หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

dhamma.com
Paese Thailandia
Lingua TH
Episodi 3154
Ultimo 14.09.2026

ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.

Episodi

  • บุญจากการภาวนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ส.ค. 2569 14.09.2026 37min
    "การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา การที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 สิงหาคม 2569
  • รู้สึกตัวเพื่อเห็นความจริงของกายของใจ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 ส.ค. 2569 13.09.2026 1h 2min
    "จุดสำคัญหัวใจของการปฏิบัติเริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว ฉะนั้นเราทำกรรมฐานเพื่อให้รู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้แล้วเราเห็นจิตมันหลงไป หรือจิตมันถลำลงไปเพ่ง เห็นหลายๆ ที จิตมันจำการที่ถลำลงไปได้ จำการเพ่งได้ ต่อไปพอถลำไปคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สติปัฏฐานถึงบอกให้ทำเนืองๆ ไม่ใช่นานๆ ทำที ให้ทำ ง่ายที่สุดก็รู้สึกกายไป เห็นร่างกายมันหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เห็นร่างกายยืน เดินนั่งนอนก็ได้ อย่างเราเดินจงกรม ไม่ใช่เดินนับชั่วโมงเฉยๆ อันนั้นงี่เง่า เดินจงกรม เดินรู้สึกตัว ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย จุดตั้งต้นนี้เพื่อรู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้ เราถึงจะเรียนรู้ความจริงของตัวเองได้ ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ลืมกายลืมใจก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นที่เรารู้สึกตัวเพื่อเราจะได้เห็นความจริงของกายของใจ เราเห็นความจริงของกายของใจได้แล้ว เราจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้ว จิตจะหลุดพ้นของจิตเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 สิงหาคม 2569
  • เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ส.ค. 2569 10.09.2026 55min
    "เรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัวไว้ เรียนรู้ความจริงของร่างกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจเรื่อยๆ ไป ไม่ต้องไปคิดเยอะหรอก รู้สึกเอา รู้สึกกาย รู้สึกใจไป พอรู้สึกเรื่อยๆ ต่อไปมันเห็นความจริงของกายของใจ จิตก็หมดความอยาก ความอยากทั้งหลาย มันล้วนแต่อยากให้กายให้ใจเป็นสุข อยากให้กายให้ใจไม่ทุกข์ พอเรารู้ความจริงว่ากายคือทุกข์ จะไปอยากให้มันไม่ทุกข์ทำไม จะไปอยากให้มันสุขทำไม มันเป็นเรื่องไร้เดียงสา เพราะเรารู้ความจริงแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว เราจะละความอยาก ละสมุทัยได้ เมื่อเราละความอยากได้แล้ว จิตจะเข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง จิตไม่มีความอยาก จิตก็ไม่มีความดิ้นรน จิตเข้าถึงความสงบสุข คำว่านิพพานๆ ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง นิพพานคือสันติ คือความสงบสุข มันสงบแล้วมันมีความสุข มันอิ่ม มันเต็มอยู่ในตัวเอง ฉะนั้นนิพพานไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่เราทำความดีแล้วตายไป เราจะไปอยู่ในโลก ในโลกของพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีโลกอย่างนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราละตัณหาเสีย ละตัณหาได้ เราก็เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปนิพพาน นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา เพียงแต่ว่าความไม่รู้หรืออวิชชา ผลักดันให้เกิดตัณหาคือความอยาก ความอยากผลักดันให้ดิ้นรน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ เราเลยไม่เห็นพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 สิงหาคม 2569
  • ทุกข์เพราะยึดว่าขันธ์เป็นตัวเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ส.ค. 2569 09.09.2026 1h 3min
    "พอมันเกิดมาแล้วเราจะไปสั่งว่าอย่าเกิด มันสั่งไม่ได้ พอเกิดมาแล้วมันจะต้องแก่ เราจะสั่งว่าอย่าแก่ เราสั่งไม่ได้ เราสั่งว่าอย่าตาย เราก็สั่งไม่ได้ ในทางจิตใจเราเราจะสั่งว่า จงพบแต่อารมณ์ที่ดีที่ถูกอกถูกใจ เราก็สั่งไม่ได้ จงอย่าพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็สั่งไม่ได้ พอเราสั่งไม่ได้ ฉะนั้นเราจะไปแก้ที่ตัวขันธ์แก้ไม่ได้ ท่านเลยมองต่อไปอีก ที่เราทุกข์เพราะขันธ์นี้ เพราะเรายึดว่ามันคือตัวเรา เวลาเราแก่เราก็รู้สึกว่าเรา ร่างกายมันแก่เราก็รู้สึกว่าเราแก่ ร่างกายมันเจ็บเราก็รู้สึกว่าเราเจ็บ ร่างกายตายเราก็รู้สึกว่าเราตาย เวลาเราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็คิดว่าเราพลัดพราก เวลาต้องเจอสิ่งที่ไม่รักเราก็บอกเราเจอสิ่งที่ไม่รัก มันมีเราๆๆๆ แทรกอยู่เรื่อยๆ มีความหลงผิดอยู่ เราไปเห็นขันธ์ว่ามันเป็นตัวเราของเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 16 สิงหาคม 2569
  • ใจเป็นคนรู้ได้ถึงจะทำสติปัฏฐานได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ส.ค. 2569 08.09.2026 1h 1min
    "เราจะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ ทำด้วยความมีสติ ก็จะเห็นร่างกายนั่งอยู่ เห็นร่างกายหายใจอยู่ ใจเราเป็นแค่คนเห็น ร่างกายมันเดินอยู่ ใจเป็นแค่คนเห็น มีสติรู้สึกไป มีจิตตั้งมั่น ถ้าเรามีจิตตั้งมั่นได้ เราจะเห็นขันธ์มันแยก กายเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ สุขทุกข์เกิดขึ้น ใจเป็นคนรู้ กุศลอกุศลเกิดขึ้น ใจเป็นคนรู้ ใจมันจะแยกออกมาเป็นแค่คนรู้ ถ้าใจเราเป็นคนรู้ได้ เราถึงจะทำสติปัฏฐานได้ ถ้าใจเราเป็นคนคิดนึกปรุงแต่งก็ทำสติปัฏฐานไม่ได้ เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ผู้เพ่ง ก็ไม่ใช่ทำสติปัฏฐาน ต้องเป็นผู้รู้ผู้เห็น เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เห็นร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง เห็นความสุขความทุกข์ในกาย เห็นความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ในใจ เห็นกุศลอกุศลในจิตใจ หัดรู้ไปเรื่อย แล้วต่อไปพอภาวนาได้ละเอียด เราจะเห็นจิตเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดทางตาก็ดับทางตา จิตเกิดทางหูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกก็ดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่กายดับที่กาย เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตไม่มีที่อยู่แน่นอน จิตเกิดตรงไหน ดับตรงนั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 สิงหาคม 2569
  • พ่อแม่สำคัญเท่ากับพระอรหันต์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ส.ค. 2569 07.09.2026 27min
    "พระพุทธเจ้าท่านยกความสำคัญของพ่อแม่ สำคัญเทียบเท่ากับพระอรหันต์ ฉะนั้นการที่เราดูแลพ่อแม่เราก็คือ การดูแลพระอรหันต์ในบ้านเรา คนถ้าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ มันก็จะไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน อย่างสัตว์แม่มันเลี้ยงมันแต่เด็กๆ พอมันโตมันก็ไม่รู้จักแม่มันแล้ว ต่างคนต่างไป แต่มนุษย์เรามีอารยธรรม เราก็รู้จัก ถ้าเราละทิ้งพ่อแม่เราก็ไม่ได้ต่างกับสัตว์เดรัจฉานเท่าไร การทำความดีเป็นบุญ สร้างคุณงามความดี การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา ล้วนแต่เป็นบุญทั้งสิ้น ถ้าพ่อแม่เรายังอยู่ ถ้าแม่ยังอยู่เวลาเราไปทำอะไรที่ดี แล้วเราไปบอกให้แม่เราดีใจ อย่างเราขยันทำงานช่วยเหลือคนโน้นคนนี้ ถ้าเราไปบอกแม่ แล้วแม่เราดีใจ แม่เราได้บุญด้วย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 สิงหาคม 2569
  • ธรรมะของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ก.ค. 2569 06.09.2026 28min
    "ลองทำจนให้เคยชิน เบื้องต้นรักษาศีล 5 ไว้ ช่วยให้เราสงบง่าย แล้วก็สังเกตตัวเอง เราอยู่กับกรรมฐานชนิดไหนแล้วสบายใจ อย่างบางคนเดิน ได้เดินจงกรมแล้วสบายใจ ก็เดิน บางคนรู้สึกร่างกายเคลื่อนไหวทำงาน บางคนตัดหญ้า ตัดหญ้าเห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว รู้สึกไปเรื่อย มีความสุข บางคนกวาดบ้านถูบ้าน กวาดไปถูไป ถ้าขี้เกียจก็ไม่มีความสุข แต่ทำไปแล้วบ้านสะอาดน่าอยู่ น่าดูเลย ดูแล้วมีความสุข ทีหลังก็อยากทำอีก กระทั่งกวาดบ้านถูบ้านก็เอามาทำกรรมฐาน ทำได้ เรากวาดบ้านแล้วมีความสุข รดต้นไม้แล้วมีความสุข เรารดต้นไม้ บางคนอาบน้ำให้หมาแล้วมีความสุข พลิกจิตนิดเดียว อย่ามัวแต่เพลินในความสุขอันนั้น ให้รู้ทันว่ากำลังมีความสุข ปฏิบัติไปอยู่ในชีวิตธรรมดานี้ล่ะ ถึงเวลาควรทำสมถะ เราก็อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข ใจเราสงบ สุข สบาย เราอ่านความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจิตใจไป อย่างบางคนตัดหญ้า มีความสุข ตัดไปแล้วเห็นร่างกายทำงาน ร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราแล้ว จิตเดินปัญญาแล้ว แรกๆ ก็อาจจะงงๆ ลองทำดู สักไม่นาน เราจะหลอมรวมการปฏิบัติเข้ากับชีวิตจริงของเราได้ แล้วคราวนี้เราจะไม่พูดคำว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 กรกฎาคม 2569
  • การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ก.ค. 2569 05.09.2026 27min
    "การที่ครูบาอาจารย์บอกว่า การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด ท่านพูดตรงประเด็นเลย แทนที่เราจะไปตีอ้อมไกลๆ เราบุกเข้าเมืองหลวงเลย ใช้กำลังของสติปัญญาของเรา บุกทะลวงเมืองหลวงของกิเลส คือจิตนั่นละ ถ้าเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี นี่คือพระโสดาบัน แล้วการภาวนาต่อไป จะเริ่มมีสติปัญญาละเอียดขึ้น จะเห็นว่าร่างกายที่เราเห็นว่าไม่ใช่เรา แท้จริงร่างกายคือตัวทุกข์ ร่างกายนี้มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุข สุขก็คือช่วงที่ทุกข์น้อยลง แล้วเรารู้สึกเปรียบเทียบ เราเลยรู้สึกว่าสุข ในความเป็นจริงกายคือทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ถ้าเห็นตรงนี้ จิตจะสลัดคืนกาย คืนกายก็คือคืนตา หู จมูก ลิ้น กายให้โลกไป ไม่เอาแล้ว ปล่อยทิ้งไป จิตเราก็พ้นจากกาม หมดความยึดในกาย นี่คือพระอนาคามี แล้วการปฏิบัติจะลงมาเหลือที่จิต เราดูจิตไปเรื่อยๆ เราจะเห็นจิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ต่อมาภาวนามากๆ เราจะรู้เลย จิตต้องกระทบอารมณ์ตลอดเวลา จิตมีภาระตลอดเวลา จิตต้องออกไปรู้อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จิตต้องไปคิด จิตมีภาระตลอดเวลา จิตทุกข์อยู่ตลอดเวลา นี่รู้แจ้งเห็นจริง จิตมีแต่ทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุขแล้ว ถ้าเห็นอย่างนี้ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลก หมดความยึดจิต นั่นคือที่สุดของทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 กรกฎาคม 2569
  • สิ่งที่ผิดในการดูจิต :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 ส.ค. 2569 26.08.2026 1h 7min
    "พวกหนึ่งแสวงหาจิต พวกหนึ่งไปเพ่งจิต พวกหนึ่งไปดัดแปลงจิต จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ บางคนปรุงแต่งเก่ง เข้าไปปรุงแต่ง จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ก็ไปปรุงแต่งจิตให้ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไปทำจิตว่างๆ ไปทำจิตให้ว่างไม่ใช่การดูจิต ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ดูจิตเลย เริ่มแต่แสวงหาจิต มันก็คือการแสวงหา ไม่ใช่เอาจิตไปแสวงหาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกว่า "ใช้จิตไปแสวงหาจิต อีกกัปหนึ่งก็ไม่เจอ" เอาจิตไปแสวงหาจิต เราไปดูผิดที่แล้ว เราไม่ได้ดูจิตหรอก เราเที่ยวสแกนไปเรื่อยๆ คิดว่าจิตอยู่ที่ไหนหนอ เที่ยวไปดู พอไปเจออะไรบางอย่าง นึกว่าจิต ก็ไปเพ่งเอาไว้ๆ บางคนก็ไปประคองรักษาจิตให้นิ่งๆให้ว่างๆ ไม่อยากให้มันทำงาน เห็นจิตมันทำงานตลอดเวลา ก็อยากให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ พวกนี้ก็เข้าไปแทรกแซงจิต ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง ที่ว่าดูจิตๆ น้อยคนหรอกที่จะดูจิตได้ ถ้าเราภาวนา เราแสวงหาจิต เราเพ่งจิต เราดัดแปลงจิต เราประคองจิต เราจะไม่เห็นความจริงของจิต ดูไม่ได้จริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 สิงหาคม 2569
  • พัฒนาสัมมาสมาธิด้วยสัมมาสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ส.ค. 2569 25.08.2026 1h
    "ถ้าเราอยากพัฒนาในเส้นทางธรรม เราต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แล้วคอยมีสติรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิด ไหลไปที่อื่น หรือไหลลงไปเพ่งอารมณ์ มันจำสภาวะที่จิตหลงไปข้างนอก หลงไปเพ่งกรรมฐาน มันหลงอะไรก็รู้ มันอาการอันเดียวกัน คือมันเคลื่อนไป จิตมันเคลื่อนจากฐาน ไหลออกไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ พอเราฝึกบ่อยๆ พอมันเคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ เคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ พอฝึกสติเราอัตโนมัติขึ้นมา จิตมันก็ตั้งมั่นถี่ขึ้นๆ ทุกคราวที่เรามีสติที่ถูกต้อง เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตที่หลงไปเพ่ง ทุกครั้งที่เรามีสติรู้ อย่างถูกต้อง ไม่ได้จงใจรู้ มีสติรู้ไปตามธรรมดานี้ล่ะ สัมมาสมาธิจะเกิดร่วมกับสัมมาสติเสมอ แท้จริงแล้ว สมาธิเกิดร่วมกับจิตทุกดวง จิตอกุศลก็มีสมาธิ แต่ถ้าเราจะพัฒนาสัมมาสมาธิ เราต้องพัฒนาสัมมาสติ สัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2569
  • เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569 24.08.2026 1h 1min
    "สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 สิงหาคม 2569
  • แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ส.ค. 2569 23.08.2026 51min
    "ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไป ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 สิงหาคม 2569
  • ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงบ่าย) 16.08.2026 42min
    "พระอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เคยถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อปฏิบัติปีหนึ่งก้าวหน้ามากกว่าพระทำ 10 ปี 20 ปี หลวงพ่อก็บอกหลวงพ่อทำทั้งวัน ใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง มีเวลาปุ๊บไม่ต้องทำงานที่คิด หลวงพ่อก็ปฏิบัติทันทีเลย ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ จิตมีปีติมีความสุข พอเรามาเดินปัญญามันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจิตเราตั้งมั่นมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่ สงบ การเจริญปัญญาใช้พลังจิตเยอะ ถ้าจิตเราไม่มีพลังพอมันเดินปัญญาไม่ได้จริง มันแอบไปคิดเอา หรือมันแอบไปเพ่งเอา ไม่เข้าทางสายกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงบ่าย)
  • เดินอยู่ในทางสายกลาง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงเช้า) 13.08.2026 59min
    "การที่เรามีสัมมาสติ มีสติระลึกรู้กายรู้ใจของตัวเองบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว เรียกว่าเราได้สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น คือจิตที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไป ไม่ไหลไปที่อื่น อยู่กับตัวโดยที่ไม่ได้บังคับ ต้องมีวงเล็บ อยู่กับตัวเองโดยไม่ได้บังคับเอาไว้ เพราะถ้าบังคับไว้เมื่อไร จะตกสุดโต่งไปข้างอัตตกิลมถานุโยค ข้างบังคับตัวเอง สมาธิก็ต้องไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง นั่งแล้วเพลินมีแต่ความสุข ติดในกาม เพราะฉะนั้นต้องทางสายกลาง ที่หลวงพ่อสอนเวลานั่งสมาธิ บอกอย่าไปเผลอ เผลอก็คือย่อหย่อนไป อย่าไปเพ่งบังคับกายบังคับใจ อันนี้ตึงไป ก็สอนอยู่ในเรื่องของทางสายกลางนั่นเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงเช้า)
  • หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ค. 2569 12.08.2026 1h 6min
    "หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ ถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญามันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ขาดสติตัวเดียวก็คือหมดหวังแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มี เราจะต้องเรียนเรื่องการเจริญสติให้มาก แล้วไม่ใช่สติธรรมดา แต่เป็นสติปัฏฐาน สติธรรมดามันเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆ ดวง จิตที่เป็นกุศลทุกดวงจะมีสติ แต่สติปัฏฐานเป็นสติที่ระลึกรูป นาม กาย ใจ ลำพังมีสติเฉยๆ ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่นิพพานหรอก ต้องเป็นสติปัฏฐานคือสติที่เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนแล้วเราจะได้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราอยาก พอเห็น ใจมันก็จะรู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไร ดูแลรักษาให้ดีแค่ไหนถึงวันหนึ่งก็ต้องแตกสลาย ใจจะค่อยเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายของจิตใจ พอเราเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหมดความยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะพ้นทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กรกฎาคม 2569
  • หลักสูตรของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ก.ค. 2569 12.08.2026 25min
    "ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาส คือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2569
  • นักปฏิบัติหลงเข้าไปปรุงแต่งจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ค. 2569 10.08.2026 1h
    "คนในโลกจิตมันปรุงแต่งอะไรไป แล้วก็ตัวเองก็หลงตามความปรุงแต่งไป มันปรุงราคะก็หลงตามราคะไป ปรุงโทสะก็หลงตามโทสะไป คนในโลกมันหลงตามความปรุงแต่งของจิต เพราะไม่มีสติรู้ทัน ส่วนนักปฏิบัติกลับข้างกัน เป็นผู้พยายามเข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง จิตไม่สุขก็พยายามแต่งให้สุข จิตไม่สงบแต่งให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี มีคำว่าทำเกิดขึ้น อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่าทำ เบื้องหลังคำว่าทำก็คือโลภะ ความโลภหรือตัณหา อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ มีความอยากเกิดขึ้น เราก็เข้าไปปรุงแต่งจิต เราอย่าไปปรุงแต่งจิต จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ทำกรรมฐานไป จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด ไม่ห้าม ไหลได้ จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง ไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ไหลเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่าจิตไหลเข้าไปเกาะอารมณ์กรรมฐานแล้ว ฝึกตัวนี้ให้เยอะๆ ฝึกรู้ทัน จิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งจ้อง ไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน แล้วคราวนี้เราจะไม่ปรุงแต่งจิต เมื่อเราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิต จิตก็อยู่ในสภาพดั้งเดิมคือประภัสสร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2569
  • กฎของการดูจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.ค. 2569 09.08.2026 1h 1min
    "การดูจิตมีกฎ 3 ข้อ ข้อที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ทีนี้พอหลวงพ่อบอกให้พวกเราดูจิต พวกเราก็รีบส่งจิตไปดู ส่งจิตเข้าไปดู ตอนนี้จิตเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ใช่การดูจิตแล้ว นี่เป็นการที่จิตมันไหลออกไปแสวงหาว่า ตอนนี้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น อันนั้นหลงอยู่ การดูจิตไม่เหมือนดูกาย ดูจิตเป็นการดูตามหลัง ความรู้สึกเกิดแล้วก็รู้ ค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกอันนั้น ถ้าดูกายก็ดูปัจจุบัน อย่างท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อยืนอยู่ให้รู้ชัดว่ายืนอยู่ รู้ตรงนี้เลย รู้ชัดๆ เลย ไม่ต้องไปรู้ที่อื่นเลย รู้ในขณะปัจจุบันได้ ข้อที่สองระหว่างรู้ อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าถลำลงไปรู้ ให้รู้แบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึกสูง แล้วเห็นไปที่ถนน เห็นรถวิ่งอยู่บนถนนเยอะแยะ วิ่งไปวิ่งมา เราไม่โดดลงไปอยู่กลางถนน กฎการดูจิตข้อที่สามกับการดูกาย ข้อที่สามอันนี้ก็เหมือนกัน คือดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าเราดูแล้วเกิดยินดีให้รู้ทัน เกิดยินร้ายให้รู้ทัน พอเรายินดียินร้ายเรารู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนรู้คนดู ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นกลางกับทุกๆ สิ่ง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 กรกฎาคม 2569
  • กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ค. 2569 27.07.2026 58min
    "ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ว่าเราจะไปเกิดที่ไหน เราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กรกฎาคม 2569
  • ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.ค. 2569 26.07.2026 53min
    "ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริง ของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กรกฎาคม 2569

Popolare in

Questo podcast compare anche nelle classifiche dei podcast di questi paesi.