Soul Food Podcasts

Soul Food Podcasts

Soul Food Ministries
Држава Тајланд
Језик TH
Епизоде 1888
Последња 15.09.2026

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวมรายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน: พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดททุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชีวิตคริสเตียน: อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสัมพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ

Епизоде

  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169) พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร? 15.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169)พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?“ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตามการกระทำของเรา แต่ตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง คือพระคุณที่ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา”~2 ทิโมธี 1:9 THSV11“God saved us and called us to be holy, not because of what we had done, but because of his own plan and kindness. Before the world began, God planned that Christ Jesus would show us God’s kindness.”~2 Timothy 1:9 GWมีคำเขียนไว้ว่า“พระเจ้าทรงเรียกเราไม่ได้เพียงให้ทำงานของพระองค์ แต่ให้เติบโตเป็นคนของพระองค์”(God calls us not only to do His work, but to become His people.)ให้เรามาดูว่า “การทรงเรียก” (Calling) คืออะไร?"การทรงเรียก"คือ"การที่พระเจ้าเข้าหา เรียกเราให้ดำเนินชีวิตใน ‘ความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกับพระองค์’ เพื่อเป็นของพระองค์ คิด ทำตามรับใช้ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า ควบคู่ไปกับการ ‘ใช้ชีวิตอย่างเติบโตเกิดผล’ ในพื้นที่ที่พระองค์ทรงวางเราไว้ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพหรือพันธกิจอะไร“แล้วการทรงเรียกมีกี่ประเภท?การทรงเรียก มี 2 ประเภท คือ​การทรงเรียกทั่วไป(General Calling)คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนได้รับเหมือนกัน อาทิ1).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้มาหา มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และเชื่อในพระเยซูคริสต์และรับความรอด“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV112).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนที่เชื่อพระคริสต์ให้เป็นคนบริสุทธิ์ “เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก แต่ทรงเรียกให้เป็นคนบริสุทธิ์”~1 เธสะโลนิกา 4:7 THSV11“แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น”~1 เปโตร 1:15 THSV113).พระเจ้าทรงเรียกให้เราเป็นไทจากเป็นทาสของบาป มาเป็นทาสของพระคริสต์“เพราะว่าผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เมื่อยังเป็นทาส ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่ได้รับการทรงเรียกเมื่อเป็นไท คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์”~1 โครินธ์ 7:22 THSV114).พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีเสรีภาพที่จะรับใช้กันและกันด้วยความรัก“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนังแต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”~กาลาเทีย 5:13 THSV11​การทรงเรียกเฉพาะ(Specific Calling)คือการทรงเรียกที่เกี่ยวข้องกับ บทบาท พันธกิจ งาน อาชีพ สถานที่ ช่วงเวลา หรือความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง ในชีวิตของคนหนึ่งคนใด อาทิ1).โมเสส — ถูกเรียกให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์(อพยพ 3)2).ซามูเอล — ถูกเรียกให้เป็นผู้เผยพระวจนะ(1 ซามูเอล 3)3).อิสยาห์ — ได้รับนิมิตและตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า(อิสยาห์ 6:8)4).เปาโล — ได้รับมอบหมายให้นำข่าวประเสริฐไปยังคนต่างชาติ(กิจการ 9:15; 13:2)5).เอสเธอร์ —ถูกวางไว้ในสถานการณ์ที่นำไปสู่ภารกิจสำคัญ “เพื่อเวลาเช่นนี้”(เอสเธอร์ 4:14)อย่างไรก็ตาม การทรงเรียกไม่ได้จำเป็นต้องมาในรูปแบบเดียวกันพี่น้องที่รักวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไรอย่างเฉพาะเจาะจงบ้าง?ขอช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อย…จะได้ไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กันยายน2026(ตอนที่ 169ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168) พระเจ้าทรงเรียกคุณ? 14.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168)พระเจ้าทรงเรียกคุณ?“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนพวกท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”~เอเฟซัส 4:1 THSV11“As a prisoner for the Lord, then, I urge you to live a life worthy of the calling you have received.“~Ephesians 4:1 NIVอาจารย์ เปาโล กล่าวถึง“การทรงเรียก (Calling)” ในข้อนี้ ท่านไม่ได้พูดเพียงว่า“พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ทำอะไร” แต่ท่านเน้นว่า ” เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้สมกับการทรงเรียกนั้น!”พระคัมภีร์ข้อนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​ “เพราะฉะนั้น”คำว่า “เพราะฉะนั้น” สำคัญมากในเอเฟซัสบทที่ 1–3 เปาโลพูดถึง สิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา=พระพรที่เราได้รับ ก่อนที่บทที่4~6 เปาโลจะพูดถึง สิ่งที่เราควรทำเพื่อพระองค์และคนอื่นๆบทที่ 1–3 กล่าวถึง “อัตลักษณ์”(Identity )ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์?บทที่ 4–6 กล่าวถึง“ พฤติกรรม”(Conduct) ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?พระเจ้าทรงเรียกเรา และทรงประทานพระคุณแก่เราแล้ว ไม่ใช่ให้เราทำดีเพื่อแลกกับการทรงเรียกหรือความโปรดปรานจากพระองค์ดังนั้น“การทรงเรียก”( Calling ) จึงไม่ได้เริ่มต้นที่คำถามว่า“พระเจ้าจะให้ฉันทำอะไร?”แต่ควรเริ่มต้นด้วย“พระเจ้าทรงทำอะไรให้ฉัน และพระองค์ทรงเรียกฉันให้เป็นคนแบบไหน?”เอเฟซัส 4:1 เป็นข้อที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ของจดหมายเอเฟซัส คือเปลี่ยนจากคำสอนเรื่องการทรงเรียก ความรอดและพระคุณ ในบทที่ 1–3 มาสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับนั้นทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์คนอื่นๆ ในบทที่ 4–6​ “ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า”เปาโลเขียนจดหมายนี้ในขณะถูกจำคุกเพราะประกาศข่าวดีและรับใช้พระคริสต์ ท่านไม่ได้อ้างสิทธิอำนาจแบบบังคับ แต่วิงวอนในฐานะผู้ทนทุกข์เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วลีนี้แสดงทั้งความถ่อมใจ ความรัก และความผูกพันกับพระคริสต์​ “ขอวิงวอนพวกท่าน”เปาโลอ้อนวอน ไม่ใช่สั่งแบบเผด็จการ เปาโลขอร้องด้วยใจอ่อนโยน เพื่อให้ผู้เชื่อตอบสนองด้วยความสมัครใจ​ “ให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”1).“ดำเนินชีวิต” ในที่นี้หมายถึงวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งคำพูด ทัศนคติ ความสัมพันธ์ การงาน และการตัดสินใจ2).“สมกับ” หมายถึง สอดคล้อง กลมกลืน ไม่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเราในพระคริสต์3).“การทรงเรียก” หมายถึง การที่พระเจ้าทรงเรียกเรามาโดยพระคุณ ให้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นส่วนของพระคริสต์และเป็นสมาชิกในกายเดียวกันคือคริสตจักรพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำดีเพื่อจะได้รับความรอด” แต่สอนว่า “เพราะได้รับความรอดแล้ว จึงดำเนินชีวิตให้สมกับความรอดนั้น” เป็นการตอบสนองด้วยความสำนึกในพระคุณ ไม่ใช่เพื่อแลกความรักของพระเจ้าดังนั้น “สมกับการทรงเรียก” จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องศีลธรรมส่วนตัว แต่รวมถึงความรักและเอกภาพในคริสตจักรที่เราแต่ละคนต้องร่วมกันรักษาด้วยดังนั้น พี่น้องที่รักขอให้เราทำดังนี้ คือ ตรวจสอบดูว่า~ชีวิตของเราสอดคล้องกับการทรงเรียกให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าไหม?~ชีวิตของเราเลือกความถ่อมใจ ความอดทน และความรัก เพื่อรักษาเอกภาพไหม?~ชีวิตของเรา พร้อมกลับใจใหม่และพึ่งพระคุณของพระเจ้าในยามที่เราผิดพลาดไหม?~ชีวิตของเรา ดำเนินแบบเป็นพยานถึงพระคริสต์และเป็นพรต่อคนในชุมชนไหม?ขอให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงเลือกและเรียกเราแล้ว ฉะนั้น เราควรกระทำ ดังนี้“พระเจ้าทรงเรียกเรา ไม่เพียงให้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ แต่ให้เราเป็นบางคนเพื่อพระองค์และคนอื่นๆด้วย!”(God calls us not only to do something for Him, but to become someone for Him and others.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กันยายน2026(ตอนที่ 168ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741 14.09.2026 4мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตมักผูกติดอยู่กับสถานการณ์ หากเป็นเรื่องดี ๆ เราก็มีความสุข สนุก แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดนทำร้าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ใจ การบาดเจ็บทั้งใจและกาย ไม่ว่าสถานการณ์จะทำให้เรารู้สึกอย่างไรก็ตาม ขอเราอย่าเอาตัวเองไม่ผูกติดอยู่กับความรู้สึกที่อ่อนไหวแต่ให้เราปักหลักอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นความจริงเมื่อวานนี้เราได้เห็นความท้อใจของเยเรมีย์ เขาเจ็บปวดและเหนื่อยอยากมาก เยเรมีย์ถึงกับอยากจะหยุดพูดในพระนามของพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถหยุดพูดได้ วันนี้ เยเรมีย์ 20:11 ทำให้เราเห็นว่ส เยเรมีย์หยุดมองตัวเองแล้วฝกลับมามองที่พระเจ้า เพราะเขารู้ว่า ในการถูกทำร้ายและต่อต้านนั้น เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงน่าเกรงขามทรงอยู่กับเขาด้วย'แต่พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับข้าพเจ้าดังนักรบที่น่าเกรงขาม เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด พวกเขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า เขาจะอับอายอย่างยิ่ง เพราะเขาทำไม่สำเร็จ ความอัปยศอดสูเป็นนิตย์ของเขานั้น จะไม่มีวันถูกลืม ' เยเรมีย์ 20:11ในข้อนี้ เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยความว่า แต่ ซึ่งทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่ยังรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น ก็มีความจริงว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย คำว่า “นักรบที่น่าเกรงขาม” ในภาษาเดิมหมาย ถึงผู้ที่น่าเกรงขาม มีอำนาจ และน่าสะพรึงกลัว ศัตรูในข้อ 10 อาจดูน่ากลัวแต่ในข้อ 11 เยเรมีย์ยังยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้าว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่กับเขานั้นคือผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่เป็นพระสัญญาในการทรงเรียเยเรมีย์ตั้งแต่แรกในเยเรมีย์ 1:19 “เขาจะต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยกู้เจ้า” พระเจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มีศัตรู หรือจะไม่มีการต่อต้าน และไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะง่าย แต่พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะอยู่กับเขา หากเราต้องเจอคนที่ต่อต้าน หากเราถูกเข้าใจผิด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขออย่าให้ปัญหาและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความจริงในชีวิตของเรา แต่ให้เราหันกลับมามองพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา และอย่าลืมว่า การที่เรามองไม่เห็นทางออก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา 'พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก ' สดุดี 46:1หากวันนี้เรากำลังบาดเจ็บ ขอให้เราอย่าเดินออกจากพระเจ้า แต่ขอให้เราใช้เวลาอยู่กับพระองค์ อธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพื่อเราจะยังคงระลึกได้อยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นที่ลี้ภัย และพระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในวันที่เรายากลำบาก ขอพระเจ้านำให้เราจะปักหลักยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่กับเราผมต้องขออภัยด้วย เมื่อลงลึกในเนื้อหาของคำอธิษฐานแล้ว ผมน่าจะเพิ่มมาอีกสัก 2-3 ตอนแน่ ๆ เลยครับ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ขอพระเจ้าอวยพระพรเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167) คุณธรรมนำชีวิต(5) 13.09.2026 4мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167)คุณธรรมนำชีวิต(5)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“Do your best to improve your faith by adding goodness, understanding,”~2 Peter 1:5 CEVอาจารย์ เปโตร อัครสาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่า“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่านเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรงพระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉันพี่น้อง”~2 เปโตร 1:5-7 THSV11ในพระธรรมตอนนี้ อ.เปโตรเน้น ให้เอา​”คุณธรรม“ เพิ่ม“ความเชื่อ” และ​“ความรู้”เพิ่ม“คุณธรรม“เราต้องเข้าใจว่า ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “เชื่อ” ความเชื่อจึงต้องมี “ผลลัพธ์” ออกมาเป็นชีวิตที่เติบโตออกมาอย่าง1).มีคุณธรรม 2).มีความรู้ และ3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นคำว่า“ คุณธรรม ”(Virtue / Goodness) หมายถึงลักษณะความดี ความเป็นเลิศทางศีลธรรม ความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องคำว่า” ความรู้ “(Knowledge) ในบริบทนี้หมายถึง ความเข้าใจที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องโดยรู้ว่าอะไรดี อะไรผิด และรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าดังนั้น เราต้องเชื่อให้ถูก → ใช้ชีวิตให้ดี → เรียนรู้ให้ลึก → และนำความรู้นั้นกลับมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรมมากยิ่งๆขึ้นเราได้พูดถึงคุณธรรมที่เราควรมีเหล่านี้ ไปแล้วคือ“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”พี่น้องที่รักคุณธรรมข้อใดที่ปรากฎเด่นชัดที่สุดในชีวิตและการทำงานของคุณ?…บอกหน่อยได้ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กันยายน2026(ตอนที่ 167ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166) คุณธรรมนำชีวิต(4) 12.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166)คุณธรรมนำชีวิต(4)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSB“”คุณธรรม“หมายถึง“คุณงามความดีที่อยู่ในจิตใจของบุคคล เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม”หรือพูดสั้นๆ “คุณธรรม”คือ ”ความดีภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็นการกระทำที่ดี““คุณธรรม” มีองค์ประกอบสำคัญ คือ​เป็นนามธรรม — อยู่ภายในจิตใจ ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สังเกตได้จากการกระทำ​เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ — เกิดจากการอบรมสั่งสอน การปลูกฝัง และการปฏิบัติซ้ำจนเป็นนิสัย​เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องดีงาม — ยึดหลักศีลธรรม จริยธรรม และความยุติธรรม​เป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านการกระทำ — เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความรับผิดชอบและ ความเสียสละวันนี้ ให้เรามาพิจารณาดู และชื่นชมกับคุณธรรมชุดสุดท้าย ในบทกลอนนี้ “ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ให้เรามาดูว่า คุณธรรมเหล่านี้ สอดคล้องกับพระคัมภีร์อย่างไรบ้าง?​“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤต”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการควบคุม และเหนี่ยวรั้งตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์โกรธ ไม่ให้มันสร้างความเสียหายแก่ผู้ใดรวมทั้งแก่ตัวเอง และคนใกล้ตัวมีพระคัมภีร์อ้างอิงถึงดังนี้“คนโกรธช้าก็มีความเข้าใจมาก แต่คนใจร้อนยกชูความโง่”~สุภาษิต 14:29“จงช้าในการโกรธ เพราะความโกรธของมนุษย์ไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมของพระเจ้า”— ยากอบ 1:19–20คุณธรรม ข้อนี้เหมาะมากกับการทำงานร่วมกัน เพราะ หลายครั้งปัญหาไม่ได้ใหญ่เท่ากับอารมณ์ของคนที่กำลังแก้ปัญหา ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่า​“ทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไข”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการร่วมมือและการแบกรับภาระในการช่วยเหลือกัน“จงช่วยกันแบกภาระของกันและกัน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธรรมบัญญัติของพระคริสต์สำเร็จ”~กาลาเทีย 6:2คุณธรรมข้อนี้เน้นหลักการในการ “แก้ปัญหาด้วยกัน ไม่ใช่โยนปัญหาให้กัน”​“มีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการแสดงความเมตตา กรุณาต่อกันข้อนี้ตรงกับพระคัมภีร์อย่างมาก“เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก เป็นคนบริสุทธิ์และเป็นที่รัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม…”~โคโลสี 3:12คุณธรรมในข้อนี้ จะทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากขึ้น ​ “ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการทำดีในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว จนเป็นที่ประจักษ์ และน่านับถือ และยังคงรักษาความดีนั้นอย่างยั่งยืนเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจนใหม่ ที่จะปฏิบัติตามด้วยความนับถือศรัทธา“สอนบรรดาผู้ชายสูงอายุให้รู้จักประมาณตน มีความน่านับถือ มีสติสัมปชัญญะ มีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความรัก และความทรหดอดทน”~ทิตัส 2:2 THSV11คุณธรรมข้อนี้ สะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้นำที่ดีไม่ได้ทำให้คนกลัว แต่ทำให้คนไว้วางใจพี่น้องที่รักคุณธรรมที่กล่าวถึงในบทกลอนทั้งหมดสรุปได้ว่าเราควรอยู่ร่วมกันด้วยความรัก รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้จักคิดและทำสิ่งดีๆร่วมกัน และมีใจเมตตากรุณาต่อกันเสมอไป…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กันยายน2026(ตอนที่ 166ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740 12.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740ขอให้พระวจนะในวันนี้ รวมทั้งอีกทั้ง 2 วันข้างหน้าจะเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนที่จะยังคงซื่อสัตย์ในงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ ใน 3 ตอนต่อจากนี้เป็นคำอธิษฐานคร่ำครวญระบายความในใจของเยเรมีย์หลังจากที่เขาทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์กับพระเจ้า เขาโดนคนหมายจะเอาชีวิต และในต้นบทนี้เขาเพิ่งโดนเฆี่ยน และถูกจับใส่ขื่อจนถึงวันรุ่งขึ้น เยเรมีย์ 20:7–18 เยเรมีย์ได้ระบายทุกสิ่งออกมาต่อพระเจ้า แต่วันนี้เราจะดูสิ่งที่อยู่ในใจของเยเรมีย์ จากข้อ 7–10'ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกหลอกลวง พระองค์ทรงมีกำลังยิ่งกว่าข้าพระองค์และพระองค์ทรงชนะ ข้าพระองค์เป็นที่ให้เขาหัวเราะวันยังค่ำ ทุกคนเยาะเย้ยข้าพระองค์ เพราะเมื่อข้าพระองค์พูด ข้าพระองค์ร้องให้ช่วย ข้าพระองค์ตะโกนว่า “ความทารุณและการทำลาย” เพราะว่าพระวจนะของพระยาห์เวห์ทำให้ข้าพระองค์ ถูกตำหนิและเยาะเย้ยตลอดวัน ' เยเรมีย์ 20:7-8นี่เป็นเวลาที่เยเรมีย์อ่อนแอทั้งใจและกายอย่างที่สุด จากข้อความแปลนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขากำลังกล่าวโทษพระเจ้า ว่าพระเจ้าโกหก แต่ความจริงแล้วความว่า หลอกลวงตรงนี้ในภาษาเดิมมีความหมายว่า ล่อลวง ชักจูง โน้มน้าว เกลี้ยกล่อม ชักนำ ซึ่งผมก็กลับไปเทียบเกือบทุกฉบับแปลใช้คำว่า หลอกล่วง มีเพียงฉบัยแปล 1940 ที่ใช้ว่า พระเจ้าทรงชักชวนข้าพเจ้า เยเรมีย์ก็ตอบรับคำเชิญชวนของพระเจ้า เยเรมีย์ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีกำลังยิ่งกว่าเขา และพระเจ้าทรงชนะเขา ในขณะที่เขารับใช้พระเจ้าผู้มีกำลังมาก และเป้นผู้ชนะ แต่สภาพที่เขาเจออยู่นั้น เขาถูกเยาะเย้ย และเขายังต้องพูดในสิ่งที่คนไม่อยากฟัง คือความทารุณและการทำลาย ความซื่อสัตย์ที่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูดนั้น ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ตลอดเวลา คำถามคือทำไม เยเรมีย์ไม่หยุด หรือลาออกจากหน้าที่นี้ คำตอบอยู่ใน'ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์ หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก” ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้ อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องเก็บมันไว้ และข้าพระองค์ก็เก็บไว้ไม่ไหว ' เยเรมีย์ 20:9ไม่ใช่ว่าเยเรมีย์ไม่เคยอยากหยุด แต่เขาหยุดไม่ได้ เพราะการทรงเรียกของพระเจ้าชัดเจน เขาจึงไม่สามารถละทิ้งการประกาศพระวจนะของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ เขายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ชนะ หากเขาไม่พูดมันออกมามันเหมือนจะระเบิดอยู่ในใจ คำว่า ไฟที่อัดอยู่ในกระดูก สื่อถึงสิ่งที่อยู่ลึกภายในเยเรมีย์จนเขาไม่สามารถเก็บกดหรือหยุดมันไว้ได้ พระวจนะและการทรงเรียกของพระเจ้ายังคงอยู่ในตัวเขา เยเรมีย์จึงไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดและอยากหยุด'ข้าพระองค์ได้ยินเสียงซุบซิบเป็นอันมาก “ความสยดสยองอยู่รอบด้าน ใส่ความเขา ให้เราใส่ความเขา” มิตรสหายที่คุ้นเคยทั้งสิ้นของข้าพระองค์ เฝ้าดูความล่มจมของข้าพระองค์กล่าวว่า “บางทีเขาอาจจะถูกหลอกลวง แล้วเราจะชนะเขา และทำการแก้แค้นเขาได้” ' เยเรมีย์ 20:10บางครั้งสิ่งที่ทำให้ผู้รับใช้เหนื่อย ไม่ใช่เพียงความยากของงาน แต่คือเสียงต่อต้าน การเยาะเย้ย และการถูกจับตามองจากคนรอบข้าง เสียงซุบซิบจากคนที่คุ้นเคยและอยู่รอบตัว คำเยาะเย้ยจากสิ่งที่คนอื่นพูดมักบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่เสมอ คำว่า ‘ความสยดสยองอยู่รอบด้าน’ ที่ปรากฏในข้อ 10 สะท้อนถ้อยคำที่เยเรมีย์เพิ่งประกาศแก่ปาชเฮอร์ในข้อ 3 และคนรอบตัวของเยเรมีย์กำลังเฝ้าดูความล่มจมของเขา เรื่องราวนี้เป็นกำลังใจเราทุกคนที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เราไม่ควรตัดสินความสัตย์ซื่อของพระเจ้าหรือคุณค่าของการรับใช้จากสิ่งที่เรามองเห็นเพียงในเวลานี้ 'เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น ' 2 โครินธ์ 5:7ขอให้เราเดินไปกับพระเจ้าด้วยความเชื่อ หยุดถูกหลอกด้วยสิ่งที่ตามองเห็น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเท่านั้น ขอให้เราวางใจพระเจ้า แม้เราจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมด ให้เรามอบผลของการรับใช้ไว้กับพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และทรงทำทุกสิ่งตามพระประสงค์และในเวลาของพระองค์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165) คุณธรรมนำชีวิต(3) 12.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165)คุณธรรมนำชีวิต(3)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSBคำว่า “คุณธรรม“ หมายความว่า” สภาพคุณงามความดี และคุณลักษณะทางบวกภายในจิตใจที่ถูกต้องดีงามซึ่งแสดงออกทางกาย วาจา และใจ จนกลายเป็นอุปนิสัยอันดี“วันนีั ให้เรามาใคร่ครวญบทกลอนท่อนหนึ่งที่กล่าวถึง คุณธรรม หรือ ความดีที่เราพึงมีในชีวิตของเรา ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”มีพระคัมภีร์ข้อใดบ้างที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้ ?​“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี และไม่พูดจาหรือทำร้ายกันเองมีพระคัมภีร์ที่สอนสอดคล้องกันหลายข้อ อาทิ“อย่าพูดให้ร้ายกันและกัน”~ยากอบ 4:11“คนที่เที่ยวพูดนินทาก็เปิดเผยความลับแต่คนที่ไว้ใจได้ย่อมปกปิดเรื่องนั้น”~สุภาษิต 11:13นี่คือ วัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ(culture of trust) ที่คนเราควรมีต่อกัน2 “ไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ ”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความจริงและความซื่อสัตย์“เพราะฉะนั้นจงเลิกพูดมุสาเสียและให้ทุกคนพูดความจริงกับเพื่อนบ้าน”~ เอเฟซัส 4:25“แต่พวกบุตรชายของท่านไม่ได้ดำเนินตามอย่างชีวิตของท่านพวกเขาบิดเบือนไปหารายได้ที่ผิด รับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรม”~1 ซามูเอล 8:3 THSV11พระคัมภีร์ให้ความสำคัญมากกับการพูดความจริง เพราะความจริงสร้างความไว้วางใจ แต่การบิดเบือนทำลายความสัมพันธ์ ทำลายหลักการ และทำลายตนเอง​“ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกัน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการยอมรับคำตักเตือนและรู้จักให้อภัยแก่กัน“คนที่รักการตักเตือนก็รักความรู้ แต่คนที่เกลียดการตักเตือนก็โง่”~สุภาษิต 12:1“จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องขุ่นเคืองกัน ก็จงยกโทษให้กัน”~โคโลสี 3:13คนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณไม่ได้เป็นคนที่ ไม่เคยถูกตำหนิ แต่เป็นคนที่รับคำตักเตือนได้โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธนั้นมาทำลายความสัมพันธ์​“ไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการไม่แก้ตัว และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น“เพราะฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้นท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อพิพากษาเขา ก็ได้ลงโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่ตัดสินเขาก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา”~โรม 2:1 THSV11“ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย”~1 ยอห์น 1:10 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เรามีคุณธรรมต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพี่น้องและมิตรสหายของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า“มิตรแท้ไม่ทิ้งกันในยามยาก และความจริงไม่บิดเบือนไปตามกาลเวลา”(A true friend does not abandon you in times of hardship; the truth does not distort with the passage of time.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กันยายน2026(ตอนที่ 165ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739 11.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739 หากเราซื่อสัตย์ในการเชื่อฟังพระเจ้าและยืนหยัดในความจริง แต่กลับถูกต่อต้าน ถูกทำร้าย ถูกทำให้อับอาย เราจะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่ไหม? เยเรมีย์ 20:1–6 ทำให้เราเห็นว่า แม้เยเรมีย์จะเจ็บปวดทั้งใจและกาย เขาก็ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า 'ปาชเฮอร์ปุโรหิตบุตรของอิมเมอร์ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ได้ยินเยเรมีย์เผยพระวจนะถึงสิ่งเหล่านี้ ปาชเฮอร์ก็ตีเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะและจับท่านใส่ขื่อคา ซึ่งอยู่ด้านบนของประตูเบนยามิน ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 20:1-2ขณะที่เยเรมีย์ประกาศคำพิพากษาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ปาชเฮอร์ปุโรหิตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ยินสิ่งที่เยเรมีย์ประกาศพระวจนะ เขาใช้ตำแหน่งหน้าทีตีเยเรมีย์และจับท่านใส่ขื่อ และยังประจานเยเรมีย์ไว้ที่ประตูเบนยามินที่ผู้คนพลุกพลาน เยเรมีย์ถูกทำร้ายเพราะประกาศข้อความที่พระเจ้าทรงมอบหมาย เพราะข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากได้ยิน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราผู้เชื่อต้องเข้าใจว่า การทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับการยอมรับจากทุกคน บางครั้งเมื่อเรายืนอยู่บนความจริง เราอาจถูกต่อต้านเพราะความจริงนั้นไปกระทบกับความคิด ความต้องการ หรือผลประโยชน์ของบางคน เยเรมีย์เป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่กล้ายืนหยัดเพราะเขารู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้ส่งเขาไป'พอรุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดเยเรมีย์ออกจากขื่อคา เยเรมีย์พูดกับท่านว่า “พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเรียกชื่อของท่านว่าปาชเฮอร์ แต่ทรงเรียกว่า มาโกร์มิสสาบิบ ' เยเรมีย์ 20:3เมื่อเยเรมีย์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เยเรมีย์ไม่ได้หยุดพูดหรือเปลี่ยนข้อความเพื่อให้ปาชเฮอร์พอใจ แต่เขายังประกาศพระวจนะต่อไป เยเรมีย์ประกาศว่า พระเจ้าจะเรียกปาชเฮอร์ว่า ‘มาโกร์มิสสาบิบ’ ซึ่งหมายถึง ความหวาดกลัวหรือความสยดหยองอยู่รอบด้าน อำนาจของมนุษย์อาจจะควบคุมสถานการณ์บางอย่างได้ อาจจะทำให้ผู้รับใช้พระเจ้าต้องเจ็บปวด แต่ไม่มีอำนาจของมนุษย์คนใดสามารถทำให้พระวจนะของพระเจ้าสูญเปล่า หรือขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าได้พระเจ้าทรงเปิดเผยการพิพากษาผ่าน เยเรมีย์ 20:4-6 พระองค์จะทำให้เขาอยู่ในความหวาดกลัว เขาต้องเห็นเพื่อนของตัวเองล้มลงด้วยดาบของศัตรู และพระเจ้าทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะทรงมอบยูดาห์ไว้ในมือของบาบิโลน พระองค์จะทรงมอบความมั่งคั่ง ผลผลิต ของมีค่า และทรัพย์สมบัติของยูดาห์ไว้ในมือของศัตรู พระเจ้าทรงบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับปาชเฮอร์เฉพาะด้วยว่า'ส่วนตัวท่านปาชเฮอร์และบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน จะต้องไปเป็นเชลย ท่านจะต้องไปยังบาบิโลน และท่านจะตายและถูกฝังไว้ที่นั่น ทั้งท่านและมิตรสหายทั้งสิ้นของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้เผยบรรดาความเท็จแก่เขา” ' เยเรมีย์ 20:6พระเจ้าทรงเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนว่า ปาชเฮอร์เป็นผู้ที่เผยความเท็จแก่ประชาชน และด้วยเหตุผลนี้เขาเองก็จะต้องเผชิญกับการพิพากษาที่กำลังมาถึงยูดาห์ นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่มีหน้าที่สอนหรือประกาศพระวจนะของพระเจ้า เพราะการเป็นผู้นำทางศาสนาไม่ได้หมายความว่า เราจะถูกต้องโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งไม่ได้ทำให้คำพูดของเรากลายเป็นความจริง และการที่ผู้คนยอมรับเราไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยเรา ขอให้เราระมัดระวัง ว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสจริงหรือไม่ เพราะเราจะต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เรียกร้องให้เราเป็นคนที่ต่อต้านคนอื่น หรือคิดว่า ทุกครั้งที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา นั่นแปลว่า เรากำลังยืนหยัดเพื่อความจริง แต่พระธรรมตอนนี้เรียกร้องให้เราตรวจสอบว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงหรือไม่ เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรายืนหยัดอยู่ในความจริงของพระองค์ เราก็ไม่ควรถอยเพียงเพราะกลัวการต่อต้าน'เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์ ' กิจการ 5:29ขอพระเจ้านำให้เรามีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดอยู่ในความจริง และมีความถ่อมใจที่จะตรวจสอบอยู่เสมอว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นความจริงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738 11.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738ปัญหาของเราหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราไม่เคยได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นเพราะเราได้ยินแล้วไม่ยอมเชื่อฟัง เยเรมีย์ 19:14–15 ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า คนยูดาห์ได้รับคำเตือนจากพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเขาใจแข็งและปฏิเสธที่จะฟังพระองค์'แล้วเยเรมีย์ก็มาจากโทเฟท ที่ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงใช้ให้ท่านไปเผยพระวจนะนั้น และท่านก็ยืนอยู่ในลานพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า ' เยเรมีย์ 19:14หลังจากเยเรมีย์ประกาศพระวจนะที่โทเฟทแล้ว ท่านก็มายังลานพระนิเวศของพระเจ้าและประกาศต่อประชาชนทั้งปวง สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า ข่าวสารของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในสถานที่หนึ่ง เยเรมีย์ต้องนำคำของพระเจ้าไปประกาศต่อหน้าประชาชน แม้ว่าข่าวสารนั้นจะเป็นข่าวที่พวกเขาไม่อยากได้ยินก็ตาม เยเรมีย์เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญไม่ได้พูดเฉพาะสิ่งที่ผู้คนอยากฟัง แต่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูด สำหรับเราเช่นกัน พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับวันที่เรารู้สึกดี หรือเฉพาะข้อความที่ให้กำลังใจเรา พระวจนะของพระเจ้าก็เปิดเผยความผิด เตือนเราให้หยุดจากทางที่ผิด และเรียกให้เรากลับใจ วันนี้เราพร้อมที่จะฟังสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับเราหรือไม่?'“พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสว่า ‘นี่แน่ะ เราจะนำสิ่งร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกกล่าวไว้ให้ตกอยู่บนเมืองนี้และบรรดาเมืองขึ้นทั้งสิ้น เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา’ ”' เยเรมีย์ 19:15“เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา” คือเหตุผลว่าทำไมการพิพากษาจึงกำลังมาถึงยูดาห์ คำว่า ‘ทำคอแข็ง’ เป็นสำนวนที่สื่อถึงความดื้อรั้น ไม่ยอมอ่อนลงและไม่ยอมเชื่อฟัง เปรียบเหมือนสัตว์ที่ขัดขืนการนำของผู้ที่ควบคุมมัน ซึ่งคนยูดาห์ดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าองค์เจ้านายของพวกเขา พระเจ้าตรัสต่อไปว่า พวกเขาปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา ตรงนี้เชื่อมโยงตรง ๆ กับ บทที่ 18:18 ที่พวกเขาพูดกันว่า “อย่าให้เราฟังคำของเขาเลย” พวกเขาอาจคิดว่ากำลังปฏิเสธคำพูดของเยเรมีย์ แต่แท้จริงแล้วเยเรมีย์กำลังพูดตามคำสั่งของพระเจ้า ดังนั้นการปฏิเสธถ้อยคำของเยเรมีย์จึงเป็นการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าด้วย เราอาจฟังเทศนาทุกสัปดาห์ อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน และสามารถบอกได้ว่าพระคัมภีร์พูดว่าอย่างไร แต่การรู้หรือได้ยินพระวจนะไม่ได้หมายความว่า เราได้เชื่อฟังพระวจนะนั้นแล้ว การรู้หรือได้ยินนั้นได้ส่งผลออกมาเป็นการเชื่อฟัง หรือนำการเปลี่นแปลงมายังชีวิตของเราหรือเปล่า เยเรมีย์ 7:23–24 กล่าวว่า พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ แต่พวกเขา “ไม่ฟังและไม่เงี่ยหู” และกลับทำคอแข็ง เดินตามความคิดและความดื้อรั้นของใจตนเอง ปัญหาของคนยูดาห์จึงไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือหัวใจที่ไม่ยอมตอบสนองต่อพระเจ้า และนี่เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับเราด้วย เพราะเราอาจมีความเชื่อมายาวนาน รู้พระคัมภีร์ดีกว่าใคร ๆ คำถามคือ พระวจนะที่ได้ฟังนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีพูด วิธีตัดสินใจ และวิธีการใช้ชีวิต ของเราหรือเปล่า'แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง ' ยากอบ 1:22ยากอบได้เน้นย้ำเรื่องความพฤติกรรมต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ปากพูด ขอให้เราจะเป็นคนที่ฟังพระเจ้า แบบเชมาร์ คือฟังอย่างตั้งใจ และพร้อมตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง อย่าเป็นเพียงคนที่เพียงได้ยิน เพื่อสิ่งที่ได้ยินนั้นไปเพียงแต่พัฒนาสมองหรือความรู้ แต่สิ่งที่ได้ยินและเรียนรู้นั้นไม่ได้มีส่วนในการพัฒนาชีวิตให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น ให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากขึ้นเลย ขอพระเจ้าเมตตาเรานะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164) คุณธรรมนำชีวิต(2) 10.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164)คุณธรรมนำชีวิต(2)“เพราะเหตุนี้เอง ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 TH1971“For this very reason, make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”~2 Peter 1:5 ESVวันนี้ เรามาพูดคุยกันในเรื่องคุณธรรมที่เราทุกคนควรมีประจำใจ ต่อเป็นชุดที่2นั่นคือ“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”ให้เรามาดูว่า ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีคำสอนใดที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้บ้าง?เราพบว่า มีข้อพระคัมภีร์มากมายสนับสนุนคุณธรรมเหล่านี้ 1 “ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิต“ที่เน้นคุณธรรมแห่งความยุติธรรมและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง“อย่าลำเอียงในการพิพากษา จงฟังทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยเหมือนกัน”~เฉลยธรรมบัญญัติ 1:17“แต่ถ้าพวกท่านลำเอียง ท่านก็ทำบาป และถูกตัดสินว่าเป็นผู้ละเมิดโดยธรรมบัญญัติ”~ยากอบ 2:9 THSV11พระคัมภีร์เน้น อย่างชัดเจนว่าเราไม่ควรที่จะเลือกปฏิบัติต่อคนโดยขึ้นอยู่กับฐานะหรือสถานะหรือเชื้อชาติของพวกเขานี่เป็นคุณธรรมสำคัญมากสำหรับผู้นำที่พึงปฏิบัติ​“ทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเปิดใจ รับฟัง และรักษาความเป็นหนึ่งไว้เสมอ“จงไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”~ยากอบ 1:19“จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่ยอมสมาคมกับคนต่ำต้อย อย่าถือว่าตัวฉลาด”~โรม 12:16 THSV11อย่างไรก็ตาม การเปิดใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกคนในทุกเรื่องแต่หมายถึงพร้อมรับฟัง พร้อมเรียนรู้ และพร้อมแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน​ “รู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความถ่อมใจ ขยัน และรับผิดชอบ“จงถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น”— ยากอบ 4:10“อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถ่อมใจถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว”~ฟีลิปปี 2:3“อย่าเกียจคร้านในการงาน จงมีจิตใจกระตือรือร้น จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 12:11คุณธรรมที่ดีจึงไม่ใช่เพียงแค่ดู “เป็นคนดี” แต่ต้องเป็นคนที่ รับผิดชอบและลงมือทำสิ่งที่ดีด้วย​ “ไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”เน้นคุณธรรมแห่งการรักษาความสัมพันธ์ มิตรไมตรีและเอื้ออาทรต่อกัน“ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”~โรม 12:18“ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับทุกคนที่ยำเกรงพระองค์ กับคนที่ปฏิบัติตามข้อบังคับของพระองค์”~สดุดี 119:63 THSV11“จงอุตส่าห์รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…”~เอเฟซัส 4:3ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าไม่มีความขัดแย้งแต่หมายถึงเมื่อเกิดความขัดแย้ง เราไม่ทำลายกันอย่างแข็งกร้าวพี่น้องที่รักวันนี้ คุณมีคุณธรรมดังที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ พร้อมมอบให้แก่ผู้อื่นแล้วหรือยัง?บางที บางคนที่อยู่กับคุณหรือ อยู่ใกล้กับคุณที่สุดในตอนนี้ อาจต้องการคุณธรรมเหล่านั้นจากคุณอย่างเร่งด่วนมากที่สุดตอนนี้ ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้?… ลองถามเขา ดูสิครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กันยายน2026(ตอนที่ 164ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163) คุณธรรมนำชีวิต(1) 09.09.2026 4мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163)คุณธรรมนำชีวิต(1)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“For this very reason make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”2 Peter 1:5 RSVมีคำกลอนเก่า เคยถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ เมื่อนานมาแล้วแต่เนื้อหานั้น แฝงคุณธรรมน่ารับฟัง และน่านำเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติตนได้ ดังนี้“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ทำให้คิดถึงพระคัมภีร์ หลายตอน ที่สอดคล้อง อาทิ​“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้อง“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งการให้เกียรติและการเตือนสติดูแลกัน“จงให้เกียรติแก่กันและกันด้วยความรักฉันพี่น้อง”~โรม 12:10“จงหนุนใจกันและกัน และจงช่วยกันสร้างเสริมกัน”~1 เธสะโลนิกา 5:11ในคริสตจักร เราควรปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมดังกล่าวโดยไม่ควรมองกันตามตำแหน่งหรืออายุเท่านั้นแต่ควรมองกันด้วยคุณค่าในฐานะสมาชิกพระกายของพระคริสต์​ ”รักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผล“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และการรู้จักใช้สติปัญญา“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้น โดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”— เอเฟซัส 4:3“เหนือสิ่งอื่นใด จงสวมความรัก ซึ่งเป็นสิ่งผูกพันความสมบูรณ์แบบไว้”— โคโลสี 3:14นี่สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดในพระคัมภีร์ที่เน้นให้เรา“รักกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แม้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลแต่ก็จะไม่มุ่งเอาชนะกันด้วยเหตุผล จนทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน!”​ “ร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเห็นอกเห็นใจและลงชีวิตร่วมทุกข์สุขกันแบบคนในครอบครัว“จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้”— โรม 12:15“ถ้าอวัยวะหนึ่งได้รับความทุกข์ อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมทุกข์ด้วย”— 1 โครินธ์ 12:26นี่เป็นภาพที่สวยมากของคนในคริสตจักรในฐานะครอบครัว ที่ความทุกข์ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ควรเป็นเรื่องที่คนอื่นมองข้ามอย่างไม่แยแส​ “ความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการทำงานด้วยใจยินดี เหมือน ทำถวายแด่พระเจ้า“ดูเถิด ที่ข้าพเจ้าเห็นชอบและสมควรคือ ให้กินและดื่ม และชื่นชมบรรดาผลจากน้ำพักน้ำแรงของตน ที่ตนตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์ ตลอดชั่วอายุไม่กี่วันของตนที่พระเจ้าประทานแก่ตนเพราะการนี้แหละเป็นส่วนแบ่งของตน”~ปัญญาจารย์ 5:18 THSV11“ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยสุดใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า”— โคโลสี 3:23ความสุขในการรับใช้จึงไม่ได้เกิดจากงานง่าย แต่เกิดจากการรู้ว่า “งานหรือสิ่งที่ฉันกำลังทำมีความหมาย และมีคุณค่าต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่น!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กันยายน2026(ตอนที่ 163ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดีU
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2) 09.09.2026 4мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2)““ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า“คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า“จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:36-37 TNCV“Of these three men, who do you think was a neighbor to the man who was attacked by robbers?” The expert said, “The one who was kind enough to help him.” Jesus told him, “Go and imitate his example!””~Luke 10:36-37 GWมีคำกล่าวไว้ว่า“ความใจดีเริ่มต้น เมื่อเรามองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป!“(Kindness beginswhen we notice what others overlook.)พระเยซูคริสต์ตรัสเล่าเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้”1.ชายคนหนึ่งถูกโจรปล้นระหว่างเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปเมืองเยรีโค ​พวกโจรชิงเอาเสื้อผ้าจากตัวเขา ทุบตีเขาปางตายแล้วจากไป ​ปุโรหิตคนหนึ่งบังเอิญผ่านมาทางนั้น เมื่อเห็นชายคนนั้นก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง ​คนเลวีก็เช่นกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นเขา ก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง แต่​ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางมาถึงที่ที่คนนั้นอยู่ เมื่อเห็น~เขาก็สงสาร ~เขาเข้าไป แล้ว~เขาเอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่แผลและพันแผลให้ แล้ว~เขาประคองชายผู้นั้นขึ้นขี่ลาของตน ~เขาพามาที่โรงแรม และดูแลเขา วันรุ่งขึ้น~เขามอบเหรียญเงินสองเหรียญให้ผู้ดูแลโรงแรม ~เขากล่าวว่า ‘ช่วยดูแลเขาด้วย และเมื่อข้าพเจ้ากลับมาจะคืนค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่านี้ให้’ พระเยซูตรัสถามเขาว่า“ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า “คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:30-37 TNCVเราได้รับบทเรียนดีๆจากพระคัมภีร์ตอนนี้ มากมายในเรื่อง“ความใจดี”ดังนี้ ​ความใจดีคือการสนองตอบต่อ“สิ่งที่มองเห็น”​ความใจดีคือ “การหยุด” เพื่อคนอื่น​ ความใจดีคือ “เข้าใกล้ คนที่บาดเจ็บ“​ ความใจดี คือ”การเต็มใจจ่ายราคา“​ ความใจดีคือการพร้อมก้าวข้าม “กำแพงของความแตกต่าง”​ความใจดี คือ การไม่ถามว่า “เขาสมควรได้รับไหม?”​ความใจดีคือ“การช่วยให้คนกลับมายืนได้อีกครั้ง”น่าประทับใจ ที่ชาวสะมาเรียในเรื่องนี้ เป็นคนใจดีมีความรักที่มองเห็นความเจ็บปวด ในตัวผู้อื่น (แม้แต่กับคนยิวในเรื่องนี้ ที่ปกติมักจะดูถูกคนสะมาเรียในเรื่องเชื้อชาติอยู่แล้ว)ในขณะที่คนยิวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติในเรื่องนี้ พยายามหาเรื่องแก้ตัวที่จะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนบ้าน โดยทำเป็นซื่อตาใส ถามโพล่งขึ้นมาว่า“ใครเป็นเพื่อนบ้านของฉัน?“หรือ”ใครคู่ควรกับความใจดีของฉัน?“(Who deserves my kindness?)ชาวสะมาเรียผู้นี้ กลับมีท่าทีที่แตกต่างกัน เขาตอบสนองด้วยท่าทีและการกระทำที่สื่อว่า“ฉันจะเป็นเพื่อนบ้านของใครได้บ้าง?” หรือ”ฉันจะแสดงความใจดีต่อใครได้บ้าง?(Whom can I show kindness to?)และปิดท้าย พระเยซู พระองค์ไม่ได้บอกเพียงว่าให้เรา“จงรู้ในเรื่องนี้ “หรือ “จงเข้าใจเรื่องนี้” แต่ตรัสกำชับว่า“จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด!” ~ลูกา 10:37พี่น้องที่รักวันนี้ ให้เรามองให้เห็น และรีบออกไปทำในสิ่งที่พระคริสต์ทรงบัญชาให้เรากระทำ คือ ไปแสดงความเมตตากรุณา หรือ ความใจดี ต่อใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอยู่ตรงหน้าของเรา แต่เราต้องตระหนักไว้ว่า“ความใจดีที่แท้จริงนั้น มีต้นทุน เพราะว่าความรักคือการเต็มใจจ่ายราคา!“(True kindness costs something, because love is willing to pay a price.)และคุณ พร้อมที่จะจ่ายราคาที่ได้กล่าวมานั้น…แล้วหรือยัง?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กันยายน2026(ตอนที่ 162ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737 08.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737พระเจ้าทรงเตือนประชากรของพระองค์อย่างชัดเจน และบางครั้งพระองค์ทรงใช้ภาพที่มองเห็นได้เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เยเรมีย์ 19:10-13 พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์เตือนผู้นำของประชาชน และผู้นำทางศาสนา ด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้คำเตือนของพระเจ้าปรากฏต่อหน้าต่อตาพวกเขา จนพวกเขาอ้างไม่ได้ว่า เราไม่เคยได้รับคำเตือน'“แล้วเจ้าจงทำเหยือกให้แตกต่อหน้าต่อตาคนที่ไปกับเจ้านั้น และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราจะให้ชนชาตินี้และชาวเมืองนี้แตก เช่นเดียวกับที่คนทำให้ภาชนะของช่างหม้อแตกจนซ่อมแซมไม่ได้อีก เขาจะฝังคนไว้ในโทเฟท จนไม่มีที่ให้ฝังอีก ' เยเรมีย์ 19:10-11พระเจ้าทรงใช้ภาพของการทุบเหยือกประกาศการพิพากษา พระเจ้าทรงบอกว่ายูดาห์และเยรูซาเล็มจะประสบกับการแตกสลายเหมือนเหยือกที่ถูกทุบจนแตกไม่สามารถซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้อีก คำว่า ‘ซ่อมแซมไม่ได้’ ในภาษาเดิมมีความหมายเกี่ยวกับการรักษาหรือเยียวยา ภาพนี้สื่อว่า ภาชนะนั้นเสียหายจนไม่อาจทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ นี่เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบทที่ 18 เราเห็นช่างหม้อสามารถนำภาชนะที่เสียอยู่ในมือของเขามาปั้นใหม่ได้ แต่ในบทที่ 19 พระเจ้าทรงใช้ภาพของเหยือกที่ถูกทำให้แตกจนไม่สามารถทำให้กลับคืนสภาพเดิมได้อีก นี่กำลังสื่อถึงการพิพากษาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูดาห์ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่มีพระคุณแล้ว เพราะถ้าเราดูกันต่อไป พระเจ้าจะฝกล่าวถึงการฟื้นฟูประชากรของพระองค์ในบทต่อไป ในบริบทนี้การพิพากษาที่พระเจ้าทรงประกาศไว้จะเกิดขึ้นจริง เพราะพวกเขายังคงกบฏ ไม่เชื่อฟัง และไม่กลับใจ ขอพวกเราอย่าคิดว่าการกลับใจเป็นสิ่งที่เราจะทำเมื่อไรก็ได้ เราไม่ควรปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้างขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราก็คิดว่า วันหนึ่งค่อยกลับมาก็ได้'พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะทำดังนี้แก่ที่นี้ และแก่ชาวเมืองนี้ ทำเมืองนี้ให้เหมือนโทเฟท ' เยเรมีย์ 19:12โทเฟท เป็นสถานที่ในหุบเขาเบนฮินโนม เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการพระอื่นด้วยการการถวายบุตรเป็นเครื่องบูชา สถานที่นี้เป็นพื้นที่แห่งการทำสิ่งที่พระเจ้าเกลียดชัง จะกลายเป็นสถานที่ของการพิพากษา พระเจ้าตรัสว่าเยรูซาเล็มจะมีสภาพเหมือนโทเฟท นี่หมายความว่า เยรูซาเล็มที่เป็นศูนย์กลางแห่งการนมัสการพระเจ้า จะกลายเป็นเหมือนโทเฟท คือกลายเป็นที่ที่เป็นมลทินและต้องถูกรับการพิพากษา และพระเจ้าทรงเปิดเผยถึงเหตุผลในข้อต่อไป'บรรดาบ้านแห่งเยรูซาเล็ม และราชวังทั้งหลายแห่งบรรดากษัตริย์ยูดาห์ คือบรรดาบ้านที่บนหลังคานั้น เขาเผาเครื่องหอมให้แก่บรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระอื่น จะเป็นมลทินเหมือนสถานโทเฟท’ ” ' เยเรมีย์ 19:13การกระทำสิ่งที่น่าเกลียดชังนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโทเฟทเท่านั้น แต่เข้าไปถึงบนหลังคาบ้านและหลังคาพระราชวัง ที่นั่นเองพวกเขานมัสการบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งในบริบทนี้เกี่ยวข้องกับการนมัสการดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า และพวกเขายังถวายเครื่องดื่มแก่พระอื่น เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระเจ้า รูปเคารพก็สามารถเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิตได้ วันนี้เรามีสิ่งใดที่เราให้ความสำคัญกว่าพระเจ้าไหมครับ พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงเตือนเราว่า บาปมีผลตามมา แต่กำลังเรียกเราให้ตอบสนองต่อพระเจ้าก่อนที่หัวใจของเราจะชินกับการไม่เชื่อฟังพระองค์'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนชั่วละทิ้งความคิดของเขา ให้เขากลับมายังพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงเมตตาเขา และมายังพระเจ้าของพวกเรา เพราะพระองค์ทรงมีการอภัยอย่างเหลือล้น ' อิสยาห์ 55:6-7พระเจ้าทรงเตือนเราเพราะพระองค์ต้องการให้เรากลับมาหาพระองค์ เมื่อเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าแล้ว อย่าให้ใจของเราแข็งกระด้าง และอย่าคิดว่าเรายังมีเวลาเสมอ ขอให้เราเปิดใจต่อพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ สำรวจชีวิตของเรา และถ้ามีสิ่งใดที่พระองค์กำลังเตือนเรา ขอให้เราอย่าแค่ได้ยิน แต่ให้เรากลับใจและพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1) 07.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1)“เขาทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น””~ลูกา 10:37 THSV11“The expert in the law replied, “The one who had mercy on him.” Jesus told him, “Go and do likewise.””~Luke 10:37 NIVคุณเคยได้ยินคำเตือนดังนี้หรือไม่ว่า“อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบของชีวิต ทำให้เราไม่มีเวลาหยุดเพื่อช่วยคนที่กำลังเจ็บปวด?”(Never let the busyness of life leave you without time to stop for someone who is hurting.)ในพระคัมภีร์มีเรื่องเตือนสติเกี่ยวกับรื่องนี้ อยู่เรื่องหนึ่งซึ่ง ดังนี้​ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นทดสอบพระเยซู​เขาทูลถามพระเยซูว่า“ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์?” ​พระเยซูตรัสตอบว่า “ในธรรมบัญญัติเขียนว่าอย่างไร? ท่านอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร?” ​ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติทูลตอบว่า“พวกท่าน1).จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดกำลังของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน และ2).จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ​พระเยซูจึงตรัสกับผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้นว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงไปทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต”~ลูกา 10:25~28 THSV11ความจริงทุกอย่างน่าจะจบลงตรงนี้แล้ว!แต่ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้น กลับทำให้เรื่องยาวโดยถามคำถามที่ไม่น่าจะถามต่อไปว่า“แต่คนนั้นต้องการจะรักษาหน้า จึงทูลพระเยซูว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?””~ลูกา 10:29 THSV11เป็นเหตุให้พระเยซูต้องตรัสเล่าอุปมาเรื่องหนึ่ง เพื่ออธิบายขยายความให้หมดข้อสงสัยอีกต่อไปว่า​ชายคนหนึ่งลงจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค ​ชายคนนั้นถูกพวกโจรปล้น​ พวกโจร1).แย่งชิงเสื้อผ้าของเขา 2 ).ทุบตีเขา 3).ทิ้งเขาไว้ในสภาพที่เกือบจะตายแล้ว เผอิญมี​ปุโรหิตคนหนึ่ง1).เดินมาตามทางนั้น 2).เห็นคนนั้นแล้วก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง ​คนเลวีก็เหมือนกัน เมื่อ1).มาถึงที่นั่นและ2).เห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง แต่เมื่อ​ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง1).เดินทางผ่านมาใกล้คนนั้น 2).เห็นแล้วก็มีใจสงสาร 3).จึงเข้าไปหาเขา 4).เอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่บาดแผล5).เอาผ้ามาพันให้ แล้ว6).ให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง7).พามาถึงโรงแรม และ8).ดูแลรักษาพยาบาลเขา วันรุ่งขึ้นก่อนจะไป เขา9).เอาเงินสองเดนาริอันให้กับเจ้าของโรงแรม 10).บอกเจ้าของโรงแรมว่า‘ช่วยรักษาเขาด้วย สำหรับเงินที่ต้องเสียเกินกว่านี้จะใช้ให้เมื่อกลับมา’ พระเยซูถามคนฟังว่า“ท่านเห็นว่าในสามคนนั้นคนไหน ถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น?” พวกเขาทูลตอบว่า“คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า“ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น!””~ลูกา 10:30-37 THSV11วันนี้ คุณเป็นเหมือนคนไหน ใน3คนนี้?​ปุโรหิต​คนเลวี​ชาวสะมาเรีย?คุณเคยเป็นเหมือนชายที่ถูกปล้นและทำร้ายหรือไม่?แล้วคุณได้พบกับใคร ในยามที่คุณถูกทำร้าย ชิงทรัพย์จนบาดเจ็บ?คุณรู้สึกอย่างไร?คุณจำได้หรือไม่ว่า ในชีวิตนี้ ใครเป็นคนใจดี(เมตตากรุณา)ต่อคุณมากที่สุด?เขาทำอะไรให้แก่คุณบ้าง?พี่น้องที่รักขอให้เรามาเป็นคนใจดี ที่รักเพื่อนบ้านของตนโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดเป็นการตอบแทนโดยตระหนักว่า“ความใจดีไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่ขอให้จริงใจและเกิดขึ้นในเวลาที่ใครบางคนต้องการ เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความหมายและก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล!”(Kindness doesn’t have to be great; when it is sincere and comes at the right time, it can mean everything.)…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8กันยายน2026(ตอนที่ 161ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต. ตอน อย่ารอจนสายเกินไป Ep.1736 07.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ารอจนสายเกินไป Ep.1736การพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีคำเตือน พระเจ้าทรงเตือนประชาชนของพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ แต่เมื่อมนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าและดื้อรั้นต่อพระองค์อย่างต่อเนื่อง การพิพากษาก็ย่อมมาถึง เยเรมีย์ 18–19 เราเห็นลำดับเหตุการณ์ที่ชัดเจน พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ แต่ประชาชนปฏิเสธ พระองค์ทรงเตือนพวกเขา แต่พวกเขายังคงดื้อรั้น พวกเขาวางแผนทำร้ายต่อต้านคนของพระเจ้า พวกเขาหันไปนมัสการรูปเคารพ หลั่งเลือดผู้บริสุทธิ์ และถวายลูกแก่พระอื่น เยเรมีย์ 19:7–9 พระเจ้าทรงประกาศผลของการกบฏนั้น'และในสถานที่นี้ เราจะทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป และจะทำให้เขาทั้งสองล้มลงด้วยดาบ ต่อหน้าศัตรูของพวกเขา และด้วยมือของบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา เราจะให้ศพของพวกเขาเป็นอาหารของนกในอากาศ และสัตว์บนแผ่นดินโลก ' เยเรมีย์ 19:7พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะทรงทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป พวกเขาอาจมีแผน มีความมั่นใจ และคิดว่าตนเองสามารถกำหนดอนาคตได้ แต่แผนงานของมนุษย์ที่สวนทางกับพระเจ้า ไม่สามารถช่วยพวกเขาให้พ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าได้คำว่า สูญสิ้นไป ในภาษาเดิมมีความหมายความ ทำให้ว่างเปล่า หรือทำให้สูญสิ้น ซึ่งตรงนี้เป็นการเล่นคำกับข้อ 1 ที่พูดถึงเหยือกดิน แผนที่มนุษย์วางไว้ แม้แต่แผนงานการทำร้ายเยเรมีย์ 18:18 ก็จะสูญสิ้นไป ชีวิตของเราวางใจในอะไร ในแผนงานของเราเองมากกว่าที่จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือเปล่าครับ'และเราจะทำให้เมืองนี้เป็นที่น่าหวาดหวั่น เป็นสิ่งที่ถูกเยาะเย้ย ทุกคนที่ผ่านไปจะหวาดหวั่น และจะเยาะเย้ยความหายนะทั้งสิ้นของเขา ' เยเรมีย์ 19:8เมืองนี้ หมายถึง เยรูซาเล็ม พวกเขาอาจคิดว่าการเป็นประชากรของพระเจ้า และการมีพระวิหารอยู่ท่ามกลางพวกเขา จะทำให้เยรูซาเล็มปลอดภัย การมีชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า มีพระวิหาร หรือมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกับพระเจ้า นั้นไม่สามารถทดแทนการเชื่อฟังพระองค์ได้ สำหรับพวกเรา เราอาจเป็นคริสเตียนมานาน รับใช้พระเจ้าและอยู่ในคริสตจักรของพระองค์ เราต้องตรวจสอบชีวิตของเราอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าไม่ได้สนพระใจเพียงสิ่งที่เราทำภายนอก แต่พระองค์ทรงมองเห็นหัวใจและการใช้ชีวิตของเราด้วย'และเราจะทำให้พวกเขากินเนื้อของบุตรชาย และบุตรหญิงของตน และทุกคนจะกินเนื้อของเพื่อนของตน ในการที่ถูกล้อมและทุกข์ใจ คือที่ซึ่งศัตรูของเขาและผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา ได้ข่มใจเขาทั้งหลาย’ ' เยเรมีย์ 19:9ความทุกข์ใจและสภาพที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเพราะความดื้อรั้น และการไม่กลับมาหาพระเจ้า การถูกล้อมนั้นทำให้เกิดความอดอยากที่รุนแรงที่สุด จนผู้คนตกอยู่ในความทุกข์ใจ สิ่งนี้สอดคล้องกับคำเตือนที่พระเจ้าเคยประทานไว้ให้ในธรรมบัญญัติทั้งเลวีนิติ และเฉลยธรรมบัญญัติ บาปและความดื้อรั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งกับตัวเองและทุกคนในสังคม อย่าคิดว่าการอะลุ่มอล่วยให้กับบาปเล็ก ๆ จะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น บาปที่เราปล่อยไว้โดยไม่จัดการ มันจะค่อย ๆ เติบโตและนำเราให้เราออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้น พระเจ้าทรงเตือนเราไม่ใช่เพื่อให้เรากลัวเท่านั้น แต่เพื่อให้เราหยุดเราและนำให้เรากลับใจในขณะที่ยังมีโอกาส'เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจกระด้างกระเดื่อง อย่างที่เมรีบาห์ อย่างวันที่มัสสาห์ในถิ่นทุรกันดาร ' สดุดี 95:7-8หากพระเจ้ากำลังเตือนเรา ขอเราอย่าผลัดวันประกันพรุ่งในการกลับใจ เพราะบาปที่เราไม่จัดการ มันจะพัฒนาให้ใจของเราแข็งกระด้างและห่างจากพระองค์มากขึ้น พระเจ้าทรงเมตตาและทรงเรียกเราให้กลับมาหาพระองค์ วันนี้ และเดี๋ยวนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องตอบสนองต่อพระสุรเสียงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่160) สัมพันธภาพมีไว้ให้รักษา! 06.09.2026 6мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่160)สัมพันธภาพมีไว้ให้รักษา!“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้นโดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”~เอเฟซัส 4:3 THSV11“Make every effort to keep the unity of the Spirit through the bond of peace.”~Ephesians 4:3 NIVชีวิตคริสเตียนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์​ระหว่างเรากับพระเจ้า ​ระหว่างเรากับคนอื่นๆ1).กับผู้ร่วมเชื่อในพระคริสต์เหมือนกัน~ที่เรียกว่า “พี่น้อง” หรือ “กันและกัน” 2).กับคนทั่วไปที่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์~ที่เรียกว่า “เพื่อนบ้าน” หรือ “คนทั้งหลาย“"ความสัมพันธ์" หรือ ”Relationships"ระหว่างกันฉันพี่น้องนี้ เป็นสัมพันธภาพที่ผูกพันเราให้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เกิดจากการที่พระเยซูคริสต์ยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคนที่กลับใจยอมรับพระคุณนั้นด้วยความเชื่ออ.เปาโล กำชับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อต้องเป็น“สัมพันธภาพ”(Relationships)แห่งความเป็น“น้ำหนึ่งใจเดียวกัน”(unity)ที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดไปแล้ว ลักษณะความสัมพันธ์ของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงประสงค์นั้น มีลักษณะอย่างไร?​Respect ~ให้เกียรติแก่กัน​Reliability ~ทำตัวแบบไว้วางใจเชื่อถือกันได้​Responsibility ~มีความรับผิดชอบต่อกันในการรักษาไว้​Risk-พร้อมเสี่ยงเพื่อกันด้วยความรัก​Resilience~อดทนอดกลั้นต่อกันและพร้อมลุกขึ้นมาใหม่โดยเร็ว​Rejoice~มีความชื่นชมยินดีในกันและกัน​Refresh ~ชูจิตให้กำลังใจแก่กัน​Repentance ~กลับใจในทันทีเมื่อทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อกัน​Reconciliation ~คืนดีต่อกันให้ไว​Restart~เริ่มต้นใหม่และให้โอกาสแก่กันในเริ่มต้นอีกครั้ง​Reward~ให้รางวัลและคำชมเชยแก่คนที่ทำดีเมื่อมีโอกาสพี่น้องที่รักขอให้เราตระหนักว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี้เป็นความสัมพันธ์ที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงขอให้เราจริงจังกับการพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้ไว้อย่างสุดกำลัง ทั้ง1).ในคริสตจักร และ2).ในทีมงานที่รับใช้ด้วยกันอย่าให้เรารับใช้จนทะเลาะกันจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ และต้องหนีออกจากคริสตจักรของตนเองไปอย่างไม่สมควรคำเตือน ก็คือ อย่าให้เรามุ่งรับใช้จนปล่อยให้ความแตกต่าง ความแตกแยกหรือเหตุผลใดๆ มาทำลายสัมพันธภาพแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่พระวิญญาณประทานให้ เป็นอันขาดขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า“ความเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความแตกต่าง แต่หมายความว่าความแตกต่างเหล่านั้นจะต้องไม่ทำลายความรักของเรา!”(Unity does not mean we have no differences; it means our differences will not destroy our love.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7กันยายน2026(ตอนที่ 160ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอทรงตรวจสอบ Ep.1735 06.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอทรงตรวจสอบ Ep.1735พระเจ้าของเราทรงชอบธรรมเสมอ และพระอธิปไตยของพระองค์ไม่มีผู้ใดสามารถโต้แย้งได้ ภายใต้พันธสัญญาพระเจ้าทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า การเชื่อฟังนำไปสู่พระพร ส่วนการกบฏและไม่เชื่อฟังนำไปสู่การพิพากษา เยเรมีย์ 19:4–6 เป็นการเปิดเผยเหตุผลของการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง'เพราะว่าพวกเขาได้ละทิ้งเรา และได้ทำให้สถานที่นี้เป็นมลทิน ด้วยการเผาเครื่องหอมในที่นี้เพื่อบูชาแก่พระอื่นๆ ซึ่งตัวเขาเอง หรือบรรพบุรุษของเขา หรือบรรดาพระราชาของยูดาห์ไม่รู้จัก และเพราะเขาได้ทำให้สถานที่นี้เต็มด้วยโลหิตของผู้ไร้ความผิด ' เยเรมีย์ 19:4ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดคือ การละทิ้งพระเจ้าผู้ที่เขารู้จัก เพราะพระองค์ทรงพันธสัญญากับอับราฮัม และนำพวกเขาออกจาการเป็นทาสในอียิปต์ คนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้าไปบูชาพระอื่นที่พวกขาไม่รู้จัก คำว่า ‘พระอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จัก’ ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อพระเหล่านั้น แต่หมายถึงพระเหล่านั้นไม่ใช่พระเจ้าที่มีพันธสัญญาหรือช่วยเหลือพวกเขาเหมือนพระยาห์เวห์ พวกเขากลับละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความรักเมตตากับเขา แล้วหันไปนมัสการพระอื่น นั่นคือสิ่งที่ทำให้สถานที่นี้ซึ่งควรจะอยู่ภายใต้พระเจ้า กลายเป็นสถานที่ที่มีมลทินจากการนมัสการรูปเคารพและการทำให้โลหิตของผู้ไร้ความผิดตกบนแผ่นดิน'และได้สร้างปูชนียสถานสูงสำหรับพระบาอัล เพื่อจะเผาบุตรชายของเขาเสียในไฟ เป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระบาอัล ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา ' เยเรมีย์ 19:5คนยูดาห์ได้สร้างแท่นบูชาแก่พระบาอัล เผาลูกตัวเองถวายแด่พระอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าห้าม การละทิ้งพระเจ้านั้นส่งผลถึงการใช้ชีวิตของเราด้วย ในข้อ 5 พระเจ้าตรัสว่า ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา สิ่งที่คนยูดาห์ทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา และพระเจ้าไม่ได้อนุญาตให้พวกเขานำการถวายลูกมาเผาถวายเป็นเครื่องบูชา รูปเคารพอาจดูเหมือนสิ่งที่ทำให้เรามั่นคงหรือสิ่งที่เราต้องการ แต่ในที่สุดมันกลับเรียกร้องให้เรายอมสละสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อมัน แต่พระเจ้าผู้ทรงเที่ยงแท้ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวมาเพื่อช่วยให้เราพ้นจากความบาป ขอให้เราสำรวจใจของเราว่า มีอะไรที่กำลังเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเราไหม? ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้พระเจ้าพอพระทัยนะครับ ขอให้ชีวิตของเราจะอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่อยู่ภายใต้ความคิดของเรา'ฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสว่า นี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง เมื่อสถานที่นี้จะไม่มีใครเรียกชื่อว่าโทเฟท หรือหุบเขาเบนฮินโนมอีก แต่จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า ' เยเรมีย์ 19:6พระเจ้าทรงประกาศคำพิพากษาว่า สถานที่ที่พวกเขาเคยใช้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จะกลายเป็นที่ที่ทำให้เห็นผลของการพิพากษาของพระเจ้า พระเจ้าทรงประกาศว่า หุบเขาเบนฮินโนมจะถูกเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า นี่เตือนใจเราว่า การละทิ้งพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก ขอให้เราตรวสอบใจของเราอยู่เสมอว่า มีสิ่งใดที่เรากำลังรัก ทุ่มเท และให้คุณค่ากับมัน จนมันเป็นสิ่งที่มาควบคุมชีวิตของเรามากกว่าพระเจ้าหรือเปล่า'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์ และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในทางนิรันดร์' สดุดี 139:23-24กษัตริย์ดาวิดเองก็อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงตรวจค้นจิตใจของท่าน และเปิดเผยว่ามีทางชั่วใดอยู่ในตัวท่านหรือไม่ ให้เราขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าตรวจสอบหัวใจของเรา และทรงโปรดช่วยเราให้เห็นสิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่พระเจ้า ขอให้เรากลับใจจากสิ่งเหล่านั้น และกลับมารัก นมัสการ เชื่อฟังพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด ขออย่าให้เรารอจนกว่าจะเห็นผลของบาปแล้วจึงค่อยกลับมาหาพระเจ้า แต่ขอให้เรากลับใจตั้งแต่วันนี้เลย เพราะพระเจ้าทรงเตือนเราเพื่อให้เราหันกลับมาหาพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • พระธรรมนำชีวิต ตอน พร้อมไหม? Ep.1734 06.09.2026 5мин
    พระธรรมนำชีวิตตอน พร้อมไหม? Ep.1734เรื่องราวในเยเรมีย์ 19 แม้จะเป็นคนละเหตุการณ์กับบทที่ 18 แต่ก็มีความเชื่อมโยงกัน ในตอนที่แล้วพูดถึงดินเหนียวที่อยู่ในมือของช่างหม้อ ซึ่งภาชนะที่กำลังทำเสียไป ช่างหม้อก็ปั้นมันขึ้นใหม่ตามที่เขาเห็นว่าดี เยเรมีย์ 19:1-3 พระเจ้าทรงกำหนดอย่างชัดเจนว่า เยเรมีย์ต้องทำอะไร ต้องพาใครไป และต้องไปที่ไหน ซึ่งเมื่อเยเรมีย์ฟังพระเจ้าแล้ว เขาก็เชื่อฟังทำตามทุกประการ'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงไปซื้อเหยือกดินของช่างหม้อมาลูกหนึ่ง แล้วพาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคน ไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ตรงทางเข้าประตูกองเศษหม้อ และที่นั่นจงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้ ' เยเรมีย์ 19:1-2คำว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ คือรูปแบบที่เกิดขึ้นเสมอในพระธรรมเล่มนี้ เพื่อยืนยันว่า ถ้อยคำนี้ไม่ได้มาจากความคิดเห็นส่วนตัวของเยเรมีย์ แต่เป็นพระเจ้าที่ตรัสเอง พระเจ้าสั่งให้เยเรมีย์อย่างชัดเจนว่าให้ไปซื้อหม้อจากช่างหม้อ พระเจ้าทรงให้เยเรมีย์พาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคนไปด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ยินคำประกาศของพระเจ้าโดยตรง นี่เป็นการประกาศพระวจนะและคำเตือนเรื่องการพิพากษาทั้งต่อหน้าผู้นำของประชาชนและผู้นำทางศาสนา พระเจ้าระบุอย่างเจาะจงว่าให้พาไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม ถ้าเราย้อนไปดูใน 2 พงศ์กษัตริย์เราจะพบว่า ที่นี่เป็นที่บูชายัญลูกแด่พระโมเลคของกษัตริย์มนัสเสห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติไว้ว่าห้ามทำ พระเจ้าตรัสว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้”'เจ้าจงว่า ‘ขอทรงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ข้าแต่บรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาถึงสถานที่นี้ อย่างที่หูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป ' เยเรมีย์ 19:3ฟัง คำนี้คือ คำว่า เชมาร์ ซึ่งหมายถึงการได้ยินและเอาใจใส่ และเกี่ยวข้องกับการตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง ปัญหาของคนยูดาห์คือพระเจ้าตรัส แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง ลองกลับมาถามตัวเองว่า เราก็เป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า คือได้ยินเสียงเตือนของพระเจ้า ฟังคำเทศนาแล้ว อ่านพระคัมภีร์แล้ว แต่ถ้าเราก็ยังเลือกที่จะไม่สนใจ ไม่กลับใจ ยังคงใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า สำหรับคนยูดาห์พระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะนำเหตุร้ายมา ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมากจนหูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป สำนวนนี้สื่อถึงความตกตะลึงและสยดสยองอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นการเตือนของพระเจ้าไม่ได้มีเพื่อทำให้หวาดกลัวเท่านั้น แต่ทรงเตือนเพราะบาปที่ทำนั้นจะผลตามมาจริง ๆการปฏิเสธพระเจ้าอย่างต่อเนื่องจะนำตัวเองเจ้าสู่การพิพากษา ขอให้เราคิดไว้เสมอว่า ทุกการเลือกของเราจะมีผลตามมาเสมอ การเลือกที่จะดื้อดึงต่อพระเจ้าก็มีผลต่อชีวิตของเราอย่างแน่นอน'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971พระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านถ้อยคำของพระเจ้าในเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่ถูกต้อง แต่เรากลับพยายามหาเหตุผลที่จะทำมันต่อไป ซึ่งเราก็รู้นะว่า เราต้องกลับใจหันหลังให้บาปนั้น แต่เรากลับใช้พระคุณเป็นเหตุผลให้พูดว่า เดี๋ยวก่อนอยู่เสมอไหมครับ หรือเมื่อเราได้ยินพระวจนะของพระเจ้าอย่างชัดเจน แต่เรากลับเลือกที่จะฟังบางสิ่งที่เราอยากฟัง สุภาษิตเตือนให้เรากลับใจ หยุดดื้อรั้นทำคอแข็ง เราต้องไม่คิดว่า เราจะมีโอกาสกลับใจเมื่อไรก็ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งรี้ตะเป็นอย่างไร การดื้อดึงต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่องย่อมนำไปสู่การพิพากษา ขอให้เราจะไม่ใช้โอกาสแห่งพระคุณอย่างไร้ค่า เพราะพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ควรได้รับ แต่พระคุณของพระเจ้าสำแดงอย่างชัดเจนผ่านการที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสละพระองค์เองเพื่อไถ่บาปของเรา พระคุณไม่ได้หมายความว่า เราสามารถทำบาปต่อไปโดยคิดว่าจะไม่เป็นไร เพราะพระเจ้าทรงให้อภัย และพระคุณนั้นเรียกเราให้กลับใจและหันกลับมาหาพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจและเปลี่ยนแปลง ขอให้เราพร้อมที่จะกลับใจทันที ขอให้เราไม่เพียงแต่ได้ยิน แต่ให้เรามีใจที่พร้อมจะเชื่อฟังพระองค์ด้วยครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่159) สัมพันธภาพของคนในคริสตจักร ควรเป็นอย่างไร? 05.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่159)สัมพันธภาพของคนในคริสตจักร ควรเป็นอย่างไร?“เพราะว่าเราเป็นอวัยวะของพระกายของพระองค์”~เอเฟซัส 5:30 THSV11“for we are members of his body.”~Ephesians 5:30 NIVพระธรรมข้อนี้ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะเมื่อมองในเรื่อง“ความสัมพันธ์ของคนในคริสตจักร!” เพราะอ.เปาโลกำลังใช้ภาพของ “พระกาย” เพื่ออธิบายถึง “คริสตจักร” หรือ“ชุมชนของผู้เชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์”อ.เปาโลสอนว่า คริสเตียนไม่ได้เป็นผู้เชื่อที่อยู่คนเดียว แต่เราล้วนมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในพระคริสต์อ.เปาโลก็ใช้ภาพ “ร่างกายมนุษย์” อธิบายความสัมพันธ์เช่นเดียวกันนี้อีกครั้งในพระธรรม 1 โครินธ์ 12:12–27 โดยกล่าวว่า​พระคริสต์ทรงเป็น ศีรษะของร่างกาย​ผู้เชื่อแต่ละคนเป็น อวัยวะของร่างกาย​อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่​อวัยวะทุกส่วนต้องพึ่งพาและเชื่อมโยงกัน​อวัยวะรู้สึกร่วมกัน เมื่อส่วนหนึ่งเจ็บ ส่วนอื่นก็ได้รับผลกระทบด้วย​อวัยวะทุกส่วนทำหน้าที่ได้ดีพร้อมกันเมื่อใด ทั้งร่างกายก็ได้รับประโยชน์เมื่อนั้น​ศีรษะและอวัยวะทุกส่วนต้องสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยเหตุนี้ คำว่า “เราเป็นอวัยวะของพระกาย” จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า“ฉันเป็นสมาชิกคริสตจักร”แต่มีความหมาย ลึกลงไปกว่านั้นอีกคือ​ฉันเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระคริสต์​ฉันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตของพี่น้องทุกคนในพระคริสต์​ฉันมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องของฉันทุกคน​ฉันทำหรือไม่กระทำอะไรก็ล้วนจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นและส่วนรวมชีวิตในคริสตจักรหรือในพระกาย จึงล้วนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์​ลิ้นพูดคำรุนแรง ก็จะทำให้ → หัวใจของคนอื่นเจ็บ​มือยื่นออกช่วยเหลือ ก็จะทำให้ → คนอื่นได้รับกำลังใจ​เท้าเดินออกไปเยี่ยมเยียน ก็จะทำให้ → คนที่อยู่โดดเดี่ยวได้รับการดูแล​หูรับฟัง ก็จะทำให้ →คนที่กำลังทุกข์ร้อน รู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่ลำพังเพียงคนเดียว​ปากพูดให้กำลังใจ ก็จะทำให้ →คนที่กำลังจะล้มมีกำลังเดินต่อไปด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ของกันและกันใน “พระกาย”ของพระคริสต์จะงดงาม หรือ อัปลักษณ์ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่อกันของพวกเราแล้ว!หากเราเป็นอวัยวะแท้ของร่างกาย (หรือเป็นสมาชิกแท้ของคริสตจักร)และมีคนหนึ่งคนใดเจ็บปวด แต่คนอื่นในพระกายไม่รู้สึกอะไรนั่นจะเป็นเรื่องที่แปลกมากเช่น จะแปลกมาก ถ้านิ้วหัวแม่มือเจ็บ แต่สมองจะบอกว่า“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องของฉัน เพราะฉันไม่ใช่นิ้วหัวแม่มือ”อ.เปาโลกล่าวว่า“ถ้าอวัยวะหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย”~ 1 โครินธ์ 12:26หลักสำคัญแห่งความสัมพันธ์ ของคนในคริสตจักรหรือคนในพระกายเดียวกัน ควรเป็นเช่นนี้ คือ​ถ้าคนหนึ่งกำลังทุกข์ → เราควรใส่ใจเขา​ถ้าคนหนึ่งกำลังหลงทาง → เราควรช่วยเหลือเขา​ถ้าคนหนึ่งล้มลง → เราควรพยุงเขาขึ้น​ถ้าคนหนึ่งกำลังถูกทำร้าย → เราควรปกป้องเขา​ถ้าคนหนึ่งเจ็บป่วย →เราควรดูแลรักษาเขาเราจะไม่พูดว่า“เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา!“เพราะในพระกายของพระคริสต์“เรื่องของเขา” ก็คือ “เรื่องของเรา!” ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งได้รับพรหรือมีความสุข เราก็ควรยินดีและมีความสุขไปกับเขาด้วยสิ่งที่เราต้องระวังก็คือบางครั้งสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ในคริสตจักรไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือ การอิจฉาริษยา และ การเปรียบเทียบ อาทิ1).“ทำไมเขาได้รับโอกาส แต่ฉันไม่ได้?”2).“ทำไมเขาได้รับคำชม แต่ฉันไม่ได้?”3).“ทำไมเขาได้รับการสนับสนุน แต่ฉันไม่ได้?“เราควรเข้าใจไว้เสมอว่าความสำเร็จของอวัยวะหนึ่ง ไม่ได้ทำให้อวัยวะอื่นด้อยลง~ตาไม่ได้แข่งขันกับมือ~จมูกไม่ได้แข่งขันกับเท้า~ปากไม่ได้แข่งขันกับหูเพราะทุกส่วนกำลังทำงานเพื่อ ร่างกายเดียวกัน!ดังนั้น “อย่าแข่งกันว่าใครสำคัญกว่า เพราะในพระกายของพระคริสต์เราทุกคนล้วนมีคุณค่า และทุกคนมีวัตถุประสงค์ที่ต้องทำ(เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมร่วมกัน)!(Do not compete over who is more important. In the body of Christ, everyone has value and everyone has a purpose.)พี่น้องที่รักจงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้ดีขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“เราไม่ได้เพียงเพื่อมาร่วมกันเป็นคริสตจักรแต่เราเป็นส่วนหนึ่งของพระกายเดียวกัน เพื่อจะรัก ใส่ใจดูแลและเสริมสร้างกันให้เจริญเติบโตขึ้น”(We do not merely gather as a church; we belong to one body—to love, care for, and build one another up.)นี่คือสัมพันธภาพที่เราควรมีต่อกันและกันในคริสตจักร…ไม่ใช่หรือ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6กันยายน2026(ตอนที่ 159ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี
  • สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่158) พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า! 04.09.2026 5мин
    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่158)พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า!“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าเพื่อว่าพระองค์จะทรงยกพวกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร”~1 เปโตร 5:6 THSV11“Humble yourselves, therefore, under God’s mighty hand, that he may lift you up in due time.”~1 Peter 5:6 NIVคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าเราควรวางใจในพระหัตถ์ของพระเจ้า!และคุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ ที่ว่า“จงไว้วางใจในพระหัตถ์ของพระเจ้า แม้แต่ในยามที่คุณมองไม่เห็น เพราะพระองค์ทรงมองเห็นทางที่คุณมองไม่เห็นนั้น”(Trust in God's hand even when you cannot see it, for He sees the way you cannot.)“พระหัตถ์ของพระเจ้า” คืออะไร?“พระหัตถ์ของพระเจ้า” คือ“มือของพระเจ้าที่ทรงฤทธิ์ ทรงดูแล ทรงนำ ทรงตีสอน ทรงปกป้อง และทรงยกเราขึ้นในเวลาที่เหมาะสม”แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ามี “มือ” แบบมนุษย์ทั่วไป แต่เป็น ภาษาภาพพจน์ ที่ใช้บรรยายถึง “ฤทธิ์เดช การทรงกระทำ การควบคุม การดูแล และการทรงนำของพระเจ้า”ดังนััน เมื่อพระคัมภีร์พูดถึง “พระหัตถ์ของพระเจ้า” จึงมีความหมายประมาณว่าพระเจ้าเองกำลังทรงทำกิจหลากหลายในชีวิตของเรา ด้วยฤทธิ์เดชตามพระประสงค์ของพระองค์ ดังนี้ 1).พระหัตถ์ที่ทรงสร้างเรา“พระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นข้าพระองค์และทรงสร้างข้าพระองค์”~โยบ 10:8ในข้อนี้ พระหัตถ์ของพระเจ้าคือพระหัตถ์ของพระผู้สร้างเราไม่ได้เกิดมาโดยไร้ความหมาย แต่ชีวิตของเราอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระผู้สร้าง2).พระหัตถ์ที่ทรงปกป้องเรา“ไม่มีใครสามารถฉวยชิงพวกเขาไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้”~ยอห์น 10:29พระหัตถ์ของพระเจ้าในที่นี้เป็นหัตถ์ที่เราซึ่งเป็นของพระองค์สามารถฝากชีวิตไว้กับพระองค์ได้3).พระหัตถ์ที่ทรงช่วยเราให้รอด“นี่แน่ะ พระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ไม่ได้สั้นเกินกว่าจะช่วยให้รอด”~อิสยาห์ 59:1ในบางสถานการณ์ที่อาจดูเหมือนเกินกำลังของเรา แต่นั่นไม่ได้เกินกำลังของพระเจ้ามือของเรามีขีดจำกัด แต่พระหัตถ์ของพระเจ้านั้นไม่มีขีดจำกัดใดๆเลย4).พระหัตถ์ที่จูงและฉวยเราไว้“แม้ที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะจูงข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะฉวยข้าพระองค์ไว้”~สดุดี 139:10 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าจะนำและจะยึดเราไว้มั่น ในทุกสถานการณ์ของชีวิต5).พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ที่ยกชููเรา“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงยกพวกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร”~1 เปโตร 5:6 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าเป็นพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์เดช ที่พร้อมยกชูเราขึ้นเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม6).พระหัตถ์ที่ทรงบดขยี้ศัตรูของเรา“ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงอานุภาพยิ่งข้าแต่พระยาห์เวห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงบดขยี้ศัตรู”~อพยพ 15:6 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าพร้อมปกป้องเราและขยี้ทำลายศัตรูที่มุ่งร้ายเราให้แหลกลาญป่นปี้7).พระหัตถ์ที่ทรงเลี้ยงดูเราดุจเลี้ยงแกะ“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ …”~สดุดี 95:7 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงอุ้มชูเราในฐานะที่เป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ท้ายนี้พี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าการได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้านั้น คือความมั่นคงปลอดภัยมากในชีวิตของเราเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ภายใต้ร่มเงาแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้า นั่นคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด!”(Under the shadow of God's handis the safest place.)…ผมว่าคุณน่าจะเห็นด้วยกับผมนะครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5กันยายน2026(ตอนที่ 158ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

Популаран у

Овај подкаст се појављује и у подкаст листама ових земаља.