6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก
ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
0
ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ เปิดไปทีละหน้า ให้จบไปทีละเล่ม พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.)
Bölümler
-
อกุศลพึงละด้วยปัญญา [6937-6t] 11.09.2026 57dkหมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ข้อที่ 21 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกำลังญาณ10 ประการ (ทศพลญาณ) ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักร (กงล้อแห่งธรรม) ในบริษัททั้งหลาย ได้แก่ฐานาฐานญาณ: รู้จักสิ่งที่เป็นไปได้ (ฐานะ) และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (อฐานะ) ตามเหตุปัจจัยกัมมวิปากญาณ: รู้จักผลของกรรม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างแม่นยำสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ: รู้จักทางปฏิบัติที่นำไปสู่สุคติ ทุคติ หรือพระนิพพานนานาธาตุญาณ: รู้จักอัธยาศัยและองค์ประกอบที่แตกต่างกันของโลกและสิ่งมีชีวิต (ธาตุต่างๆ)นานาธิมุตติกญาณ: รู้จักอธิมุติ คือความน้อมใจเชื่อและความสนใจที่แตกต่างกันของสัตว์ทั้งหลายอินทริยปโรปริยัตตญาณ: รู้จักความหย่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ของผู้อื่นฌานาทิสังกิเลสาทิญาน: รู้จักความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติปุพเพนิวาสานุสสติญาณ: ระลึกชาติในอดีตได้หลากหลายระลึกชาติไม่สิ้นสุดจุตูปปาตญาณ: รู้เห็นการจุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมอาสวักขยญาณ: รู้จักความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย บรรลุเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะในปัจจุบัน ข้อที่ 22 อธิมุตติปทสูตร ว่าด้วยอธิมุตติบท พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถึง "ตถาคตพละ 10 ประการ" (ดูข้อธรรมใน สีหนาทสูตร) ซึ่งเป็นกำลังที่ทำให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักรในบริษัททั้งหลายได้ โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับชื่อพระสูตรนี้โดยตรงคือ กำลังญาณในการรู้ชัดถึง "อธิมุตติ" (การหยั่งรู้อัธยาศัย) ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย ข้อที่ 23 กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจำแนกธรรมที่พึงละออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้ธรรมที่พึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจา: การละ "กายทุจริต" (ทุศีล)ธรรมที่พึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกาย: การละ "วจีทุจริต"ธรรมที่บุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้: กิเลสภายในจิตใจที่ผู้ปฏิบัติต้องใช้ปัญญาภายในของตนเองเข้าไปเพ่งพินิจ เห็นตามความเป็นจริง (รู้แจ้งด้วยปัญญา) จนกระทั่งจิตตัดละกิเลสเหล่านั้นได้ด้วยตนเองกิเลสภายในจิตใจ 10 ประการ ได้แก่1. โลภะ – ความโลภ ความอยากได้2. โทสะ – ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย3. โมหะ – ความหลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา)4. โกธะ – ความโกรธ ความขัดเคืองใจ5. อุปนาหะ – ความผูกโกรธ การเก็บความโกรธไว้ฝังลึก6.มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน การแกล้งทำลายคุณความดีของผู้อื่น7. ปฬาสะ – ความตีเสมอ การยกตนเทียมท่าน ไม่ยอมอ่อนน้อม8. มัจฉริยะ – ความตระหนี่ หวงแหน9. อิสสาอันชั่วช้า – ความริษยา10. ปาปิจฉตา – ความปรารถนาลามก การโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ข้อที่ 24 มหาจุนทสูตร ว่าด้วยพระมหาจุนทะ มีสาระสำคัญ 2 ส่วนหลัก คือ การละกิเลสทางปัญญา และ ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของนักปฏิบัติธรรมข้อปฏิบัติในการละกิเลส 10 ประการด้วยปัญญา (ดูจาก กายสูตร) ท่านพระมหาจุนทะระบุว่า "ความปรารถนาอันชั่วช้าและกิเลสทั้งหลาย บุคคลจะละทางกายหรือทางวาจาก็ไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ หากใครก็ตามประกาศตนว่าเป็นผู้รู้ธรรม (ธรรมวาที) หรือเป็นผู้ฝึกฝนตนเองมาดีแล้ว (ศีลบ่มครบบริบูรณ์) แต่ยังคงถูกกิเลสทั้ง 10 ข้อนี้ครอบงำอยู่ ย่อมถือว่าเป็นการประกาศที่ไม่เป็นความจริง"ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน (ภิกษุผู้เจริญฌาน vs ภิกษุผู้ประกอบธรรม) ต้องไม่ลบหลู่รุกราน หรือเพ่งโทษกันและกัน ควรมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ควรสรรเสริญกันและกัน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
สัญญาพานิพพาน [6936-6t] 04.09.2026 53dkหมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ และ สัญญาวรรคหมวดว่าด้วยสัญญาข้อที่58 ลิจฉวิกุมารกสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีกุมาร กล่าวถึง เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอบรมเจ้าลิจฉวีกุมารผู้ดุร้ายให้สงบลง จนเจ้ามหานามะลิจฉวีอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ โดยพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง "หลักธรรมที่ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีเสื่อม" นั่นคือ การรู้จักใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม เพื่อดูแล เกื้อกูล และให้ความเคารพต่อบุคคล 5 กลุ่ม ได้แก่1. มารดาบิดา2. บุตร ภรรยา ทาส กรรมกร และคนใช้3. เพื่อนร่วมงาน4. เทวดาผู้รับพลีกรรม5. สมณพราหมณ์ ข้อที่ 59-60 กล่าวถึง คุณลักษณะ 5 ประการที่ "หาได้ยาก" ในหมู่ภิกษุผู้เข้ามาบวชเมื่อตอนแก่ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 สูตร ดังนี้ข้อที่59 ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๑ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุมากแล้ว ส่วนใหญ่จะติดนิสัยเดิมหรือมีความเชื่องช้า ดังนั้น การจะหาบุคคลที่บวชตอนแก่แล้วเป็นผู้มีความนอบน้อม มีมารยาทงามของสมณะ อีกทั้งยังสามารถศึกษาเล่าเรียนจนเป็นผู้รู้ (พหูสูต) สามารถเทศนาสอนผู้อื่น (ธรรมกถึก) และแม่นยำในกฎระเบียบ (วินัยธร) จึงเป็นสิ่งที่ หาได้ยากยิ่งในโลก ข้อที่ 60 ทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๒ เน้นไปที่เรื่องของ ทิฏฐิมานะ (ความถือตัว) เนื่องจากผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เมื่อต้องมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะพระบวชใหม่ (พระนวกะ) มักจะยอมรับคำสั่งสอนของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่อายุน้อยกว่าได้ยาก พระสูตรนี้จึงยกย่องว่า พระบวชแก่ที่เป็นคนโอวาทง่าย นอบน้อมต่อคำสอน และตั้งใจเรียนรู้นั้น เป็นบุคคลที่หาได้ยากมากเช่นกัน ข้อที่ 61-62 ปฐม-ทุติยสัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ สัญญา 5 ประการ ที่บุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ และมีพระนิพพานเป็นที่สุด ได้แก่1. อนิจจสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความไม่เที่ยง (ความไม่จีรังยั่งยืนของสังขารทั้งปวง)2. อนัตตสัญญา- การกำหนดหมายรู้ความไม่ใช่ตัวตน (ความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เจ้าของบังคับบัญชาไม่ได้)3. มรณสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความตาย (เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต)4. อาหาเรปฏิกูลสัญญา - การกำหนดหมายความปฏิกูล (ความน่าเกลียดน่าชังปฏิกูล) ในอาหาร5. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา - การกำหนดหมายความไม่น่ายินดี (ความไม่เพลิดเพลิน) ในโลกทั้งปวง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค สัญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
พ้นเหตุที่ทำให้ถึงซึ่งการสึก [6935-6t] 28.08.2026 53dkหมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ข้อที่ 55 มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อเตือนสติภิกษุและภิกษุณีเกี่ยวกับ “อันตรายของการคลุกคลีกันของเพศตรงข้าม” แม้กระทั่งในความสัมพันธ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์อย่างมารดากับบุตรก็ตาม ความคุ้นเคยและใกล้ชิดที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดความสำรวมและเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของกามราคะ และทรงเน้นย้ำถึง กามคุณ 5 ประการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ของสตรีที่สามารถครอบงำบุรุษได้ ข้อที่ 56 อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์ ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า1. ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร2. ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา3. ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน4. ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา5. การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ข้อที่57 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ ฐานะ 5 ประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ (ความเป็นธรรมดา คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน) เพื่อละความมัวเมาและลดกิเลส ได้แก่1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในวัย2. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค3. เรามีความตายเป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในชีวิต4. เรามีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นธรรมดา - ละความกำหนัดได้5. เรามีกรรมเป็นของตน - ละการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ*เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
อาหุเนยยบุคคล [6934-6t] 21.08.2026 56dkหมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง)ข้อที่ 16 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลผู้เป็น “อาหุเนยยบุคคล” (ผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย) จำนวน 10 จำพวก ซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าอาหุเนยยบุคคล 10 จำพวกพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองและทรงเป็นครูของโลก)พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้เฉพาะตนแต่ไม่ได้ประกาศศาสนา)ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งสองส่วน คือทั้งรูปสมาบัติและปัญญา)ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วน)ท่านผู้เป็นกายสักขี (ผู้ได้สัมผัสวิโมกข์ด้วยนามกายและกิเลสบางส่วนสิ้นไป)ท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฐิ / ผู้เห็นแจ้งและบรรลุธรรมด้วยปัญญา)ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา / ผู้มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ)ท่านผู้เป็นธัมมานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลมีปัญญาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นสัทธานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นโคตรภู (ผู้ปฏิบัติกำลังจะเข้าสู่ขั้นอริยบุคคลชั้นโสดาปัตติมรรค) ข้อที่ 17-18 ปฐม-ทุติยนาถสูตร ว่าด้วยนาถกรณธรรม สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “นาถกรณธรรม” (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) 10 ประการ ซึ่งเป็นคุณธรรมเครื่องสร้างที่พึ่งให้แก่ตนเอง เพื่อความไม่ประมาทและพ้นจากความทุกข์นาถกรณธรรม 10 ประการ มีศีล: สำรวมในพระปาติโมกข์และมารยาทเป็นพหูสูต: ได้ยินได้ฟังมาก ทรงจำและเข้าใจธรรมมีกัลยาณมิตร: มีเพื่อน มีมิตร และสหายที่ดีเป็นผู้ว่าง่าย: อดทนและรับฟังคำสอนด้วยความเคารพขยันในการงาน: ฉลาด ไม่เกียจคร้านในกิจวัตรยินดีในธรรม: รักในคำสอนและการสนทนาธรรมปรารภความเพียร: มีความเพียรละอกุศลและทำกุศลสันโดษ: ยินดีด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้มีสติ: ระลึกได้ มีสติมั่นคง ไม่หลงลืมตัวมีปัญญา: เห็นการเกิดและการดับ ทะลุปรุโปร่ง*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดงข้อที่ 19 - 20 ปฐม-อริยวาสสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “อริยวาส” (ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ) 10 ประการอริยวาส 10 ประการละองค์ 5: ละนิวรณ์ 5 ได้เด็ดขาดประกอบด้วยองค์ 6: สำรวมอายตนะ 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)รักษาแต่อย่างเดียว: มีสติคุ้มครองรักษาจิตมีธรรมเป็นที่พักพิง 4 ประการ: มีที่พึ่งทางใจอันมั่นคงมีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้ว: บรรเทาความยึดถือความเห็นส่วนตนมีการแสวงหาอันสละเสียแล้วด้วยดี: ละการแสวงหาทางโลกที่ผิดมีความดำริไม่ขุ่นมัว: ความคิดปราศจากกิเลสมีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว: กายและใจสงบระงับมีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี: จิตพ้นจากอาสวกิเลสมีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี: มีปัญญาญาณรู้แจ้งสมบูรณ์*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
นิวรณ์ 5 สิ่งที่กั้นปัญญา [6933-6t] 14.08.2026 57dkหมวดธรรม 5 ประการในนีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ข้อที่ 51 และ ข้อที่ 52 แสดงธรรมเกี่ยวกับ “นิวรณ์5”ข้อที่ 51 อาวรณสูตร ว่าด้วยนิวรณ์เครื่องกางกั้น กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ซึ่งเป็นเครื่องกางกั้นหรือปิดปัญญา พระพุทธองค์ตรัสว่าหากจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถรู้ประโยชน์ตนหรือทำญาณทัสสนะให้แจ้งได้ แต่หากละได้ย่อมเกิดปัญญานิวรณ์ 5 เครื่องกางกั้นจิตกามฉันทะ: ความพอใจติดใจในกาม*กาม หมายถึง ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา หรือสิ่งที่เป็นที่น่ารักใคร่ น่าพอใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ วัตถุกาม (สิ่งภายนอกที่น่าปรารถนา / กามคุณ 5) และ กิเลสกาม (ความอยากภายในใจ)พยาบาท: ความคิดร้ายขัดเคืองถีนมิทธะ: ความหดหู่และเซื่องซึมอุทธัจจกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านและร้อนใจวิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในธรรมความสำคัญในพระสูตรเมื่อมีนิวรณ์: จิตจะอ่อนกำลัง ปัญญาจะทุรพล ทำให้ไม่สามารถรู้แจ้งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หรือบรรลุธรรมชั้นสูงได้เมื่อละนิวรณ์ได้: จิตใจจะผ่องใส มีปัญญาและกำลังพอที่จะทำญาณทัสสนะอันวิเศษให้แจ้งได้สำเร็จ ข้อที่ 52 อกุสลราสิสูตร ว่าด้วยกองอกุศล กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ว่าเป็น “กองอกุศล” เป็นอาหารของอวิชชา ข้อที่ 53 ปธานิยังคสูตร ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร แสดงธรรมเกี่ยวกับ องค์คุณ 5 ประการ (มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย, ไม่โอ้อวด, ปรารภความเพียร, มีปัญญา) ที่ช่วยสนับสนุนให้ภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียรพยายามปฏิบัติกิจของศาสนาได้อย่างสำเร็จผล ข้อที่ 54 สมยสูตร ว่าด้วยสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร คือพระสูตรที่ว่าด้วย “สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (เป็นหนุ่มสาว, มีอาพาธน้อย, บิณฑบาตได้ง่าย, สังคมสามัคคี, สงฆ์พร้อมเพรียง) และ “สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (แก่ชรา, เจ็บป่วย, ข้าวยากหมากแพง, ภัยอันตราย, สงฆ์แตกแยก) เพื่อเตือนสติให้พุทธบริษัทรีบลงมือปฏิบัติธรรมในขณะที่ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อมยังเอื้ออำนวย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
ถอนเครื่องผูก ตัดเครื่องกั้น [6932-6t] 07.08.2026 57dkหมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรมข้อที่ 12 ปัญจังคสูตร ว่าด้วยองค์ ๕ กล่าวถึง คุณสมบัติของพระอรหันต์ ว่าต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 2 ด้านอย่างสมบูรณ์ คือ การละองค์ 5 (ละนิวรณ์ ๕) และ การประกอบด้วยองค์ 5 (บรรลุคุณธรรมระดับอเสขะ) ข้อที่ 13 สังโยชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ กล่าวถึง "สังโยชน์ ๑๐" ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัดจิตใจของสัตว์โลกให้อยู่ติดกับวัฏสงสารและความทุกข์ โดยแบ่งออกเป็นหมวด “สังโยชน์เบื้องต่ำ 5” และ “สังโยชน์เบื้องสูง 5” ตามระดับความหยาบและความละเอียดของกิเลส ข้อที่ 14 เจโตขีลสูตร ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู กล่าวถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า โดยเปรียบเทียบกิเลส 2 กลุ่ม เป็นเหมือน "ตะปูที่ตอกตรึงจิต" และ "เชือกที่ผูกรัดใจ" ซึ่งหากยังละไม่ได้ จิตจะไม่ยอมน้อมไปสู่ความเพียรปฏิบัติ ทำให้กุศลธรรมมีแต่ความเสื่อมถอยลงเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 15 อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม กล่าวถึง "ความไม่ประมาท" เป็นธรรมอันเลิศที่สุดในบรรดากุศลธรรมทั้งปวง เป็นทั้ง รากฐาน (มูล) และเป็น จุดรวม (ประชุมลง) ของคุณงามความดีทั้งหมด โดยทรงแสดงผ่าน “การอุปมา” เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่และสำคัญของความไม่ประมาท พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต นาถกรณวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
เหตุถอนลูกศรคือความโศก [6931-6t] 31.07.2026 56dkหมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราชข้อที่ 45 ปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล กล่าวถึง "ห้วงบุญกุศล5 ประการ" (การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์) ที่นำมาซึ่งความสุข และเป็นปัจจัยให้ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ โดยเปรียบเทียบว่า ผลบุญที่ได้รับนั้น ยิ่งใหญ่และมากมายมหาศาลจนนับประมาณไม่ได้ เสมือนปริมาณน้ำในมหาสมุทร ข้อที่ 46 สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา กล่าวถึง “ความถึงพร้อม 5 ประการ” ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา ข้อที่ 47 ธนสูตร ว่าด้วยทรัพย์กล่าวถึง “อริยทรัพย์ 5 ประการ” (หลักธรรมเหมือน สัมปทาสูตร) เปรียบธรรม 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม ข้อที่ 48 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ ระบุถึงสิ่งที่เป็นจริง 5 ประการ ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถขอหรือบังคับได้ ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความฉิบหาย*ความต่างของปุถุชน vs อริยสาวก: ปุถุชนมองว่าเกิดขึ้นแค่กับตนจึงฟูมฟายจนงานเสีย กายพัง เสมือนโดนลูกศรพิษซ้ำเติม ส่วนอริยสาวกเข้าใจว่าเกิดกับทุกคน จึงตั้งสติ ถอนลูกศรพิษ และดับทุกข์ได้ ข้อที่ 49 โกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยที่พระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงฐานะ 5 ประการนี้ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ข้อที่ 50 นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ พระนารทะแสดงธรรมแก่พระเจ้ามุณฑะ ที่ทรงโศกเศร้าอย่างหนักจนไม่ยอมปฏิบัติราชกรณียกิจ หลังจากพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รักได้สวรรคตไป มหาอำมาตย์จึงได้กราบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จไปรับฟังธรรมจากพระนารทะ ณ กุกกุฏาราม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ใจ พระนารทะได้แสดงธรรมเกี่ยวกับ “ฐานะ 5 ประการ” ที่ใครๆในโลกไม่พึงได้ โดยให้พิจารณาตามความเป็นจริงเพื่อถอนลูกศรคือความโศกเศร้า ทำให้พระเจ้ามุณฑะทรงคลายทุกข์และกลับมาเข้มแข็งได้ในที่สุด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
สัญญาต่อเนื่อง ณ พระนิพพาน [6930-6t] 24.07.2026 59dkหมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์ข้อที่ 6-7 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกต่างกันที่คู่สนทนาข้อที่ 6 สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงภาวะสมาธิขั้นสูงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ “ไม่มีสัญญาในสิ่งใด แต่ก็ยังคงมีสัญญา” (ปล่อยวางสัญญา แต่ไม่ทิ้งความรู้ตัว)ไม่มีสัญญาในสิ่งใด: จิตไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งในธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม), อรูปฌาน ๔ และโลกนี้หรือโลกหน้าแต่ก็ยังคงมีสัญญา: จิตไม่ได้เลื่อนลอยหรือดับสูญ แต่ปักมั่นรับรู้เพียงสภาวะเดียว คือ ความสงบ ระงับ สละคืนกิเลส และความสิ้นตัณหา*สมาธิระดับนี้คือ ผลสมาบัติ อันเป็นสมาธิที่ไม่ยึดเหนี่ยวอารมณ์ทางรูปและอรูปใดๆ ในโลก แต่ปักมั่นอยู่ ณ สภาวะ(สัญญา)แห่งความดับกิเลสและความสงบเย็นของพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 7 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาพระอานนท์ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสารีบุตร ถึงเรื่อง “สมาธิที่ไม่อิงอาศัยสัญญา แต่ยังคงมีสัญญาอยู่” (หมวดธรรมคล้าย สมาธิสูตร) ซึ่งพระสารีบุตรได้เน้นอาการของสัญญาที่รับรู้ว่า "ความดับภพเป็นนิพพาน" ที่เกิด-ดับสืบต่อกันคล้ายเปลวไฟ ขัอที่ 8-10 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกกันบางประการตามชื่อพระสูตรข้อที่ 8 ฌานสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีฌาน เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย "คุณสมบัติ 10 ประการที่ทำภิกษุให้เป็นผู้บริบูรณ์รอบด้าน" โดยพระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสำรวจตนเอง หากยังขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ให้เร่งบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ข้อที่ 9 สันตวิโมกขสูตร ว่าด้วยสันตวิโมกข์ เน้นมาที่การน้อมจิตเข้าสู่ความวิเวกภายใน จนสามารถ "สัมผัสความหลุดพ้นอันสงบระงับ" เหนือสภาวะปรุงแต่ง และต่อยอดไปสู่การกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ข้อที่ 10 วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา พระสูตรนี้เน้นที่ "วิชชา" อันเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่เข้าทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อปัญญารู้แจ้ง (วิชชา) ทำงานร่วมกับจิตที่ตั้งมั่น สังขารธรรมทั้งปวงจึงถูกถอดถอน นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาด ข้อที่ 11 เสนาสนสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของเสนาสนะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง "เสนาสนะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม" ร่วมกับ "คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ" เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) ได้ในเวลาไม่นาน*เมื่อ "ผู้ปฏิบัติที่มีความพร้อม" ได้ประจวบเหมาะกับ "สัปปายะ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย)" การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ย่อมสำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค นาถกรณวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
ธรรมที่น่าปรารถนา [6929-6t] 17.07.2026 55dkหมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช ข้อที่ 41 อาทิยสูตร ว่าด้วยประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ แนวทางที่บุคคลควรนำทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรและชอบธรรม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว, บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงาน, ป้องกันอันตราย (เก็บไว้เป็นหลักประกันหรือทุนสำรอง), ทำพลี (สงเคราะห์บุคคลอื่น 5 ประการ), บำรุงพระสงฆ์ (นักบวช ผู้ประพฤติธรรม) ข้อที่ 42 สัปปุริสสูตร ว่าด้วยสัตบุรุษ อธิบายถึงคุณค่าของสัตบุรุษ (คนดี) เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก ข้อที่ 43 อิฏฐสูตร ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ธรรมะ 5 อย่างที่ใครๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่อาจได้มาด้วยการอ้อนวอนหรือความอยาก เพราะการทำด้วยความอยากจะกลายเป็นการอ้อนวอนและติดกับดักความเพลินโดยไม่รู้ตัว แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องคือการ "สร้างเหตุที่ถูกต้องด้วยใจที่ปล่อยวาง" ปฏิบัติอย่างมีสติและแยบคาย ทำหน้าที่ของตนไปโดยไม่อยากและไม่เพลิน ยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทัน (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) ผู้ที่ปฏิบัติเช่นนี้จะสามารถรักษาประโยชน์สุขไว้ได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ข้อที่ 44 มนาปทายีสูตร ว่าด้วยผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ “อุคคคหบดี” ชาวกรุงเวสาลี ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็น เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายสิ่งของที่น่าพอใจ ในวัยชราท่านระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ" จึงตั้งใจถวายเฉพาะของประณีตที่แด่พระพุทธเจ้า ผลบุญส่งผลให้ท่านไปเกิดเป็น "อุคคเทพบุตร" มีกายทิพย์อันงดงาม และได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลยืนยันด้วยความปิติว่่า ผลลัพธ์อันประเสริฐตามที่ปรารถนาได้สำเร็จผลจริงทุกประการ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
รู้ได้ด้วยญาณ [6928-6t] 10.07.2026 56dkหมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์ข้อที่ 1 กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับผลแห่งศีล โดยพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึง “อานิสงส์ของศีล” ซึ่งตรัสตอบว่าศีลเป็นกุศลมีผลเป็นทอด ๆ เชื่อมโยงกันไปจนถึงพระอรหัตผล ได้แก่ ศีล → อวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) → ปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) → ปีติ (ความอิ่มใจ) → ปัสสัทธิ (ความสงบกายใจ) → สุข → สมาธิ → ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นตามความเป็นจริง) → นิพพิทาวิราคะ (ความเบื่อหน่ายและคลายกำหนัด) → วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้แจ้งในการหลุดพ้น)*ศีลจึงเป็นฐานที่เกื้อหนุนจิตใจให้ก้าวหน้าตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุถึง พระอรหันต์ โดยสมบูรณ์ ข้อที่ 2 เจตนากรณียสูตร ว่าด้วยกรรมที่ไม่ต้องทำด้วยความตั้งใจ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเหตุและผลของสภาวธรรมตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เจตนาบังคับ เมื่อบุคคลรักษาศีลบริบูรณ์แล้ว ธรรมะขั้นต่อไปจะหลั่งไหลส่งผลต่อเนื่องกันไปเองตามลำดับ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร)*กระบวนการนี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเหตุข้อแรกสมบูรณ์ ผลข้อถัดไปจะหลั่งไหลมาให้ผลเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องไปตั้งเจตนาบังคับเอาผลในตอนท้ายเลย ข้อที่ 3 -5 ปฐม-ทุติย-ตติยอุปนิสสูตร ว่าด้วยธรรมมีเหตุให้ถูกขจัด สูตรที่ ๑-๓ มีเนื้อหาธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ผู้แสดงธรรม (สูตรที่๑ พระพุทธเจ้า, สูตรที่๒ พระสารบุตร, สูตรที่๓ พระอานนท์) แสดงถึงห่วงโซ่ของธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นว่า การทุศีล (ศีลวิบัติ) เป็นต้นเหตุที่ไปขจัด (ขัดขวาง/ตัดตอน) คุณธรรมขั้นถัดไป ทำให้กระบวนการปฏิบัติธรรมไม่สามารถดำเนินไปสู่นิพพานได้ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร *แต่เป็นฝ่ายดับ/ขจัด) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
ทานที่ให้ปัญญา [6927-6t] 03.07.2026 54dkหมวดธรรม 5 ประการใน สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือนข้อที่ 34 สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ ข้อที่ 35 ทานานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง ข้อที่ 36 กาลทานสูตร ว่าด้วยกาลทาน กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน ข้อที่ 37 โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะ การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้ ข้อที่ 38 สัทธสูตร ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ ข้อที่ 39 ปุตตสูตร ว่าด้วยบุตร มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้ ข้อที่ 40 มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
ฤทธิ์แห่งอิทธิบาท [6926-6t] 26.06.2026 57dkหมวดธรรม 9 ประการใน อิทธิปาทวรรค หมวดว่าอิทธิบาท และ ราคเปยยาลข้อที่ 83-92 “พลังแห่งความสำเร็จ สู่ความหลุดพ้น” พระสูตรกลุ่มนี้ (อิทธิปาทวรรค) ยังคงร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" แบบเดียวกับ สติปัฏฐานวรรค และ สัมมัปปธานวรรค โดยเปลี่ยนเครื่องมือหลักมาที่ "อิทธิบาท 4" (คุณธรรมสู่ความสำเร็จ) เพื่อเป็นพลังในการทลายอกุศลธรรม 5 ประการในหมวดต่าง ๆ เช่น ธรรมที่ทำให้ท้อแท้ในสิกขา (ทุศีล ๕) / นิวรณ์ ๕ / กามคุณ ๕ / อุปทานขันธ์ ๕ / สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ / สังโยชน์เบื้องสูง ๕ / คติ ๕ / ความตระหนี่ ๕ / ตะปูตรึงใจ ๕ / กิเลสผูกพันใจ ๕ ข้อที่ 93-432 “ล้างบางกิเลสสู่พระนิพพาน” พระสูตรกลุ่มนี้ (ราคเปยยาล) เป็นบทสรุปการปฏิบัติต่ออุปกิเลส 16 ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การ "รู้ยิ่ง" "กำหนดรู้" "ละ" ไปจนถึง "การสละคืน" ให้สิ้นซาก โดยใช้เครื่องมือคือ สัญญา 9 ประการ และ อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9จบ นวกนิบาต (หมวดธรรม 9 ประการ) จบบริบูรณ์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต อิทธิปาทวรรค, ราคเปยยาล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
เมื่อมีเหตุแล้วย่อมมีผล [6925-6t] 19.06.2026 57dkหมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค และ สุมนวรรคข้อที่ 30 นาคิตสูตร ว่าด้วยพระนาคิตะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระนาคิตะ (พระอุปัฏฐาก) ณ ป่าอิจฉานังคละ เพื่อเตือนสติเรื่องการไม่ติดในลาภสักการะ สรรเสริญ และชื่อเสียง โดยทรงย้ำว่า "เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา" ทรงสรรเสริญความสุขจากเนกขัมมสุขว่าเป็นสุขที่แท้จริงเหนือกว่าสุขที่อิงอาศัยลาภยศและการนอนหลับ พร้อมทั้งแสดง "เหตุและผลลัพธ์ 5 ประการ" เพื่อชี้ให้เห็นความจริงของโลก ดังนี้เหตุจากอาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส -> ผลคือ กลายเป็นอุจจาระและปัสสาวะ เหตุจากความรัก เมื่อสิ่งที่รักแปรเปลี่ยนไป -> ผลคือ เกิดความโศกเศร้า ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เหตุจากการเพ่งอสุภะ (พิจารณาความไม่งามของร่างกาย) -> ผลคือ เห็นความน่าเกลียดปฏิกูลในสิ่งสวยงาม เหตุจากการพิจารณาผัสสะไม่เที่ยง (อายตนะทั้ง 6) -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในผัสสะทั้งหลาย เหตุจากการพิจารณาเกิด-ดับในอุปาทานขันธ์ 5 -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายหลุดพ้นจากอุปาทาน*พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความสุขที่เกิดจากความสงบภายใน (เนกขัมมสุข) และทรงสอนให้ภิกษุมองเห็นผลลัพธ์ตามความเป็นจริงของโลก เพื่อสลัดตัดความหลงผิดและเข้าถึงความหลุดพ้นข้อที่ 31 สุมนสูตร ว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับผลที่เป็นทิพย์ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ และอธิปไตย ที่ทำให้แตกต่างกันของผู้ที่ให้ทานกับไม่ได้ให้ แม้จะมีศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน กระทั่งผู้ที่ออกบวชที่เคยเป็นผู้ให้ (ทายก) ก็จะได้รับปัจจัยสี่และได้รับการประพฤติกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอันเป็นที่น่าพอใจกว่าดีกว่าข้อที่ 32 จุนทีสูตร ว่าด้วยจุนทีราชกุมารี กล่าวถึงองค์คุณ 4 อย่างของผู้ที่จะไปสู่กระแสหรือโสตาปัตติยังคะ 4 คือ บุคคลที่มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ และรักษาศีล 5 ได้ดี เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติอย่างเดียว ไม่เกิดในทุคติเลย ส่งผลให้มีบุญ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ เกียรติยศ สุข และพละข้อที่ 33 อุคคหสูตร ว่าด้วยอุคคหเศรษฐี ปรารภอุคคตเศรษฐีที่ลูกสาวจะออกเรือน จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วได้สอบถามคำถามได้ฟังธรรม 5 อย่างที่เมื่อไปอยู่บ้านสามี จะทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เมื่อตายไปจะเกิดในสวรรค์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค สุมนวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
วิถีแห่งพระอรหันต์ [6924-6t] 12.06.2026 57dkหมวดธรรม 9 ประการ ในเขมวรรค, สติปัฏฐานวรรค และสัมมัปปธานวรรคพระสูตรข้อที่ 62-82 นี้ร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" เพื่อเปลี่ยนจิตปุถุชนผู้หมดสิทธิ์ (อภัพพะ) ให้กลายเป็นพระอรหันต์ผู้ถึงพระนิพพาน โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้ ข้อที่ 62 อภัพพสูตร ว่าด้วยผู้อาจและไม่อาจเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล หากบุคคลใดไม่ละขาดอกุศลธรรม 9 ประการนี้ จะเป็นผู้ "ไม่อาจ" (อภัพพะ) บรรลุธรรมแต่หากละได้ จะเป็น "ผู้อาจ" บรรลุอรหัตตผล ได้แก่ ราคะ, โทสะ, โมหะ, โกธะ (โกรธ), อุปนาหะ (ผูกโกรธ), มักขะ (ลบหลู่คุณ), ปฬาสะ (ตีเสมอ), อิสสา (ริษยา), มัจฉริยะ (ตระหนี่) ข้อที่ 63-72 “เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อละกิเลส” พระสูตรกลุ่มนี้ (สติปัฏฐานวรรค) ทรงให้นำ “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) มาเป็นเครื่องมือหลักในการพิจารณาเพื่อ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" ในแง่มุมต่างๆ ของแต่ละพระสูตร เช่น:ละธรรมกระทำให้ท้อถอย / ละนิวรณ์ / ละกามคุณ / ละอุปาทานขันธ์ / ละสังโยชน์เบื้องต่ำ-เบื้องสูง / ละตะปูตรึงใจ / ละกิเลสผูกพันใจ ข้อที่ 73-82 “เจริญความเพียร เพื่อทลายกิเลส” พระสูตรกลุ่มสุดท้าย (สัมมัปปธานวรรค) ใช้โครงสร้างคู่ขนานกัน แต่เปลี่ยนมาเน้นที่ สัมมัปปธาน 4 (ความเพียรชอบ 4 ประการ) เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" (ในหมวดนิวรณ์ กามคุณ สังโยชน์ ฯลฯ เช่นเดียวกับหมวดสติปัฏฐาน) ให้สำเร็จเด็ดขาด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรค สติปัฏฐานวรรค สัมมัปปธานวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6923-6t] 05.06.2026 58dkหมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ข้อที่ 28 ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งหมายถึง การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่ง “ฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต” (การทบทวนองค์ฌานหรือสิ่งที่ตนรู้เห็นด้วยปัญญา) จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว ข้อที่ 29 จังกมสูตร ว่าด้วยการเดินจงกรม “จังกม” แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1. อดทนต่อการเดินทางไกล 2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3. อาหารย่อยได้ง่าย 4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง 5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
มิติแห่งวิมุตติ [6922-6t] 29.05.2026 51dkหมวดธรรม 9 ประการใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยสามัญญธรรม และเขมวรรค หมวดว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าเขมะข้อที่ 43-61 เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง พระอุทายี และ พระอานนท์ ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ข้อที่ 43 กายสักขีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี (เด่นด้านสมาธิ/ฌานสมาบัติ) ว่าด้วย "กายสักขีบุคคล" หรือ บุคคลผู้เป็นพยานด้วยนามกาย ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้จิตหรือนามกายสัมผัสถูกต้องวิโมกข์ (หรือฌาน) ก่อน แล้วจึงบรรลุธรรมด้วยปัญญาในภายหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ โดยปริยาย(ขั้นต้น-ขั้นกลาง/ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ฌาน 1-8 และ โดยนิปปริยาย (ขั้นสูงสุด/ผู้สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ข้อที่ 44 ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการเข้าสมาบัติลึกซึ้ง (แช่ในฌาน) แต่เป็นผู้ที่ "ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาเพื่อตัดขาดกิเลส" (วิป้สสนา) โดยตรง แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปริยาย และ โดยนิปปริยาย ข้อที่ 45 อุภโตภาควิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน / สมถะ&วิปัสสนา) หมายถึง พระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือโดยปริยายและโดยนิปปริยาย เช่นกัน ข้อที่ 46-61 ใช้ระบบองค์ธรรมเดียวกันทั้งหมด คือ “อนุปุพพวิหาร 9” (รูปฌาน อรูปฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ) เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า นิพพาน, เขมะ, อมตะ, อภัย, ปัสสัทธิ, และนิโรธ นั้น สามารถสัมผัสได้จริงด้วยนามกายตั้งแต่ขั้นสมาธิระดับฌาน (โดยปริยาย) ไปจนถึงการสิ้นอาสวกิเลสอย่างสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยปัญญา (โดยนิปปริยาย) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สามัญญวรรค เขมวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 [6921-6t] 22.05.2026 58dkหมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ข้อที่ 21 ปฐมอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๑ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ข้อที่ 22 ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๒ เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา ข้อที่ 23 อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ ข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ ข้อที่ 25 อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 26 วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม ข้อที่ 27 สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
ช่องว่างในที่คับแคบ [6920-6t] 15.05.2026 56dkหมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค และ สามัญญวรรค ข้อที่ 40 นาคสูตร ว่าด้วยการหาความสงบของพญาช้าง เป็นพระสูตรที่เปรียบเทียบพฤติกรรมของพญาช้างผู้แสวงหาความสงบ กับการปฏิบัติของพระภิกษุ เพื่อเป็นอุบายสอนใจในการละทิ้งความวุ่นวายและเข้าสู่ความสงบวิเวก คือการสอนให้เห็นคุณค่าของการ "ปลีกวิเวก" เมื่อจิตใจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพังเพื่อทบทวนตัวเองและทำจิตใจให้สงบ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสติและปัญญา องค์ธรรมในพระสูตรนี้คือ นิวรณ์ ๕ และอนุปุพพวิหาร ๙ ข้อที่ 41 ตปุสสสูตร ว่าด้วยตปุสสคหบดี ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “เนกขัมมะ” ในการพ้นทุกข์ และแสดงขั้นตอนการปฏิบัติโดยละเอียดเพื่อเข้าถึงเนกขัมมะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเห็นโทษในกาม ความเห็นอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ และความเพียรในการฝึกฝนตนเอง (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อความหลุดพ้น โดยแสดงผ่านบทสนทนาระหว่างตปุสสคหบดี ท่านพระอานนท์ และพระพุทธเจ้า ข้อที่ 42 สัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ อธิบายถึง "กามคุณ 5" ว่าเป็น "ที่คับแคบ" และอธิบาย "วิธีบรรลุช่องว่าง (โอกาส) ในที่คับแคบ" โดยการใช้ "สมาธิและการบรรลุฌานทั้ง 9 ลำดับ" (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อสลัดออกจากสภาวะบีบคั้นนั้นทีละขั้นจนถึงนิพพาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค สามัญญวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6919-6t] 08.05.2026 53dkหมวดธรรม 5 ประการใน พลวรรค หมวดว่าด้วยพละพระสูตรข้อที่ 11-16 กล่าวถึง กำลัง 5 ประการ (พละ ๕) ซี่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ มาใช้แสดงตามพระสูตรข้อต่างๆได้ดังนี้รูปแบบแรก (ข้อที่ 11-12) ตถาคตพละ ได้แก่1. สัทธาพละ: กำลังคือความเชื่อ2. หิริพละ: กำลังคือความละอายบาป3. โอตตัปปพละ: กำลังคือความเกรงกลัวบาป4. วิริยพละ: กำลังคือความเพียร5. ปัญญาพละ: กำลังคือความรอบรู้ (เป็นยอดของกำลังทั้งหมด)ข้อที่ 11 อนนุสสุตสูตร กล่าวถึง "กำลังของตถาคต" ที่ทำให้ทรงบันลือสีหนาทและประกาศธรรมได้อย่างองอาจข้อที่ 12 กูฏสูตร ทรงเปรียบ "ปัญญา" เป็น "ยอดเรือน" (ปัญญาเป็นยอดแห่งกำลัง) รูปแบบที่สอง (ข้อที่ 13-16) เสขพละ ได้แก่1. สัทธาพละ: เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า2. วิริยพละ: เพียรละอกุศล บำเพ็ญกุศล (สัมมัปปธาน 4)3. สติพละ: มีสติระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดมานานได้ (สติปัฏฐาน)4. สมาธิพละ: การบรรลุฌาน 1-4 เพื่อความอยู่เป็นสุข5. ปัญญาพละ: รู้ถึงความเกิดและความดับ (อริยสัจ 4)ข้อที่ 13 สังขิตตสูตร ทรงแสดงพละ 5 ในฐานะ "เสขพละ" หรือกำลังของผู้ที่ยังต้องศึกษา (พระเสขบุคคล) เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสข้อที่ 14 วิตถตสูตร ทรงขยายความละเอียดของแต่ละข้อเพื่อให้เห็นทางปฏิบัติข้อที่ 15 ทัฏฐัพพสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงเห็น เราจะ "เห็น" พละเหล่านี้ได้ที่ไหนข้อที่ 16 ปุนกูฏสูตร ในบรรดาการปฏิบัติทั้งหมด "ปัญญา" คือจุดรวมยอดที่สำคัญที่สุดพระสูตรข้อที่ 17-20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. -
พ้นบ่วงแห่งสัญญา [6918-6t] 01.05.2026 52dkหมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 37 อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ กล่าวถึง “การบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” การค้นพบหนทางแห่งความสว่าง (ความสงบ/นิพพาน) ในขณะที่อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำงานอยู่ตามธรรมชาติ แต่จิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเสวยอารมณ์ เป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีสัญญาแต่ไม่รับรู้อายตนะ" ได้ด้วย “สมาธิ” อรูปฌานขั้น 1-3 และ สมาธิขั้นที่ละเอียด (อรหัตตผล) ซึ่งจะมีลักษณะ “ไม่ถูกกิเลสน้อมไป - ไม่มีการข่มห้ามด้วยธรรมปรุงแต่ง - ตั้งมั่นและไม่สะดุ้ง” ข้อที่ 38 โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต พราหมณ์ผู้ชำนาญในตำราทางโลก (วาทศิลป์) ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องโลกและการพ้นไปจากโลก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า "ที่สุดแห่งโลก" (โลก คือ กามคุณ ๕) ไม่สามารถถึงได้ด้วยการเดินทาง แต่ถึงได้ด้วยการฝึกจิตสู่ความดับตามลำดับ "อนุปุพพวิหาร 9"เพื่อทำลายความยึดมั่น จนก้าวข้ามโลกียะสู่โลกุตตระ ข้อที่ 39 เทวาสุรสังคามสูตร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร พระพุทธองค์ทรงหยิบยกเรื่องราวสงครามระหว่างเทวดาและอสูรมาเป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การรบพุ่งภายนอก แต่คือการ "ก้าวข้ามเครื่องผูกพัน" บ่วงแห่งมาร (นิวรณ์และตัณหา) ผ่านลำดับการฝึกจิต 9 ขั้น (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถกล้ำกรายได้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Şurada popüler
Bu podcast şu ülkelerin podcast listelerinde de yer alıyor.