบตะวันตก โดยยังผสมอยู่กับคุณค่าจารีตเดิมของสังคมสยาม โดยเกิดดีเบตตั้งแต่ประเด็นการมีภรรยาหลายคนในราชสำนัก สามีขายภรรยาและลูกเป็นทาส ไปจนถึงเสรีภาพในการเลือกคู่ครองของสตรี ล้วนกลายเป็นพื้นที่ถกเถียงสำคัญในยุคที่สยามกำลังต่อรองกับโลกสมัยใหม่และอำนาจอาณานิคม บทความนี้ยังชี้ให้เห็นว่า อำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตกไม่ได้จำกัดอยู่แค่กำลังทหารหรือการครอบงำทางเศรษฐกิจ แต่ยังแทรกซึมผ่าน “ความรู้” และ “มโนทัศน์” ที่เข้ามากำหนดว่าอะไรคือความศิวิไลซ์ อะไรคือความล้าหลัง และอะไรคือความสัมพันธ์หญิง-ชายที่ “เหมาะสม” ในสายตาโลกสมัยใหม่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้
-
Hannah Arendt และกำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ | หมายเหตุประเพทไทย 21.05.2026 25минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านหนังสือสำคัญของฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) เรื่อง The Origins of Totalitarianism หรือ กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ผลงานคลาสสิกชิ้นสำคัญทางทฤษฎีการเมืองที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1951 และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ท่ามกลางความสับสนของผู้คนต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมอเมริกัน อาเรนต์เป็นนักคิดการเมืองชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้เผชิญภัยคุกคามจากลัทธินาซีและต้องลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเขียนผลงานสำคัญจำนวนมาก เช่น The Human Condition, Eichmann in Jerusalem, On Revolution และ On Violence โดยเฉพาะ The Origins of Totalitarianism ที่พยายามทำความเข้าใจลัทธินาซีและลัทธิสตาลินในฐานะปรากฏการณ์การเมืองรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 20 หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ลัทธิต่อต้านชาวยิว ลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดย Arendt ไม่ได้เสนอประวัติศาสตร์แบบเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามสำรวจ “องค์ประกอบ” ทางความคิด สังคม และการปฏิบัติ ที่ค่อย ๆ บรรจบกันจนทำให้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประวัติศาสตร์ สำหรับอาเรนต์ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ใช่เผด็จการทั่วไป แต่เป็นรูปแบบการปกครองใหม่ที่มุ่งควบคุมมนุษย์ทั้งภายนอกและภายใน ทำลายความเป็นปัจเจก ความหลากหลาย และความสามารถของมนุษย์ในการริเริ่มสิ่งใหม่ พร้อมเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอุดมการณ์ที่อ้างความจริงสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น “กฎของธรรมชาติ” ในลัทธินาซี หรือ “กฎของประวัติศาสตร์” ในลัทธิสตาลิน อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “ความหวาดกลัว” และ “อุดมการณ์” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ความหวาดกลัวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือควบคุมผู้คน แต่ทำหน้าที่ทำให้อุดมการณ์กลายเป็นความจริง ขณะที่อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จเสนอคำอธิบายโลกทั้งหมดจากสมมติฐานเดียว จนทำให้มนุษย์ละทิ้งเสรีภาพในการคิด และยอมผูกตัวเองไว้กับตรรกะของขบวนการ และอีกเงื่อนไขสำคัญก็คือ loneliness หรือความโดดเดี่ยว ที่ทำให้มวลชนจำนวนมากเปิดรับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เมื่อผู้คนรู้สึกไร้บ้าน ไร้ราก ไร้ความหมาย และไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก อุดมการณ์แบบเบ็ดเสร็จจึงเข้ามามอบคำอธิบาย อัตลักษณ์ และเป้าหมายใหม่ให้ชีวิต โดยอาเรนต์ย้ำเตือนว่า ตราบใดที่โลกยังผลิตความโดดเดี่ยวและความไร้ความหมาย ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ยังสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ
-
“Flavors of Empire” ก่อร่างสร้างอาหารไทยในอเมริกา | หมายเหตุประเพทไทย 11.05.2026 21мин“อาหารไทย” ถูกมอง ถูกร่าง ถูกสร้าง และถูกขายอย่างไรในสหรัฐอเมริกา หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำหนังสือ Flavors of Empire: Food and the Making of Thai America (2017) ของมาร์ค ผดุงภัทร (Mark Padoongpatt) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเอเชียน-อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยเนวาดา งานของมาร์คเสนอว่า “อาหารไทย” ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการกิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามเย็น การอพยพ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่า การที่อาหารไทยกลายเป็นที่นิยมในอเมริกา เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อไทยทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม การเปิดตัว “Bangkok Market” ในย่านอีสต์ ฮอลลีวูด เมื่อปี ค.ศ. 1971 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนไทยในนครลอสแอนเจลิส เพราะตลาดแห่งนี้ทำให้คนไทยเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญ เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแกง หลังจากก่อนหน้านั้นต้องใช้วัตถุดิบทดแทนจากตลาดคนจีนหรือของท้องถิ่น จนไม่สามารถสร้างรสชาติ “ยำ” แบบไทยได้เต็มที่ “Bangkok Market” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนไทยรักษาความทรงจำ ความรู้สึกเป็นบ้าน และสร้างเครือข่ายชุมชนในสังคมอเมริกันผ่านอาหาร ในทศวรรษ 1980-1990 ร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิสเติบโตอย่างมาก เริ่มมีแนวคิดอาหารไทยแบบไม่เผ็ด “not-too-spicy” มีกรณีของ Tommy Tang เชฟไทยในเวสต์ ฮอลลีวูด ที่ปรับอาหารไทยให้เข้ากับรสนิยมของชนชั้นกลางอเมริกัน ด้วยอาหารฟิวชันและรสชาติที่ไม่เผ็ดจัดเกินไป ผู้เขียนชี้ว่า ร้านอาหารไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ “ความเป็นไทย” ถูกจัดวางและขายให้ผู้บริโภคอเมริกันในฐานะสิ่ง exotic น่าตื่นเต้น และแตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบที่ตลาดอเมริกันยอมรับได้หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึง “ไทยทาวน์” และเทศกาลอาหารไทยในลอสแอนเจลิส ซึ่งสะท้อนความพยายามของคนไทยในการสร้างพื้นที่และตัวตนทางสังคมในอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะมีร้านอาหาร เทศกาล และย่านของตัวเอง แต่คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในสถานะคล้าย “subaltern” หรือกลุ่มชายขอบในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะแรงงานร้านอาหาร ผู้หญิง และผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร ซึ่งแทบไม่มีเสียงในภาพแทนทางการของชุมชนไทย ส่งท้าย Flavors of Empire ยังเสนอว่า อาหารไทยในอเมริกาไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจ การอพยพ ชนชั้น และการต่อรองอัตลักษณ์ของคนไทยในสังคมอเมริกัน อาหารไทยจึงเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาส ความภูมิใจ และในเวลาเดียวกันก็สะท้อนความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา #หมายเหตุประเพทไทย #คนไทยในอเมริกา
-
'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลก | BookBar EP.16 07.05.2026 35минทั้งโลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พยายามแก้ไข ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผล อาจจะเพราะความเห็นแก่ตัวแบะเห็นแก่เผ่าพันธุ์ตนเองของมนุษย์...หรือเปล่า? เพราะเราเชื่อว่ามีเราเท่านั้นที่คิดและรู้สึกได้ สิ่งที่มิใช่มนุษย์จึงถูกผลักไปอยู่อีกฝั่ง แต่ถ้าเราคิดว่าก้อนหิน ปลาหมึก หรือวาฬ ก็ไม่ต่างจากเรา จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งอื่นๆ เท่าเทียมกับเรา...หรือเปล่า? #BookBar ตอนนี้สนทนากับเก่งกิจ กิติเรียงลาภ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียน 'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง
-
“โง่และขี้เกียจ” อ่านวาทกรรมความจนของชนบทไทยยุคพัฒนา | หมายเหตุประเพทไทย 04.05.2026 25минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “โง่และขี้เกียจ: วาทกรรมความจนของชนบท ของชนชั้นนำไทย ท่ามกลางการปะทะของแนวคิดแบบอเมริกันและวัฒนธรรมจีน พ.ศ. 2500-2514” ของ วิเชิด ทวีกุล และภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เผยแพร่ในวารสารการบริหารท้องถิ่น ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มี.ค. 2569) (อ่านบทความ) ซึ่งชวนย้อนกลับไปสำรวจ “ยุคพัฒนา” ของรัฐไทย ว่าความยากจนของชนบทถูกอธิบายและทำให้กลายเป็น "ชุดความจริง" ทางสังคมอย่างไร โดยในช่วงที่รัฐไทยเดินหน้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 (หรือ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ในเวลาต่อมา) ภายใต้อิทธิพลความรู้ เงินทุน และเทคนิคจากสหรัฐอเมริกา ภาคชนบทถูกวางให้เป็นฐานรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกัน คนชนบทกลับถูกอธิบายผ่านวาทกรรมว่า “โง่” เพราะขาดการศึกษา ไม่เปิดรับเทคโนโลยี และหลงเชื่อคอมมิวนิสต์ได้ง่าย รวมถึงถูกมองว่า “ขี้เกียจ” เพราะยังไม่ทำงานหนักพอ ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และไม่ปรับตัวตามแบบการพัฒนาใหม่ของรัฐ นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบ “ชาวชนบทไทย” กับ “คนจีน” ในยุคนั้น เมื่อวาทกรรมเรื่องคนจีนขยัน อดออม ส่งลูกเรียน และถีบตัวขึ้นเป็นชนชั้นกลาง ถูกใช้ตัดกับภาพคนชนบทไทยที่ถูกทำให้ดูไร้การศึกษา ล้าหลัง และต้องรอรัฐเข้าไปพัฒนา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายความจน แต่เป็นวิธีสร้างความชอบธรรมให้รัฐรวมศูนย์เข้าไปจัดการชีวิตชนบท ช่วงท้ายรายงาน ชวนพิจารณามรดกของวาทกรรม “โง่และขี้เกียจ” ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมและการเมืองไทยร่วมสมัย ตั้งแต่เพลง “ผู้ใหญ่ลี” ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างรัฐกับชนบท ไปจนถึงภาษาของรัฐในยุคหลังรัฐประหารที่ยังแฝงท่าทีสั่งสอนประชาชน เช่น แคมเปญรณรงค์ ‘รับ’ ประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559 และกรณีเอกสารราชการหัวข้อ “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ในปี 2561
-
โกฮัง หมาหาบ้าน | หมายเหตุประเพทไทย 27.04.2026 58минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยหลังชม โกฮัง..หัวใจโกโฮม ภาพยนตร์จาก 3 ผู้กำกับ ชยนพ บุญประกอบ, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ อัตตา เหมวดี ที่ชวนมองชีวิต “คนเลี้ยงหมา” ผ่านสายตาของ “หมาหาบ้าน” ใน 3 ช่วงชีวิต 3 ความสัมพันธ์ ได้แก่ ฮิโระ วิศวกรชาวญี่ปุ่น, น้ำชา แม่บ้านชาวพม่าในบ้านพักพิงสุนัข และเปเล่กับใจดี นักศึกษามหาวิทยาลัย เรื่องราวของ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ทำให้ผู้ชมซึ้งเพราะสะเทือนชีวิตของ “หมา” หรือสะท้อนชีวิต “คน” กันแน่ ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. เวลาหกโมงเย็น
-
'หนังสือฮีลใจ' ยาชาแก้อาการทุนนิยมเป็นพิษ | BookBar EP.15 22.04.2026 32минสิบกว่าปีที่ผ่านมา หนังสือฮีลใจเป็นกระแสที่ยึดพื้นที่ชั้นหนังสือไว้ได้หลายชั้น บางสำนักพิมพ์แตกตัวมาจับตลาดนี้โดยเฉพาะ Book Bar ตอนนี้ร่วมสำรวจปรากฏการณ์หนังสือฮีลใจผ่านมุมมองมานุษยวิทยา คุณจะพบว่าในโลกทุนนิยม หนังสือฮีลใจคือพื้นที่เล็กๆ สำหรับปลอบประโลม หลบภัย ฟื้นฟูเรี่ยวแรง เพื่อกลับไปสู้ใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง คือยาชาที่จำเป็นในโลกทุนนิยมเป็นพิษ ไม่ว่าคุณจะมองหนังสือฮีลใจด้วยสายตาแบบไหนก็ตาม
-
เส้นทางชีวิตผู้ลี้ภัยค้าบริการทางเพศกลางกรุง | หมายเหตุประเพทไทย 22.04.2026 23минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนสำรวจชีวิตของ “ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง” ผ่านวิทยานิพนธ์ “เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร” (2567) ของ กวิสรา ทศพะรินทร์ (อ่านวิทยานิพนธ์) ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยบางส่วนในกรุงเทพฯ ที่ต้องเข้าสู่อาชีพค้าบริการทางเพศท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และสถานะการอยู่อาศัย ประเทศไทยยังไม่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง แม้ได้รับการรับรองจาก UNHCR แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และต้องเผชิญความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต ทั้งความเสี่ยงจากการจับกุม การเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน และการรอไปประเทศที่สามโดยไม่มีกำหนดเวลา ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ งานค้าบริการทางเพศจึงถูกมองโดยผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งว่าเป็นเพียง “ทางเลือกเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าจะเป็นอาชีพที่ตั้งใจเลือก รายการชวนทำความเข้าใจทั้งประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยหญิงและชาย ตลอดจนมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ ที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางกฎหมายและเศรษฐกิจ มากกว่าความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล ช่วงท้ายของรายการ ชวนคิดต่อถึงแนวทางเชิงนโยบาย ทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย การเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการ และการลดอคติทางสังคม เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีมากขึ้น #หมายเหตุประเพทไทย
-
'ป่วนนาฬิกา' เวลาไม่ใช่ของเรา | หมายเหตุประเพทไทย 12.04.2026 23минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยเรื่อง “เวลา” ที่เราอาจคิดว่าเป็นของเรา แต่แท้จริงแล้วอาจถูกกำหนดโดยระบบเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ ผ่านบทสนทนากับ สุธิดา วิมุตติโกศล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียน "ป่วนนาฬิกา: วรรณกรรมคาดการณ์กับอนาคตนอกเวลาทุนนิยม" (2568) โดยชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนธรรมดาที่สุดในชีวิตประจำวันอย่าง “นาฬิกา” และ “เวลา 24 ชั่วโมงที่เท่ากันของทุกคน” ว่าแท้จริงแล้ว เวลาในโลกทุนนิยมทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือจัดระเบียบชีวิต หรือเป็นกลไกที่กำหนดจังหวะการทำงาน การพักผ่อน และความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต จากตัวอย่างความแตกต่างระหว่างเวลาของคนเมืองกับเวลาของคนเรือที่ผูกกับจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง ยังชวนสำรวจว่า “เวลาแบบทุนนิยม” ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควบคุมได้ และต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบอย่างไร พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง productivity ที่ค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นคุณค่าพื้นฐานของชีวิตสมัยใหม่ อีกช่วงสำคัญของรายการยังชวนทำความเข้าใจแนวคิด ‘speculative fiction’ หรือ ‘วรรณกรรมคาดการณ์’ ในฐานะพื้นที่ทางความคิดที่เปิดให้เราจินตนาการถึงโลกและอนาคตที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นสังคมหลังทุนนิยม โลกหลังหายนะ หรือความเป็นไปได้ของรูปแบบชีวิตที่ไม่ถูกกำกับด้วยเวลามาตรฐานแบบเดียวกัน ท้ายที่สุด ชวนอ่านใหม่ว่าแนวคิด ‘apocalyptic thinking’ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นการคิดถึง “จุดจบ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการถึงการเปลี่ยนผ่าน และตั้งคำถามว่าเราจะสามารถมีชีวิตในแบบอื่น ที่ไม่ถูกควบคุมด้วยจังหวะเวลาของระบบเศรษฐกิจได้หรือไม่ #หมายเหตุประเพทไทย #ป่วนนาฬิกา
-
ฮาร์เบอร์มาสรำลึก | หมายเหตุประเพทไทย 07.04.2026 1ч 8минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชวนรำลึกถึงเจอร์เกน ฮาร์เบอร์มาส (Jürgen Habermas) นักปรัชญา นักสังคมวิทยา นักทฤษฎีวิพากษ์ และปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญของยุโรป ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาในวัย 96 ปี การจากไปของเขาถูกนำเสนอโดยสื่อใหญ่ทั่วโลก และมักได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักคิดสำคัญที่สุดของยุคหลังสงคราม เป็น “มโนธรรมทางศีลธรรม” ของเยอรมนีหลังสงคราม และเป็นบุคคลหลักของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตรุ่นที่สอง เทปนี้ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และภาวิน มาลัยวงศ์ จะพาย้อนดูเส้นทางความคิดของฮาร์เบอร์มาส ตั้งแต่ภูมิหลังที่เติบโตขึ้นมาในเยอรมนีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การเข้าร่วมสำนักคิด Frankfurt School of Critical Theory และบทบาทของเขาในฐานะผู้สืบทอดทฤษฎีวิพากษ์ที่พยายามฟื้นความหวังให้กับประชาธิปไตยสมัยใหม่ ผ่านผลงานสำคัญอย่าง The Structural Transformation of the Public Sphere, The Theory of Communicative Action และ Between Facts and Norms ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงประเด็นพื้นที่สาธารณะ การสื่อสาร เหตุผล ประชาธิปไตย และความชอบธรรมทางการเมืองเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังชวนทำความเข้าใจแกนหลักของความคิดฮาร์เบอร์มาส ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง public sphere ความเชื่อว่าความเป็นสมัยใหม่และยุคเรืองปัญญายังเป็น “โครงการที่ไม่เสร็จสิ้น” ตลอดจนข้อเสนอเรื่องcommunicative action หรือการสื่อสารที่มุ่งหาความเข้าใจร่วมกันโดยปราศจากการครอบงำ ซึ่งต่อมากลายเป็นฐานคิดสำคัญของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ รวมถึงการถกเถียงของเขากับทั้งสำนักแฟรงก์เฟิร์ตรุ่นแรกและนักคิดสายหลังสมัยใหม่อย่างมิเชล ฟูโกต์ และฌากส์ แดร์ริดา ไม่เพียงเท่านั้นฮาร์เบอร์มาสในฐานะนักคิดที่ได้รับทั้งคำยกย่องและคำวิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในบั้นปลายชีวิต เมื่อจุดยืนของเขาต่อยุโรป สงคราม และฉนวนกาซา กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิชาการและฝ่ายซ้ายร่วมสมัย ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #Habermas
-
พลิกโฉมละครไทยสู่ตลาดโลก | หมายเหตุประเพทไทย 30.03.2026 22минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจโลกของ “ละคร” ที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่ ละครน้ำเน่า ละครหลังข่าวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงซีรีส์จีนแนวตั้ง ละครคุณธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และคอนเทนต์จาก Netflix, Disney+ และ HBO เพื่อทำความเข้าใจว่าละครไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผู้ชมบริโภคอยู่ทุกวัน โดยอ้างถึงงานวิจัยเรื่อง “การบริโภคละครโทรทัศน์ไทยผ่านเว็บไซด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน: กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและจีน” (2562) โดยอัมพร จิรัฐติกร และ อัจฉรียา สายศิลป์ (อ่านงานวิจัย) ซึ่งศึกษาการขยายตัวของผู้ชมละครไทยในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของแพลตฟอร์มการรับชมระหว่างปี พ.ศ. 2556–2558 งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าละครไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ชมในประเทศ แต่ได้สร้างฐานแฟนคลับข้ามภาษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมชวนดูพัฒนาการความนิยมละครไทยในต่างประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งผู้ชมเข้าถึงละครไทยได้ง่ายจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ขณะที่ในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การรับชมส่วนใหญ่เกิดผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการออกอากาศทางโทรทัศน์ ส่วนในจีน ละครไทยเคยมี “ยุคทอง” ระหว่างปี 2551–2554 ก่อนจะชะลอตัวจากนโยบายควบคุมการนำเข้าละครต่างประเทศและข้อจำกัดด้านเนื้อหา อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “กลุ่มแฟนซับ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรม แปลและเผยแพร่ละครไทยให้ผู้ชมต่างชาติ แม้จะอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชอบแบบอาสาสมัครกับข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์และการกำกับดูแลของรัฐ กลุ่มเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการขยายอิทธิพลของละครไทยในภูมิภาค นอกจากนี้ยังชวนมองการปรับตัวของอุตสาหกรรมละครไทยหลังยุคทีวีดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหา เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่การเกิดซีรีส์แนวใหม่อย่างซีรีส์วัยรุ่น ซีรีส์วาย BL ละครเรียลลิตี้ดราม่า ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และคำบรรยายหลายภาษาเพื่อเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ท้ายที่สุดละครไทยที่เราคุ้นเคย อาจไม่ใช่แค่เรื่องรักชิงรักหักสวาท แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนที่ของวัฒนธรรมสื่อไทยในระดับภูมิภาค และเป็นหน้าต่างสำคัญในการมองความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิง เทคโนโลยี และผู้ชมข้ามพรมแดน
-
Frankenstein ผู้สร้างและความรับผิดชอบ | หมายเหตุประเพทไทย 23.03.2026 22минหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และ ภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนชมและตีความภาพยนตร์ Frankenstein (2025) เวอร์ชันใหม่ของผู้กำกับ Guillermo del Toro ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2026 หลายสาขา โดยได้รับ 3 รางวัล ได้แก่ แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิคของ Mary Shelley โดยชวนทำความเข้าใจพื้นฐานสำคัญว่า “Frankenstein” คือชื่อของผู้สร้าง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้น พร้อมตีความความสัมพันธ์ระหว่าง Victor Frankenstein กับสิ่งมีชีวิต (creator) ที่เขาสร้างขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบของ “ผู้สร้าง” และความโดดเดี่ยวของ “ผู้ถูกสร้าง” ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่แรกเกิด จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการไล่ล่ากันในท้ายที่สุด หนึ่งในประเด็นสำคัญของตอนนี้คือการวิเคราะห์ “ภาษาภาพยนตร์” ของ Guillermo del Toro ที่ใช้แสง สี เสียง และองค์ประกอบศิลป์ในการเล่าเรื่องแทนบทสนทนา โดยยกฉากการพบกันระหว่าง Elizabeth กับสิ่งมีชีวิตมาเป็นตัวอย่างสำคัญ ซึ่งสื่อสารอารมณ์ ความกลัว ความเห็นอกเห็นใจ และการเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร ผ่านรายละเอียดอย่างสีเขียวของเครื่องแต่งกาย แสงในพื้นที่ปิด และจังหวะเสียงหายใจ รายการยังชวนตีความความสัมพันธ์เชิงครอบครัวที่ถูกขยายจากต้นฉบับ โดยเฉพาะมิติ “พ่อ–ลูก” และ “แม่–ลูก” ที่สะท้อนผ่านตัวละคร Victor และ Elizabeth พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความหมายของ “ปัญญา” ระหว่างความฉลาดเชิงเหตุผลกับความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของความขัดแย้งในเรื่อง และสัญลักษณ์อย่าง “วงกลม” ที่สะท้อนสภาวะวนลูปของตัวละครที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากชะตากรรมของตนเองได้ ท้ายที่สุด ตอนนี้ชวนมอง Frankenstein ไม่ใช่เพียงเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และคำถามพื้นฐานว่า เมื่อเราสร้างบางสิ่งขึ้นมาแล้ว เราจะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตนั้นอย่างไร
-
2475 นักเขียนผีแห่งสยาม | หมายเหตุประเพทไทย 18.03.2026 46минหมายเหตุประเพทไทย EP.618 [Live] ตอน “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม” ดำเนินรายการโดย ชานันท์ ยอดหงษ์ และ ภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนพูดคุยถึงกราฟิกโนเวล “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม” เรื่องโดยสะอาด และพชรกฤษณ์ โตอิ้ม วาดภาพโดย สะอาด เล่าเรื่องในสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผ่านสายตาของตัวละครสมมติ “นิภา” นักหนังสือพิมพ์สาวที่เข้าไปพัวพันกับบรรยากาศทางการเมืองก่อนการปฏิวัติ 2475 ประสบการณ์ในวัยเด็กทำให้นิภาใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน เริ่มจากงานผู้พิสูจน์อักษร และนักเขียนผี อยู่เบื้องหลังงานเขียนของผู้อื่น หลายครั้งต้องใช้นามปากกาที่เป็นผู้ชายเพื่อให้ผลงานได้รับการยอมรับ เรื่องราวของนิภาจึงสะท้อนทั้งอุปสรรคของผู้หญิงในสังคมไทยยุคต้นศตวรรษที่ 20 และข้อจำกัดของการทำงานด้านสื่อมวลชนในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ตึงเครียด หมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์นี้ หกโมงเย็น ชวนมองเหตุการณ์ในยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผ่านเรื่องเล่าของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งพิมพ์และข่าวสาร พร้อมทั้งสำรวจบทบาทของนิยายกราฟิกโนเวลสื่อเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่านร่วมสมัยได้มากขึ้น
Популаран у
Овај подкаст се појављује и у подкаст листама ових земаља.