Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
watpasukato
0
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ
Bölümler
-
25690414pm--สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา 02.06.2026 31dk14 เม.ย. 69 - สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา : จะให้ไม่ให้มีอารมณ์เกิดขึ้นในใจ มันก็ยากสำหรับปุถุชน แต่ถึงแม้เกิดขึ้นมันก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความหงุดหงิด เพราะว่าใจเรามีสติเป็นเครื่องรักษา เมืองก็ยังปลอดภัยแม้ว่าจะมีศัตรูคอยจะเข้าไปรุกราน ก่อความรุนแรง เผาเมือง แต่มันเข้าไปในเมืองไม่ได้เพราะว่ามีทหารยามเฝ้าเมืองเอาไว้อย่างดี จะให้เมืองไม่ให้ปลอดภัยเพราะว่าไม่มีโจร ไม่มีผู้ร้าย โจรผู้ร้ายก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามันเข้าไปก่อกวนทำวินาศกรรมในเมืองไม่ได้ เพราะว่ามียามที่ทรงประสิทธิภาพ ฉลาด ป้องกันไม่ให้พวกนี้เข้าเมืองได้ จิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจเรามีสติ แม้อารมณ์อกุศลต่าง ๆ เกิดขึ้น มันก็เข้ามาทำร้ายใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นความสงบก็เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้ว่ายังมีเสียงดังกระทบหู เจอการกระทำคำพูดที่ไม่ถูกใจ แต่ก็ทำอะไรใจเราไม่ได้
-
25690413pm--ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว 01.06.2026 30dk13 เม.ย. 69 - ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว : อารมณ์ถ้ามันเพิ่งเกิดขึ้น เราก็ดับง่าย เช่น ความโกรธ แทนที่เราจะปล่อยให้มันลุกลามไปเป็นความโกรธ ตอนที่มันเริ่มเป็นความหงุดหงิด เป็นความไม่พอใจ เราก็ด่วนมารู้ทันมันซะก่อน ถ้ารู้ทันมัน ตั้งแต่มันยังเพิ่งหงุดหงิดหรือมีความไม่พอใจ อันนี้ดับง่าย แต่ถ้าปล่อยให้ความหงุดหงิดมันลุกลามไปเป็นความโกรธ กลายเป็นความคับแค้นใจ ตรงนี้ดับยากแล้ว บางทีใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะกว่าจะดับ แต่ถ้ามันเป็นแค่ประกายความโกรธคือความหงุดหงิด ดับง่าย ไฟป่าก็เหมือนกัน ไฟป่าถ้าเรารู้เร็ว มันดับง่าย อย่างวันนี้เรารู้เร็วหน่อยก็ไปช่วยกันดับ ถ้าปล่อยไปผ่านไปสัก 3-4 ชั่วโมง มันจะดับยากแล้ว เพราะว่ามันไหม้ไปทั่ว รวมทั้งไหม้ต้นไม้แห้งโค่นล้มลงมากลายเป็นไฟสุมขอน แล้วก็ทำให้ไฟลามไปไกล ไฟที่เกิดจากต้นไม้ที่โค่นลงมานี่น่ากลัวมาก เพราะว่ามันสามารถจะลามไปยังต้นไม้และพื้นที่ข้างเคียง กินเนื้อที่กว้างมาก แต่ที่มันโค่นมาได้เพราะว่าเราให้เวลามัน แต่ถ้าเรารีบไปจัดการมันเสียแต่เนิ่น ๆ มันก็จะสงบได้เร็ว อารมณ์ของคนเราก็เหมือนกัน อย่าปล่อยให้มันลาม โดยเฉพาะถ้าสติยังอ่อน มีสติรู้ทันเร็วเท่าไหร่ มันก็ดับง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความอิจฉา ความวิตกกังวล
-
25690412pm--กลับมารู้สึกตัว 31.05.2026 30dk12 เม.ย. 69 - กลับมารู้สึกตัว : เราลืมสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน หรือลืมปัจจุบันขณะ เพราะว่าใจไม่มีสติ ใจลอย แล้วเมื่อรับรู้แล้วด้วยความตั้งใจ รับรู้สิ่งที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันแล้ว เป็นการรับรู้โดยไม่ตัดสิน อันนี้แหละที่ท่านเรียกว่า รู้ซื่อ ๆ รู้เฉย ๆ หลวงพ่อคำเขียนบางทีก็พูดว่า รู้ดีก็ช่าง รู้ชั่วก็ช่าง คือแค่รู้เฉย ๆ ไม่มีการให้ค่าว่าดีหรือร้าย ชอบหรือชัง เวลาเราใช้สติรับรู้อะไรก็ตาม หรือใช้สติทำอะไรก็ตาม มันจะมีลักษณะอยู่ 3 ประการ อันนี้สำหรับคนที่สนใจว่า เออ สติอย่างไหนจึงเรียกว่ามีสติ อย่างไรเรียกว่าทำงานอย่างมีสติ เราก็เอา 3 ข้อนี้มาจับว่า สิ่งที่เรากำลังทำ สิ่งที่เรากำลังรับรู้ มันเป็นการรับรู้หรือทำด้วยสติไหม ก็คือ 1 ก็คือรับรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และ 2 เป็นความตั้งใจในการรับรู้นี้ ไม่ใช่เผลอ แล้วเมื่อรับรู้แล้ววางใจเป็นกลางต่อสิ่งนั้น ได้ยินเสียงโทรศัพท์แทรกมา ก็ใจก็ไม่บ่น ไม่โวยวาย ได้ยินเสียงคนคุยอยู่ข้างหลังขณะที่เรากำลังฟังคำบรรยาย ใจก็รับรู้ แล้วก็วาง กลับมาสนใจกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันขณะ หรือสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันก็คือการฟัง ไม่ไปจดจ่ออยู่กับเสียงที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็ไม่ไปให้ค่ากับมัน ก็คือ ชอบหรือชัง บวกหรือลบ ถ้าเราไปให้ค่ากับมัน โดยเฉพาะชัง ก็จะไปติดยึดอยู่กับสิ่งที่ได้ยินหรือสิ่งที่รับรู้ ก็เรียกว่าลืมสิ่งที่เป็นปัจจุบันไป อันนั้นก็เรียกว่าใจไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว แต่ก็ธรรมดา สิ่งที่เราควรทำคือ กลับมา กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมารู้สึกตัว ฉะนั้นถ้าเราฝึกแบบนี้ ใจเราก็จะมีบ้านอยู่ การกลับบ้านจะไม่ใช่เป็นแค่พาตัวกลับบ้าน แต่เรายังสามารถพาใจกลับบ้าน อยู่กับความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
-
25690411pm--ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง 30.05.2026 28dk11 เม.ย. 69 - ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง : การรู้ธรรมะเยอะ ๆ การฟังธรรมะเยอะ ๆ นี่มันไม่พอ มันต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะปฏิบัติให้มีสติ สติทั้งที่เป็นการระลึกได้ถึงข้อธรรมคำสอน ระลึกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ระลึกได้ถึงผิดชอบชั่วดี แต่ว่าไม่พอ มันต้องช่วยทำให้มีความรู้ตัว แล้วตรงนี้เองที่ต้องอาศัยสัมมาสติ ซึ่งถ้าเรามีสติที่ว่า ธรรมใด ๆ ที่เรารู้มาก็จะมีค่าขึ้นมาทันที เพราะว่าเมื่อรู้แล้วเราก็ทำ แต่ที่เราทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ก็เพราะความหลง ฉะนั้น พูดอีกอย่างคือ ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง ความรู้ทางธรรมของเราจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีสติช่วยให้ไม่หลง แล้วสตินั้นเองจะช่วยทำให้เกิดการกระทำถ้ามันเป็นความดี หรือการไม่กระทำถ้ามันเป็นความชั่ว หรือเป็นสิ่งที่เป็นโทษ
-
25690410pm--สุขคือทุกข์ ที่ยังไม่ปรากฎ 29.05.2026 29dk10 เม.ย. 69 - สุขคือทุกข์ ที่ยังไม่ปรากฎ : หลายปีก่อนเศรษฐกิจดี ธุรกิจก็เจริญ ทำอะไรก็สะดวก ค้าขายก็คล่อง ถ้าเราดีใจหรือเพลินไปกับมัน ถึงเวลาที่เศรษฐกิจตก ข้าวของราคาแพง อย่างทุกวันนี้ เราก็จะทุกข์มากเลย แต่ถ้าเรารู้ว่าความเจริญโชติช่วงชัชวาลทางเศรษฐกิจ ก็คือความเสื่อมที่ยังไม่แสดงตัวออกมา เราก็ไม่หลงใหลเพลิดเพลินยินดีกับมัน เราก็พร้อมที่จะเผชิญ เมื่อความเสื่อม ความผันผวนปรวนแปรเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าเวลามีความสุข มีสุขภาพดี มีความสำเร็จ มีความสมหวัง เราดีใจ เราเพลิดเพลินหลงใหลไปกับมัน นั่นแสดงว่าเราประมาท ที่เราประมาทเพราะเราไม่รู้ความจริงว่า จริงๆ แล้วความสุขก็คือความทุกข์ที่ยังไม่ปรากฏ แต่ในเวลาเดียวกัน ความทุกข์เวลาเกิดขึ้นกับเรา เราก็ไม่โวยวายตีโพยตีพาย หรือจมอยู่ในความทุกข์ เพราะเราก็รู้ว่าความทุกข์ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน พูดอีกอย่างก็คือว่า ความทุกข์ก็คือความสุขที่ยังไม่ปรากฏก็ได้ ในความสุขก็มีความทุกข์ ในความทุกข์ก็มีความสุข พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ก็ยังหาสุขพบ ถ้าเรารู้แบบนี้ เราก็ไม่เสียใจมาก เวลาเจอสุขเราก็ไม่ดีใจ ดีใจก็ดีใจแค่วันเดียว ไม่ดีใจนาน เวลาเจอความทุกข์เราก็อาจจะเสียใจ แต่ก็อย่าเสียใจนาน เสียใจแค่วันเดียวก็พอ เพราะว่าความทุกข์ก็แปรเปลี่ยน ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จมดิ่งอยู่กับความทุกข์ เวลาเกิดขึ้น จะเสียใจก็เสียใจแค่วันเดียว อย่าไปเสียใจนาน เพราะไม่นานก็แปรเปลี่ยนไป แต่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเวลาเจอความสุข หรือความสำเร็จ เราก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม ถ้าจะดีใจก็ดีใจแค่วันเดียว อย่าดีใจนาน แล้วก็เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความทุกข์ เผชิญกับความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นตามมา ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าเราเข้าใจ แม้จะสุขหรือทุกข์ เราก็ไม่แปรเปลี่ยน เจอสุขก็ไม่หลงหรือลืมตัว เจอทุกข์ก็ไม่จมดิ่งไปกับมัน ก็สามารถที่จะรักษาใจให้เป็นปกติได้ ไม่ว่าขึ้นหรือลง ได้หรือเสีย สำเร็จหรือล้มเหลว
-
25690409pm--รากเหง้าแห่งความโกรธ อยู่ที่ใจเรา 28.05.2026 31dk9 เม.ย. 69 - รากเหง้าแห่งความโกรธ อยู่ที่ใจเรา : ในขณะที่เรียกร้องความถูกต้องจากคนอื่น แต่ว่าไม่ได้ดูแลใจของตัวเองให้ถูกต้อง มันก็ไม่ใช่เป็นวิสัยของนักปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะของพระเท่านั้น นักปฏิบัติ ในขณะที่เราเห็นความไม่ถูกต้องต่อหน้า เราก็ต้องกลับมาดูแลใจให้ถูกต้องด้วย เพราะไม่งั้นเราจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องยิ่งกว่า นี่ก็เป็นเรื่องของการดูใจของตัว ไม่ว่ามีอะไรมากระทบ ไม่ว่าเจออะไรที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ อย่างแรกที่ต้องทำคือ มารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกนั้น อย่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ เรื่องของนิสัย หรือเป็นเรื่องของสมอง เราเป็นผู้ที่มีโอกาสได้ฝึกสติ ก็ต้องรู้จักดูใจของตัว โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ใฝ่ธรรม ไม่งั้นความโกรธก็จะเผาลนใจ แล้วก็จะโกรธคนอื่นไปทั่ว โดยที่ไม่ตระหนักว่าที่จริงแล้วความโกรธ รากเหง้ามันอยู่ที่ใจเรา อยู่ที่ความคาดหวัง อยู่ที่ความยึดมั่น อยู่ที่การปรุงแต่ง
-
25690407pm--ใฝ่ธรรมแล้ว ต้องทำให้ถูก 27.05.2026 31dk7 เม.ย. 69 - ใฝ่ธรรมแล้ว ต้องทำให้ถูก : ก่อนที่เราจะปฏิบัติธรรมข้ออะไร ก็ต้องเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายคือเพื่ออะไร สันโดษก็เหมือนกัน สันโดษจุดมุ่งหมายคือเพื่อให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น เดิมเราหมดเวลาและพลังงานไปกับการหาเงินหาทองและการเสพการบริโภค แต่ตอนหลัง สันโดษคือ เราอยู่ง่าย เราไม่ไปเสียเวลาการหาเงินหาทองมากนัก เพราะว่าเราไม่ใช้เวลาไปกับการกิน การดื่ม การเที่ยว เราอยู่อย่างประหยัด อยู่อย่างเรียบง่าย บางคนไปเข้าใจว่าพอเสพน้อย ทำงานน้อย แล้วก็มีเวลาว่างเยอะ ก็เลยนั่งเล่นนอนเล่น อันนั้นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของสันโดษ จุดมุ่งหมายของสันโดษคือ สงวนพลังงานและเวลา เพื่อที่เราจะได้เอาไปทำสิ่งดีงามมากกว่าการหาเงินหาทองหรือการเสพสุข เช่น ภาวนา ทำกรรมฐาน หรือเอาเงินไปช่วยเหลือส่วนรวม ได้เงินมาเยอะเพราะว่าใช้น้อย ก็เอาเงินนั้นไปช่วยเหลือส่วนรวม ไปบำรุงวัด ไปบำรุงโรงพยาบาล เป็นต้น อันนี้คือจุดมุ่งหมายของสันโดษ
-
25690406pm--ไม่ว่าเจออะไร ก็ยังทำใจได้เสมอ 26.05.2026 28dk6 เม.ย. 69 - ไม่ว่าเจออะไร ก็ยังทำใจได้เสมอ : เวลาเจอสถานการณ์ใดก็ตาม แม้จะไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำอะไรได้ หรือว่าพยายามทำแล้ว แต่ว่าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มันก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย มีอย่างหนึ่งที่เราทำได้ก็คือ ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น หรืออย่างที่สองคือ ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างที่เขาใช้คำว่า ซื่อสัตย์ หรือซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง แล้วทำใจเปิดกว้างต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันนี้คือสิ่งที่เราทำได้ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ทางออกมีเสมอ แต่มันเป็นทางออกที่อยู่ข้างใน
-
25690405pm--สูตรสำคัญของชีวิต 25.05.2026 34dk5 เม.ย. 69 - สูตรสำคัญของชีวิต : แม้พระพุทธเจ้าจะสอนกาลามสูตรมานานแล้ว 2500 กว่าปี แต่ว่ายังสำคัญสำหรับชีวิตของเรา โดยเฉพาะในยุคที่เรียกว่ายุคข้อมูลข่าวสาร ยุคโซเชียลมีเดีย ยุค AI ยิ่งต้องใช้หลักกาลามสูตรมาก ๆ อย่าเชื่อง่าย แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อเลย แต่ว่าก่อนจะเชื่อต้องใช้เหตุใช้ผลใคร่ครวญ ความจริงบางอย่าง เราไม่มีทางที่จะเห็นด้วยตา แต่เราก็พิจารณาเอา เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะฟังตามกันมา เพียงเพราะถือสืบ ๆ กันมา เพียงเพราะเสียงเล่าลือ เพียงเพราะการอนุมาน เพราะตรรกะ เพราะอ้างคัมภีร์หรือตำรา หรือแม้กระทั่ง เพราะผู้พูดเป็นครูของเราหลวงพ่อพูดก็อย่าเพิ่งเชื่อ ไปพิจารณาดู ครูก็อาจจะผิดได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ท่องจำเอาไว้
-
25690404pm--รักษาตนอย่างไร ไม่ให้ผิดพลาด 24.05.2026 30dk4 เม.ย. 69 - รักษาตนอย่างไร ไม่ให้ผิดพลาด : คนเรา ถ้าไม่มีสติแล้วก็ทำอะไรไม่ได้หรอก จะทำดี จะรักษาใจให้เบิกบาน ก็เพราะมีสติเป็นเครื่องกำกับ เพราะฉะนั้น หัวใจที่สำคัญของพุทธศาสนา ในความเห็นของเกล้ากระผมคือสติ ที่เหลือนอกนั้นก็เป็นกระพี้ อันนี้ก็น่าสนใจ ที่ครูบาอาจารย์แม้ท่านเป็นอาจารย์กรรมฐาน เป็นพระป่า แต่ท่านกลับเห็นว่าสติสำคัญที่สุด ดังนั้น ถ้าเราเอาสติมาใช้กับการทำงาน ในการบริโภค ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ก็เท่ากับว่าเราบำเพ็ญ อปัณณกปฏิปทาได้อย่างถึงพร้อม และช่วยทำให้เรารักษาศีล รักษาจิตให้ปกติได้
-
25690403pm--ฝึกใจให้เห็น อย่าเข้าไปเป็น 23.05.2026 30dk3 เม.ย. 69 - ฝึกใจให้เห็น อย่าเข้าไปเป็น : ความทุกข์แม้มันเกิดขึ้น แต่เห็นมันนี่ดี หลวงพ่อคำเขียนก็พูดเลยก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านไม่ได้พูดท่านเขียน เห็นทุกข์ก็พ้นทุกข์ ถ้าอยากพ้นทุกข์ก็ต้องเห็นทุกข์ ทีแรกเห็นด้วยสติก่อน มีความทุกข์เกิดขึ้นก็เห็นมัน ต่อไปเห็นด้วยปัญญาว่า ทุกอย่างเป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย พอเห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์หรือเป็นตัวทุกข์ จิตก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น พอไม่ยึดมั่นถือมั่นก็พ้นทุกข์เลย เป็นอิสระจากความทุกข์ เรามาถ้าตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ก็ขอให้ฝึกให้เห็น ถ้าฝึกแล้วไม่เห็นก็แสดงว่ายังไปไม่ถูกทาง ก็ต้องเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก จากเห็นด้วยสติก็พัฒนามาสู่การเห็นด้วยปัญญา นั่นแหละถึงจะช่วยทำให้ออกจากทุกข์ได้ หรือว่าทุกข์เบาบางลง
-
25690402pm--เราทุกคนคือนักโทษ 22.05.2026 27dk2 เม.ย. 69 - เราทุกคนคือนักโทษ : การเตรียมตัวก่อนตาย มันไม่ใช่ว่าจะต้องรอให้รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ พวกเราส่วนใหญ่ในที่นี้ก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ อาจจะยังอีกไกลหลายสิบปีก็ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ควรเตรียมตัว ควรเตรียมตัวไว้ เพราะยังไงเราก็ต้องตายกันทุกคน แล้วเผลอๆ อาจจะตายวันพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ก็ได้ เพราะความตายมันไม่มีใครที่จะรู้ล่วงหน้าหรือคาดการล่วงหน้าได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันมีสิ่งที่บอกล่วงหน้าหรือคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 5 อย่าง ภาษาบาลีเรียกว่าอนิมิตตัง มี 5 ประการคือ 1. ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ 2. ไม่รู้จะตายเวลาใด 3. ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน 4. ไม่รู้จะตายเพราะเหตุใด 5. ตายแล้วไปไหนก็ไม่รู้ แค่สี่ข้อแรกมันก็น่าคิดแล้ว เพราะว่าแม้จะยังเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นเด็ก หรือแม้จะสุขภาพดี ก็ไม่ใช่ว่าความตายจะไม่มาถึงตัว จริงๆ แล้วทุกคน พวกเราแม้จะไม่ใช่นักโทษประหารที่ต้องถูกจองจำในบางขวาง แต่ว่าโดยสภาพความเป็นจริงแล้วเราทุกคนก็ไม่ต่างจากนักโทษประหารคือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ แต่สักวันหนึ่งเราก็ต้องถูกประหารแน่นอน เพราะว่าความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น ครูบาอาจารย์บางท่านก็บอก พวกเธอเป็นนักโทษประหารกันทั้งนั้นแหละ ถึงแม้จะไม่ได้ถูกจองจำหรือถูกขังในเรือนจำ แต่ว่าไม่ช้าก็เร็วต้องถูกประหารชีวิต อาจจะไม่ใช่ถูกยิงเป้าถูกแขวนคอ แต่อาจจะเจ็บป่วยตาย หรือประสบอุบัติเหตุตาย อันนี้ก็เรียกว่าสัจธรรมมันพาให้เราทุกคนมาลงเอยที่การถูกประหารชีวิตกันทั้งนั้น ฉะนั้นก็ระลึกเอาไว้อยู่เสมอว่า ในเมื่อเราทุกคนต้องตาย มีชีวิตไม่ต่างจากนักโทษประหาร ต้องหมั่นสร้างสมคุณงามความดีเอาไว้ แล้วก็หมั่นศึกษาปฏิบัติธรรม รักษาจิตรักษาใจให้ดี ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีสติไม่วู่วาม หรือว่าบันดาลโทสะจนกระทั่งติดคุกติดตาราง แล้วก็โดนโทษประหารชีวิต แต่รวมถึงว่ามีสติเวลาจะต้องตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตึกถล่ม ไฟไหม้ รถชน แต่ก็ครองสติเอาไว้ได้ ถามว่าจะฝึกสติกันตอนไหน ก็ตอนนี้แหละ ไม่ใช่อ้างว่ายังไม่ว่าง ไม่มีเวลา อันนั้นเรียกว่าประมาทอย่างยิ่ง
-
25690401pm--ฝึกใจให้มีความสุข 21.05.2026 32dk1 เม.ย. 69 - ฝึกใจให้มีความสุข : คนเรานี่ถ้าหากว่าฝึกใจให้รู้จักมองเห็นสิ่งที่ดี ไวต่อความสุข แม้ว่าจะประสบเหตุเภทภัยอะไรก็ ยังมีความสุขได้ และที่สำคัญคือว่า เมื่อเจอความทุกข์แล้ว เรามองเห็นว่าเป็นธรรมดา ธรรมะช่วยได้ ทำให้เรามองเห็นว่าความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความพลัดพราก มันเป็นธรรมดาของชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น เมื่อสูญเสียสิ่งที่มี สิ่งที่เป็นไป มันก็ไม่ทุกข์อะไร อันนี้เป็นธรรมะที่เราสามารถฝึกใจให้เห็น แม้ว่ามันจะจดจ่อ เวลามีความทุกข์ มันก็จะไม่จมไปกับความทุกข์ เพราะมีปัญญาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งถ้าหากว่ามีสติ รู้จักมองว่า เราก็ยังมีสิ่งดี ๆ อีกเยอะ เราสูญเสีย 1 แต่เรายังมีตั้ง 2 มีตั้ง 3 ตั้ง 4 เรายังมีสิ่งดี ๆ อีกมาก และสิ่งที่เสียไปมันก็สอนธรรมให้กับเรา สอนความจริงให้กับเรา เสียทรัพย์แต่ได้ปัญญา ได้เห็นสัจธรรมความจริง ก็กลายเป็นดีไป เพราะฉะนั้น แม้ว่าสมองเราจะถูกออกแบบมาไม่ให้เรามีความสุข แต่ใจเราฝึกได้ ให้สามารถที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์แล้วเข้าถึงความสุข ท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของโลกได้ ใจสิ่งที่มี สิ่งที่ดี ตามองเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ยังเหมือนคนปกติ เดินเหินไปไหนก็ได้
-
25690331pm--อย่างหลงติดหัวโขน 20.05.2026 29dk31 มี.ค. 69 - อย่างหลงติดหัวโขน : สมมติที่มันมาพร้อมกับตำแหน่งฐานะ หรือเพศ ก็ยังเป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย แต่สมมติที่มันเกิดจากความยึดติดถือมั่นว่า สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา อันนี้เข้าใจยาก แต่ถ้าเพียงแต่เรารู้เท่าทันสมมติที่มันเป็นหัวโขน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งชื่อเสียง ฐานะ แล้วเราไม่หลงติดในมัน รู้ว่ามันเป็นแค่สมมติ เป็นแค่มายา เราก็สามารถจะเป็นอิสระจากมันได้ ถึงแม้ว่ายังหลงยึดติดในสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาก็ตาม ยังมีเรา-มีเขา แต่อย่างน้อยก็สามารถจะก้าวพ้นขีดจำกัด หรืออิทธิพลของสมมุติไปได้ ถ้าหากเข้าถึงธรรมะจริงๆ มันก็จะเข้าถึงภาวะที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่าไม่เป็นอะไรกับอะไร อันนี้ก็เรียกว่าเป็นอิสระจากสมมติอย่างสิ้นเชิง แต่ว่าถ้ายังไม่มีปัญญาเห็นถึงขนาดนั้น อย่างน้อยก็ไม่หลงเพลินในหัวโขน รู้เท่าทันอำนาจของหัวโขนในความเข้าใจของชาวโลก แล้วพอหัวโขนมันแปรเปลี่ยนไป ก็จะได้ไม่ทุกข์กับความผันผวน กับความเปลี่ยนแปลงนั้น
-
25690330pm--ทางออกพบได้ที่ใจ 19.05.2026 31dk30 มี.ค. 69 - ทางออกพบได้ที่ใจ : ถ้าเราทำความเพียรแล้วลดความคาดหวังลง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังในคำชื่นชมสรรเสริญ การได้รับความสำคัญหรือความสำเร็จ เราเพียรเท่าไหร่ แม้จะไม่สำเร็จเราก็ไม่ทุกข์ ก็ยังทำ ยังตั้งหน้าตั้งตาทำความเพียรต่อไป เหมือนกับเวลาเราปฏิบัติธรรม เราทำความเพียรปฏิบัติทั้งวัน แม้ว่าจะยังดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสงบก็ยังไม่เกิด ปัญญาก็ยังไม่ปรากฏ แต่เราก็ไม่ทุกข์ เพราะว่าความเพียรของเราไม่ได้ผูกติดอยู่กับความสำเร็จหรือความคาดหวัง วิธีที่จะลดความทุกข์จึงไม่ใช่แค่การพยายามให้ได้มาอย่างที่ต้องการ แต่อยู่ที่การลดความต้องการลง ลดความคาดหวังลง ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ถ้าเราศึกษา หมั่นมองดูใจ เราจะพบว่าทางออกจากทุกข์ ทางออกจากปัญหา จริง ๆ แล้วอยู่ที่ใจเรา ไม่ใช่อยู่ที่ว่าต้องให้ได้อย่างที่อยาก เจอแดดร้อน ๆ แม้ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ อันนี้ก็คำตอบเดียวกัน คือทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจเรา แม้ว่ายังต้องเจอทุกข์ แต่ก็แค่ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ แม้จะไม่ได้แต่ก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้หวัง ฉะนั้นถ้าเราหันมาสังเกตใจของเราจากการที่ได้เจอกับความทุกข์ ความยากลำบาก สุดท้ายเราก็จะพบว่าทางออกมีอยู่เสมอ อย่างน้อยกทางออกก็คือที่ใจ
-
25690323pm--เตือนใจให้ใช้หัว 18.05.2026 31dk23 มี.ค. 69 - เตือนใจให้ใช้หัว : ตัวเราเองแต่ละคนก็เหมือนกัน บางทีแม้เราจะรู้ผิดรู้ถูก สนใจธรรมะ ฟังธรรมมาเยอะ แต่ว่าบางทีถ้าปล่อยให้อารมณ์ลุกลาม ไม่ว่าจะเป็นความโกรธจนเกิดการบันดาลโทสะ หรือเกิดโลภะ ราคะ เกิดอารมณ์ชั่ววูบ แม้กระทั่งการกิน การกินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลายคนก็รู้ว่ากินน้ำตาลมาก ๆ ไม่ดี กินของหวานไม่ดี กินไขมัน กินพวกที่มีไขมันเยอะไม่ดี แต่ก็ห้ามใจไม่ได้ เพราะคนเราการกระทำคนเราไม่ได้ใช้หัวอย่างเดียว ใช้อารมณ์ ใช้ใจ ความอยาก ก็ทำให้ลืมตัวก็เผลอกินเผลอเสพสิ่งที่รู้ว่าเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ตอนนั้นไม่ได้ใช้ความรู้ ใช้ความรู้สึก แต่ถ้าคนเรารู้จักเตือนตนด้วยตนเอง คือมีสติ ก็ช่วยทำให้เราไม่เผลอทำสิ่งที่เป็นโทษต่อผู้อื่น หรือทำร้ายตัวเองได้ การมีสติสำหรับยุคนี้สำคัญมาก เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมากระตุ้นให้เราเกิดความโกรธ ทำให้เราเกิดความโลภจนลืมตัวหรือเปล่า อย่างที่ว่าสมัยก่อนยังมีคนช่วยตักช่วยเตือน มีเพื่อน มีหมู่มิตร แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็ต้องรู้จักเตือนตัวเอง แล้วเราจะเตือนตัวเองได้ต้องมีสติ ขนาดมีสติแล้วยังไม่พอ บางทีแม้ว่ารู้ว่าโกรธไม่ดีแต่ก็ยังโกรธอยู่ รู้ว่ากินของหวานไม่ดีแต่ก็ยังกินอยู่ บางทีสติไม่มีอำนาจเพียงพอ แต่ถ้าเราเตือนตัวเองบ่อย ๆ เตือนตัวเองบ่อย ๆ ก็จะช่วยชะลอได้ในที่สุด ใหม่ ๆ เวลาโกรธแล้ว เผลอหลุดปากด่าไป มารู้ตัวก็ว่าไปเรียบร้อยแล้ว แล้วคนที่ถูกว่าบางทีก็เป็นพ่อแม่ เป็นลูก แต่ถ้าเราไม่ท้อไม่ถอย ทำไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็จะเตือนตัวเองได้เร็วขึ้น จนกระทั่งตอนหลังมีความโกรธก็รู้ว่าโกรธ แล้วไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ต่อไปก็จะรู้ทันมากขึ้น จนกระทั่งไม่ทันจะโกรธเลย แค่หงุดหงิด แค่ไม่พอใจ ก็หยุดแค่นั้น เพราะมีสติมาเตือน ยุคนี้ถ้าเราไม่มีสติ ก็ง่ายที่เราจะพลั้ง ง่ายมากที่เราจะเผลอ ง่ายมากที่เราจะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังได้
-
25690322pm--ปลอดภัยเพราะใจมีบ้าน 17.05.2026 29dk22 มี.ค. 69 - ปลอดภัยเพราะใจมีบ้าน : บ้านที่ก่อด้วยอิฐสร้างด้วยปูนป้องกันอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ป้องกันสัตว์ร้าย มิจฉาชีพ ผู้ร้าย อาจจะป้องกันน้ำท่วม แผ่นดินไหวได้บ้าง แต่ว่าความสูญเสียคนรัก ของรัก และการประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจป้องกันไม่ได้ แต่บ้านในใจป้องกันได้ สติก็ดี สัมปชัญญะความรู้ตัวก็ดี ปัญญาก็ดี ช่วยป้องกันได้ และถ้าเรามีบ้านชนิดนี้ อยู่ที่ไหนก็อบอุ่น อยู่ที่ไหนก็ปลอดโปร่งเป็นอิสระ แม้ว่าจะอยู่ห่างจากบ้านที่คุ้นเคย ที่เป็นอาคารสถานที่ แต่ว่าความเหงาก็มาครอบงำจิตใจไม่ได้ ต้องใส่ใจในการหาบ้านอย่างนี้ให้กับใจของเรา เพราะถึงวันที่เราเจ็บเราป่วย ถึงวันที่เราต้องเจอกับความพลัดพรากสูญเสีย ถึงวันที่เราอาจจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ร่างกายกลับกลายเป็นคุกขังเราไว้ จะก็ขังได้แต่กาย แต่ว่าขังใจไม่ได้ เพราะใจมีอิสระ เพราะใจมีบ้าน ที่ให้ความอบอุ่นข้างในแก่เรา
-
25690321pm--ทำจิตคู่กับทำกิจ 16.05.2026 28dk21 มี.ค. 69 - ทำจิตคู่กับทำกิจ
-
25690319pm--สิ้นสุดการทะเลาะในตัวเอง 15.05.2026 30dk19 มี.ค. 69 - สิ้นสุดการทะเลาะในตัวเอง : การสิ้นสุดของการทะเลาะในตัวเอง ดังนั้นมันจะมีความสงบ เป็นความสงบที่ไม่ใช่ว่าไม่มีกิเลส มันก็ยังมี หรือกิเลสก็ยังมีโอกาสที่จะเกิด แต่ว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดได้ เพราะว่าความหลง ซึ่งเป็นบ่อเกิดหรือเป็นเชื้อของความโกรธ ความเครียด ความเศร้า มันไม่มี ก็เหมือนกับไฟ ไฟลุกเป็นเปลวได้เพราะมีเชื้อ แล้วก็มีออกซิเจน แต่เมื่อไรก็ตามที่เชื้อหมด เมื่อไรก็ตามที่ไม่มีออกซิเจน ไฟก็ดับ กิเลสและความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ความเครียด อารมณ์อกุศลพวกนี้ รวมทั้งความฟุ้งด้วย มันเกิดขึ้นได้เพราะความหลง หลงเมื่อไรก็เหมือนกับกิเลสได้เชื้อไฟ แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไร ออกซิเจนหมด เชื้อหาย ไฟก็ดับ มันไม่ใช่ภาวะที่ต้องไปโรมรันพันตูกัน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในใจของคนที่ใฝ่ดี ใฝ่ธรรม แต่ว่าการที่จะรับมือกับกิเลส ความคิด และอารมณ์ที่ทำให้ใจว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน มีวิธีที่ดีกว่านั้น คือเห็นมัน
-
25690318pm--สงบได้เพราะรู้ใจ 14.05.2026 28dk18 มี.ค. 69 - สงบได้เพราะรู้ใจ : คำว่ารู้นี่สำคัญ สงบกับรู้ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพียงแต่ว่ารู้ในที่นี้คือรู้อาการของใจ รู้จิต รู้เวทนา ไม่ใช่รู้ข้างนอก รู้ข้างนอกอาจจะทำให้ใจไม่สงบได้ แต่ถึงจะรู้ข้างนอก ถ้าหากว่ารู้ข้างในไปด้วย เวลาตาเห็นรูป ก็มีสติเห็นใจที่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง เวลาหูกระทบกับเสียง ก็มีสติเห็นใจยินดียินร้าย ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความสงบก็เกิดขึ้นได้ และความสงบแบบนี้สำคัญมาก เพราะว่าไม่ได้หมายถึงการตัดการรับรู้ เรายังรับรู้โลกภายนอกได้ แต่ว่าเราไม่ได้แค่รู้นอก เรารู้ในด้วย รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น รู้อาการของใจที่ไปต่อสู้ผลักไส รู้สึกลบกับภาพที่เห็นหรือเสียงที่ได้ยิน รู้ทันความอยาก ความคาดหวังที่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่ปล่อยให้มันครองใจ ความเพียรยังทำอยู่ แต่ว่าแยกเอาความอยากหรือความคาดหวังออกไป ของอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาคู่กันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมาคู่กัน ถ้ายิ่งมีความเพียรเท่าไร ก็ยิ่งมีความอยาก มีความคาดหวังมากเท่านั้น แต่ถ้าเราเพียรโดยที่ปลดความอยาก ความคาดหวัง หรือถึงจะมีก็รู้ทันมัน ถ้าเรารู้เรื่องโลกภายนอก แล้วรู้อาการของใจ ความสงบก็เกิดขึ้นในใจเราได้ ไม่จำเป็นต้องปิดหูปิดตาอย่างลิงสองตัวนั้นก็ได้ ตาก็ยังเห็นรูป หูยังได้ยินเสียง แต่มีสติเห็นใจ เห็นอารมณ์ เท่านี้ก็ทำให้เกิดความสงบในใจขึ้นมาได้
Şurada popüler
Bu podcast şu ülkelerin podcast listelerinde de yer alıyor.