Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

watpasukato
Country Thailand
Language TH
Episodes 100
Latest 17.07.2026

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ โดยเนื้อหาจะเป็นคำสอนและธรรมะที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

Episodes

  • 25690528pm--อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า 17.07.2026 31m
    28 พ.ค. 69 - อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า : แต่เวลาคนเรามองอะไร เราใช้ความรู้สึกกันเสียเยอะ เราก็เลยรู้สึกว่าสุขในวันนี้นี่ต้องคว้าไว้ก่อน ถึงแม้มันจะทำให้ทุกข์ในวันหน้า อะไรเป็นทุกข์ในวันนี้ก็ขอให้เลี่ยงก่อน เพราะว่ามันน่ากลัวกว่าทุกข์ในวันหน้า  เราต้องรู้เท่าทันกิเลส แล้วก็เลือกที่จะยอมทุกข์ในวันนี้ ถ้าหากว่ามันจะทำให้สุขหรือสบายในวันหน้า อะไรก็ตามที่มันเป็นความสุขในวันนี้ ถ้ามันทำให้ทุกข์ในวันหน้าก็ควรจะเลี่ยง ใช้เหตุ ใช้ผล ใช้สติให้มาก ๆ ไม่งั้นเราก็จะพาชีวิตไปในทางตกต่ำย่ำแย่ได้
  • 25690527pm--ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส 16.07.2026 31m
    27 พ.ค. 69 - ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส : ความทุกข์ ไม่ใช่ว่าจะแก้ทุกข์ได้ด้วยการที่รู้ข้อมูลเยอะ ข้อมูลยังเป็นความรู้ชั้นสอง จนกว่าจะนำมาปฏิบัติให้เกิดผล ฝึกฝนตนจนกิเลสเบาบาง อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลดน้อยถอยลง ความทุกข์ถึงจะบรรเทาเบาบางไปได้ ไม่ใช่แค่รู้ รู้หมดแล้วความทุกข์จะหมดไปด้วย ไม่ใช่รู้มันอยู่ในหัว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติก็ยังมีความทุกข์อยู่  ธรรมะจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลที่ AI จะป้อนให้ มันต้องเกิดจากการนำเอาความรู้มาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นแม้จะมีพุทธทาส AI แต่ว่าการปฏิบัติธรรมก็ยังสำคัญอยู่ เหมือนกับมีแผนที่แล้วไม่ใช่ว่าจะถึงที่หมาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนเราเป็นคนเดิน AI อาจจะเป็นแค่ผู้ชี้ทางหรือให้สูตรอาหาร แต่คนเดินและคนทำอาหารก็คือเรา ถ้าไม่เดิน ถ้าไม่ทำอาหาร ไม่ปรุงอาหาร แล้วไม่กิน ไม่ป้อนเข้าปากก็ไม่หายหิว ไม่หายทุกข์ 
  • 25690522pm--ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข 15.07.2026 29m
    22 พ.ค. 69 - ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข : มีความทุกข์ก็พยายามหาทางออกจากทุกข์ และก็ต้องสามารถใคร่ครวญจนเห็นว่า ความทุกข์ก้อนใหญ่เกิดจากใจที่วางไว้ผิด ใจที่เกิดความยึดความติด ตรงนี้แหละคือสมุทัย ไม่ว่าจะเป็นความอยาก หรือว่าความโกรธ ก็เป็นอยาก 2 แบบ อยากได้กับอยากผลักออกไป นี่คือตัวสมุทัยที่ต้องรู้จัก จัดการกับมัน ระหว่างที่ยังจัดการมันไม่ได้ มันยังมีอยู่ เวลาเจอความทุกข์ อย่างน้อยก็รักษาใจไม่ให้ทุกข์ เช่น ความเจ็บความป่วย ความสูญเสีย และถ้าให้ดีก็ต้องรู้จักหาประโยชน์จากมันให้ได้ หาประโยชน์จากความเจ็บป่วย หาประโยชน์จากความสูญเสีย หาประโยชน์ยังไง ก็มองว่าสอนธรรมให้กับเรา ซึ่งช่วยทำให้เราไม่เพลินยึด ไม่เพลินติด เพราะว่าความทุกข์ เมื่อสาวถึงที่สุด ก็เกิดจากความยึดติดถือมั่น ที่เรียกว่าอุปาทาน  อุปาทานในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางกาย เช่น กามสุข เรียกว่ากามุปาทาน ความยึดติดในอัตตาตัวตน หรืออัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิด คิดว่าถูก มั่นใจว่าถูก อันนี้ก็ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในวิธีการว่าวิธีนี้ดี วิธีนี้ประเสริฐ ก็เรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน อุปาทานพวกนี้คือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ทางที่จะออกจากทุกข์ได้คือละวาง คลายความยึดติดถือมั่น อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากทุกข์ เรียกว่าหาประโยชน์จากทุกข์ เพราะว่าทุกข์ไม่ใช่แค่ทำให้เกิดทุกขเวทนาอย่างเดียว มันสามารถจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาได้ด้วย  และถ้าทำได้ครบทั้ง 4 ประการ ก็เรียกว่าเป็นชาวพุทธ หรือผู้ใฝ่ธรรมที่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า และช่วยทำให้ชีวิตเรามีความสงบเย็นเป็นปกติได้ แม้จะต้องเจอความผันผวนปรวนแปร เจอความแก่ ความเจ็บความป่วย ความพลัดพราก เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความไม่ถูกต้องของโลกภายนอก แต่ว่าในใจก็มีความสงบสันติได้ 
  • 25690521pm--ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม 14.07.2026 30m
    21 พ.ค. 69 - ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม : ถ้าเกิดว่าเราเป็นชาวพุทธ เราก็ต้องพยายามเข้าถึงหัวใจของพุทธธรรมให้ได้ อย่าไปติดที่ความเป็นชาวพุทธ อย่างท่านโกเอ็นก้าท่านไม่ได้เรียกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธเลย ท่านกลับมองว่าท่านเป็นผู้ใฝ่ธรรม แล้วมีใช้คำว่า ธัมมิโก หรือ ธรรมจารี เพราะท่านเห็นว่าความเป็นชาวพุทธจะกลายเป็นกรอบที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกกัน และชาวพุทธจำนวนมากก็เป็นอย่างนั้น พอไปติดกับยี่ห้อแล้ว มันก็จะเกิดความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เวลาเจอคนที่นับถือศาสนาอื่นก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนละพวกกัน ทั้งที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน และทั้ง ๆ ที่ก็อาจจะเข้าถึงธรรมเหมือนกันก็ได้  แต่พอเราไปติดที่รูปแบบ แล้วเราไม่สนใจที่จะเข้าถึงแก่นแท้ แก่นธรรม ความรู้สึกร่วมในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือว่าผู้ที่เข้าถึงศาสนธรรมก็เกิดขึ้นได้ยาก ก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นฝักเป็นฝ่าย  เดี๋ยวนี้เราติดกัน ติดที่ยี่ห้อมาก ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ภาษา สีผิว สถาบัน ฉะนั้นถ้าคนเราไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้หรือแก่นธรรมได้ การที่จะหลุดพ้นจากกรอบหรือยี่ห้อมันก็ยาก ก็ยังติดอยู่กับรูปแบบซึ่งก็ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนา แล้วก็ระหว่างเชื้อชาติ อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ 
  • 25690520pm--สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด 13.07.2026 31m
    20 พ.ค. 69 - สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด : มีคนพูดไว้ดีนะ บอกว่าความสุขเหมือนกับหญิงสาวที่เราชอบ เรานี่หมายถึงผู้ชายนะ เราชอบเขา แต่เขาไม่ชอบเรา เขาพยายามหนีเรา ยิ่งรักเท่าไหร่ ยิ่งชอบเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหนีห่างจากเรามากเท่านั้น ส่วนความทุกข์เหมือนกับคนที่เราไม่ชอบ แต่เขาชอบเรา ไม่ว่าเราพยายามหนีห่างอย่างไร เขาก็พยายามตามตื๊อเราอยู่นั่นแหละ ก็เป็นการเทียบที่ดีนะ  แต่ว่าสิ่งที่ควรทำคือ แม้สุขก็แค่รู้ ไม่รัก แล้วก็ไม่ถึงกับหลง ไม่ถึงกับติด แม้เจอทุกข์ก็ไม่เกลียด ก็แค่ยอมรับ รู้ซื่อๆ สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ไม่หลงใหลในสิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือไม่หลงใหลยึดติดในสุขนั้น ส่วนทุกข์ก็ไม่ปฏิเสธไม่ผลักไส แม้จะไม่แสวงหา แต่ถ้ามันมาก็แค่ยอมรับ แล้วก็รู้ซื่อๆ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่ผลักไส เพราะยิ่งผลักไสก็ยิ่งทำให้มันมีอำนาจเหนือเรา  จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีสติและปัญญา มีสติคือรู้ว่าพอเจอสุขแล้ว เริ่มจะติดเริ่มจะหลง ก็แค่ถอยออกมา วางระยะ แค่รู้ซื่อๆ เจอทุกข์ แม้ใจจะเกลียดไม่ชอบ แต่ก็เห็นความเกลียด ความรู้สึกลบ ก็ดูมันเฉยๆ ถ้ามันเกิดขึ้นก็ยอมรับมัน ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่ตีอกชกหัว  ถ้าให้ดีก็เห็นธรรมะจากสิ่งที่เกิดขึ้น เอามาใช้เป็นประโยชน์ อันนี้เราต้องมีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะเห็นเลยว่า ไม่ว่ารักอะไร ในที่สุดถ้ามันหลงก็นำไปสู่ความยึดติด และเมื่อยึดติดแล้ว ก็เตรียมทุกข์ได้เลยเพราะไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นหรือหลงใหลยึดติดได้ ถ้ามีปัญญา จะเห็นว่าการที่ปฏิเสธผลักไสอะไรก็ตาม ก็คือการให้อำนาจกับสิ่งนั้นเหนือใจของเรา ทำให้ใจไม่เป็นอิสระ ถ้ามีปัญญา อย่างน้อยก็ยังมีสติที่จะรู้ซื่อๆ เมื่อมีสุขก็รู้ว่าสุข แต่ไม่หลง ไม่ติดในสุข เมื่อมีทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ แต่ว่าไม่ผลักไส ไม่ไล่ส่ง ก็ทำให้ใจเกิดความปกติ เกิดความสงบเย็นได้ 
  • 25690519pm--สติที่ควรมี 12.07.2026 32m
    19 พ.ค. 69 - สติที่ควรมี : ใหม่ๆ ก็มีสติอยู่กับกายที่กำลังทำนั่นทำนี่ เรียกว่ารู้กาย แต่ต่อไปพอรู้กายบ่อยๆ เวลาใจเผลอคิดนึก มันก็จะรู้เห็นทันใจที่คิดนึก พอรู้ทันแล้ว ใจที่เคยหลงไปกับความคิดก็กลับมาอยู่กับกาย อยู่กับสิ่งที่ทำ ก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น นี่เรียกว่าเกิดการกลับมา จิตมันไปอยู่แล้ว มันชอบเที่ยว แต่ถ้ามีสติดีก็จะกลับมา กลับมาบ่อยๆ ตอนจะกลับก็รู้ทันความคิด เรียกว่าดูกายเห็นจิต ดูกายก็เห็นจิต แต่ดู ไม่ใช่จ้อง แต่ว่าเอาใจมาอยู่กับกาย มารับรู้ดูกายที่เคลื่อนไหว แต่ถ้ามันเผลอคิดไป ก็เห็นความคิด เห็นอาการของจิต แต่ก็ไม่จมกับอาการ ก็กลับมา  ระหว่างที่เห็นความคิดเห็นอารมณ์ เห็นไปๆ มันก็จะเริ่มเห็นธรรมชาติของความคิดและอารมณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และที่สำคัญคือไม่ใช่เรา อันนี้เรียกว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นธรรมจากการที่สังเกต ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้เขาเรียกว่า ดูกายเห็นจิต ดูคิดเห็นธรรม แต่ความหมายมันต้องอธิบาย เพราะไม่อย่างนั้นจะไปเข้าใจว่า ไปจ้องดูกายเดี๋ยวก็จะเห็นจิต อันนั้นไม่ใช่ แต่ถ้ามีสติรู้กาย พอมีความคิดเกิดขึ้น หรือมีอาการของจิตปรากฏ เช่น การกระเพื่อมไหว ก็จะรู้ รู้แล้วกลับมา กลับมาที่กาย  การที่รู้บ่อยๆ รู้จิต รู้อารมณ์บ่อยๆ ก็ทำให้เห็นสัจธรรม อันนี้เขาก็เลยสรุปว่า ดูคิดเห็นธรรม แต่ไม่ใช่ไปจ้องเอา มันเห็นเอง เห็นเพราะเห็นบ่อยๆ ธรรมคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ ถ้าเราเข้าใจงานหรือหน้าที่ของสัมมาสติ เราก็จะรู้ว่าทำไมต้องฝึกบ่อยๆ ต้องทำซ้ำๆ แล้วเรารู้ว่าทำไปเพื่ออะไร การทำก็จะถูกต้อง ก่อให้เกิดผลที่ต้องการได้ 
  • 25690517pm--ปรับตัวเข้าหาธรรม 07.07.2026 33m
    17 พ.ค. 69 - ปรับตัวเข้าหาธรรม : เวลาเรามีชีวิตที่สะดวกสบาย ก็เตือนใจไว้ว่ามันเป็นความสะดวกสบายชั่วคราว มันไม่ใช่เป็นสาระที่แท้ของชีวิต พยายามกลับมาอยู่พอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับการเสพ แต่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับความสงบเย็นในใจ ถ้าใจเราพบความสงบมันก็มีความสุข การที่จะไปพึ่งพาความสุขจากสิ่งเสพมันก็จะน้อยลง และที่ชีวิตพระมันเป็นชีวิตที่ไม่สะดวกสบายมาก ก็เพราะต้องการที่จะน้อมนำผู้คนให้มาแสวงหาความสุขจากสมาธิภาวนา เพราะถ้ายังติดอยู่กับความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ไม่อยากจะไปหาความสุขจากสมาธิภาวนา แต่พอไม่มีความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ทำให้ต้องดิ้นรนหาความสุขจากสมาธิภาวนา แล้วนั่นแหละคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการมาบวชพระ หรือการมาอยู่วัด ถ้าไม่สามารถเข้าถึงความสุขจากสมาธิภาวนา หรือความสุขจากจิตใจได้ มันก็ต้องโหยหาความสุขจากสิ่งเสพอยู่เรื่อยไป แล้วก็โหยหาความสะดวกสบายอย่างที่คุ้นเคยจากชีวิตทางโลก ก็ต้องฝึกเอาไว้ ปรับตัวให้เข้าหาธรรมเรียกว่าธัมมานุวัตร เพราะว่าตอนนี้วัดเราก็โลกานุวัตรมาพอสมควรแล้ว คนที่จะมาอยู่วัดจะได้ประโยชน์ก็ต้องปรับตัวให้เข้าหาธรรม 
  • 25690516pm--ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน 06.07.2026 31m
    16 พ.ค. 69 - ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน : บางทีเราไม่รู้ คนที่เราคุยด้วยอาจจะเป็นการคุยครั้งสุดท้ายหรือเปล่า อาจารย์โกวิทท่านเล่าว่าสมัยที่เป็นพระไปพม่า ก็มีพระพม่ามาต้อนรับ ตอนนั้นอาจารย์โกวิทเป็นพระ แล้วที่เจอเจดีย์ชเวดากอง แล้วพระพม่าต้อนรับดีมาก ตอนที่จะเลิกจากกัน พระพม่าก็บอกว่า ขอถ่ายรูปหน่อย อาจารย์โกวิทไม่ชอบพวกถ่ายรูปพวกนี้ ทีแรกก็ปฏิเสธ แต่ตอนหลังก็สะดุดใจที่พระพม่าบอกว่า “เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย ยังไงก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน” อาจารย์โกวิทก็ได้คิด เออ เราจะเอาแต่ความต้องการของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ใส่ใจกับความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ก็เลยให้ถ่ายรูป พระพม่านั้นก็ดีใจมาก  กลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน ก็ได้ข่าวพระพม่ามรณภาพแล้ว อาจารย์โกวิทบอกว่า โอ้โห ตัดสินใจถูกแล้วที่เราไม่เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะว่าเราไม่รู้หรอกคนที่เราคุยด้วยหรือพบปะกันครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาส การใส่ใจกับปัจจุบันสำคัญมาก ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน ใส่ใจกับคนที่กำลังอยู่ต่อหน้า อันนี้คือสิ่งที่สติช่วยเราได้ อะไรที่ไม่สำคัญก็เมินมันซะ อย่ามาใส่ใจจนรกหัว หรือเสียอารมณ์ ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักเมิน เราอาจจะเสียเวลา เสียอารมณ์ไปกับหลายสิ่งหลายอย่าง และบางทีเราก็จะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังก็ได้
  • 25690515pm--รู้ทันจนจับทางกิเลสได้ 05.07.2026 31m
    15 พ.ค. 69 - รู้ทันจนจับทางกิเลสได้ : กิเลสจะมาหลอกล่อเราร้อยแปด อย่างน้อยๆ ก็หลอกล่อให้เราคิดปรุงแต่งสารพัด หาเรื่องคิดหาเรื่องปรุง เพราะว่าเป็นอาหารของกิเลส เป็นอาหารของจิต เราก็พลาดท่าโดนมันหลอก หลงปรุงไปกับมัน แต่พอเราปฏิบัติได้ถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้แล้ว หลังจากถูกหลอกเป็นอาจิณ หรือครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็เริ่มจับทางได้ว่ามันจะมาทางนี้  แต่พอเราจับทางนี้ได้ มันก็จะมาทางใหม่ มาอุบายแบบใหม่ เราก็พลาดอีก แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าเรารู้จักสรุปบทเรียน และต่อไปก็จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกความคิดที่จะเชื่อได้ เพราะบางทีมันก็เป็นเหตุผลหรือข้ออ้างของกิเลส เราจบปริญญาตรี กิเลสก็จบปริญญาตรี เราจบปริญญาเอก กิเลสก็จบปริญญาเอก เราจบประโยค 9 กิเลสก็จบประโยค 9 เรารู้ธรรม กิเลสก็รู้ธรรม แล้วมันก็เอาธรรมที่รู้มาหลอกล่อเรา  อันนี้เราก็ต้องรู้เท่าทันด้วย บางทีก็หาเรื่องคิด หาเรื่องพิจารณาธรรม พิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่ไม่ใช่เวลา แต่ก็อยากจะหาเรื่องคิด คิดหน่อยน่า อยากจะรู้ว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทานได้อย่างไร อุปาทานก่อให้เกิดภพได้อย่างไร ภพก่อให้เกิดชาติได้อย่างไร ภพชาติคืออะไร ก็หาเรื่องคิด หลังจากที่เรารู้ทันอุบายอย่างอื่นแล้ว ทีแรกก็จะหาเรื่องคิดวางแผนไปเที่ยว พอเรารู้ทัน มันก็หาเรื่องคิดเรื่องใหม่ ที่มักจะได้ผลคือเรื่องธรรมะ เอาธรรมะมาคิด ทั้งที่ไม่ใช่เวลา ก็ต้องรู้จักวางมันลง หรือว่ารู้เท่าทันมัน อันนี้คือแบบฝึกหัด บททดสอบระหว่างการปฏิบัติ ซึ่งมันจะให้บทเรียนแก่เราได้มากทีเดียว 
  • 25690508pm--ขยันเรียนรู้จากทุกข์ 04.07.2026 31m
    8 พ.ค. 69 - ขยันเรียนรู้จากทุกข์ : คนเราสามารถจะเรียนรู้อะไรได้มากมายจากความทุกข์ เวลาเรานึกถึงคำว่า ได้ ถ้าเรานึกถึงการได้เงินได้ทอง ได้โชคได้ลาภ ได้ความสุขสบาย เราจะผิดหวังได้ง่าย เพราะว่าบางครั้งนอกจากไม่ได้แล้วยังเสียอีก แต่ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้ได้ฝึก  และเราอย่าไปรอให้ได้เรียนรู้ในยามที่เจ็บป่วยอย่างหนัก หรือสูญเสียมาก ควรจะฝึกการเรียนรู้เวลาเจออะไรที่ไม่ถูกใจ รถติด เพื่อนผิดนัด เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอเสียงดัง เจอคนไม่น่ารัก พวกนี้ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ เราได้เรียนรู้เยอะเลย รวมทั้งได้ฝึกใจด้วย เวลามาปฏิบัติธรรม ไม่มีคำว่าไม่ได้ แต่หลายคนมาบอก ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรเลย อันนั้นเพราะเขามองว่าได้ หมายถึงได้ความสงบ ได้สิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์ เช่น อำนาจจิต ญาณพิเศษ แต่ถ้าเขามองว่าได้นี่คือได้เรียนรู้ มันได้เยอะเลย เดินหนึ่งชั่วโมงก็ได้เรียนรู้ แม้ว่าใจจะฟุ้งตลอด แต่ก็ได้เห็นความฟุ้ง  คนเราถ้าหากว่าเป็นผู้ใฝ่รู้ จะไม่ใช่คนที่ทุกข์ง่าย เพราะว่าอนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ ก็ล้วนแต่ให้อะไรกับเรามากมายคือ ให้บทเรียน ทำให้เราได้เรียนรู้ หรือได้ฝึกจิตฝึกใจ แต่จะทำอย่างนี้ได้ต้องฝึกอยู่เสมอ เพราะไม่งั้น เวลาเจอแต่สิ่งที่สะดวกสบาย เจอความสมหวังมักจะทำให้เราประมาท 
  • 25690507pm--อานุภาพของการสังเกต 03.07.2026 29m
    7 พ.ค. 69 - อานุภาพของการสังเกต : แต่ถ้าเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ใช่แค่เกิดความสงบ แต่ว่าเกิดความสว่าง สว่างเพราะเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ไปหลงกับมัน มันก็ทำให้ความทุกข์ลดลง ดังนั้น การสังเกตุมีพลัง สังเกตุ แต่ไม่ต้องรอให้กายนิ่ง กายเคลื่อนไหว แต่ว่าใจตั้งอยู่บนฐานรู้ หรือมีกายเป็นฐาน เฝ้าดูความเป็นไปต่าง ๆ โดยที่ไม่เข้าไปทำอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดและอารมณ์ ดูเฉย ๆ จะเรียกว่าดูแบบนิ่ง ๆ ก็ได้ มันก็จะเห็นความลับของกายและใจ เห็นกระทั่งว่ามันไม่มีเรา ไม่มีตัวเรา อันนี้เป็นความจริงที่ประเสริฐมาก เป็นอริยสัจอย่างหนึ่งเลย ที่ช่วยทำให้หลุดจากทุกข์ได้  เห็นความจริงที่เกิดจากการสังเกตุ ไม่ใช่ด้วยกายที่นิ่ง แต่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานรู้ จะเรียกว่าเป็นจิตที่นิ่งก็ได้ แต่อย่าไปเข้าใจว่ามันไม่คิดอะไร มันก็มีความคิด แต่ความคิดไม่ใช่จิต แต่ว่าจิตดูแล้วก็เห็นความคิดนั้น แล้วก็เห็นธรรมชาติของมัน อารมณ์ความรู้สึกด้วย เวทนาด้วย ความรู้สึกปวดเมื่อยด้วย เห็นแล้ว มันก็เผยแสดงสัจธรรม ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาคือเหตุที่ทำให้สว่าง เป็นความสว่างที่ช่วยให้ออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นให้เราหมั่นสังเกตุ หมั่นดู แต่ไม่ใช่ไปจ้องดู การสังเกตุนี่แหละ ที่จะช่วยทำให้เราได้พบอะไรที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน 
  • 25690506pm--ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน 02.07.2026 29m
    6 พ.ค. 69 - ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน : ศิลปะที่สำคัญของชีวิตอย่างหนึ่งคือการรู้จักเมิน รู้ว่าอะไรควรเมิน อะไรควรใส่ใจ บางคนรู้ แต่ทำไม่ได้เพราะว่าสติมันอ่อน แต่ถ้าเราไม่เพียงแต่รู้ว่าอะไรควรใส่ใจและไม่ควรใส่ใจ เรามีสติด้วย สติจะช่วยทำให้สิ่งที่ไม่ควรใส่ใจไม่เก็บเอามาคิด และช่วยทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ควรใส่ใจ หรือควรให้ความสำคัญ ถ้าเราไม่มีสติ การที่จะใส่ใจสิ่งที่ควรทำก็กลับทำไม่ได้ อะไรที่ควรเมินก็กลับใส่ใจ แล้วเห็นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เก็บเอามาสุมไว้ในใจ กลายเป็นเกิดความทุกข์เกิดความเครียดขึ้นมา อยากให้ใจโปร่งเบาก็ต้องรู้จักมีสติ เพื่อที่เราจะได้เมินสิ่งต่างๆ ที่ไม่ควรให้ค่าหรือความสำคัญกับมัน
  • 25690505pm--ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด 01.07.2026 30m
    5 พ.ค. 69 - ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด : จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด แต่ทุกข์เพราะไปหลงเชื่อความคิด ความคิดถึงเรื่องราวในอดีต ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี่เป็นธรรมดาที่เกิดกับเราได้ เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบ ความคาดหวัง มันเป็นธรรมดาของปุถุชน ความคิดเหล่านี้มันทำอะไรเราไม่ได้ มันทำให้ทุกข์ไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเรารู้เท่าทัน ไม่หลงเชื่อมัน มันคิดก็คิดไป แต่ไม่เชื่อมัน บางทีก็ทักท้วงมัน เช่น มีความกลัว กลัวเพราะปรุงแต่งว่ามีคนอยู่ข้างนอก เดินรอบกุฏิ หรือมีตุ๊กแก มีงูอยู่ มันปรุงแต่ง แต่ไม่เชื่อมัน ทักท้วงมัน แม้กระทั่งมีความกลัวก็เห็นความกลัว  เพราะฉะนั้นจะพูดว่าทุกข์เพราะความคิดก็คงไม่ถูก ความคิดเกิดขึ้นแต่ไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเห็นมัน รู้เท่าทันมัน ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น สติช่วยเราตรงนี้แหละ ช่วยทำให้เราเห็นความคิด ไม่หลงเชื่อความคิด รู้จักทักท้วงความคิด เพราะเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา แต่ก่อนมีความคิดเกิดขึ้นก็ฉันคิด กูคิด แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ความคิดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความกลัวก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีความปวดก็ไม่ใช่กูปวด แค่ความปวดเกิดขึ้นกับกาย แม้มีความคิดใดเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลบีบคั้นใจให้เป็นทุกข์ได้ เพราะว่ามีสติเห็นมัน ไม่หลงเชื่อมัน นี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นกับใจของเราน้อยลง แม้ยังมีความคิด แต่ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น 
  • 25690504pm--ขยันรู้และรู้ไม่เลือก 23.06.2026 31m
    4 พ.ค. 69 - ขยันรู้และรู้ไม่เลือก : ถ้าเราฝึกสติ เราต้องรู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ไปหมด หลวงพ่อคำเขียนท่านใช้คำว่ารู้แบบตะพึดตะพือเลย หงุดหงิดก็รู้ เสียใจก็รู้ ท้อแท้ก็รู้ ผิดหวังก็รู้ และมันก็จะกลายเป็นของดีไป เพราะต่อไปก็จะเห็นสัจธรรม หรือรู้ความจริงเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นวิปัสสนา ต่อไปก็จะรู้ถึงขั้นว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นเราของเราเลย ทุกอย่างเป็นอนัตตาไปหมด รูปก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา อันนี้เพราะว่าเริ่มต้นจากการที่ใฝ่รู้ หรือว่ารู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ซื่อ ๆ ให้เราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่าให้ความอยาก และความคาดหวังมาครอบงำใจของเรา แม้จะมี ก็ให้รู้ทัน 
  • 25690503pm--รู้ทันเหตุผลของกิเลส 22.06.2026 28m
    3 พ.ค. 69 - รู้ทันเหตุผลของกิเลส : การที่คนเราจะทำดี เสียสละเพื่อส่วนรวมหรือไม่ หรือว่าจะหาประโยชน์ส่วนตัว สิ่งสำคัญคือการที่เรารู้ทันเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่จะทำความดี ก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสให้งดทำ หรือให้ผลัดผ่อนไปก่อน เวลาจะทำชั่วก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่ส่งเสริมให้กระเหี้ยนกระหือรือหรือว่ากระตือรือร้นที่จะทำ ถ้าเราไม่มีสติรู้ทัน อุบายกิเลส เราก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส โดนมันชักนำไป การเจริญสติ นอกจากช่วยทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งมีข้ออ้างสารพัด อย่างที่มีคนพูดว่า กิเลสหรือมารผีห่าซาตานก็มีเหตุผลของมัน   ยุคนี้เป็นยุคที่เราบอกว่าเราทำอะไรอย่างมีเหตุผล พูดอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องดูว่าเป็นเหตุผลของอะไรด้วย ต้องแยกแยะให้ถูก เพราะกิเลสก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน แล้วก็สวยหรูด้วย ฉะนั้นถ้าเราไม่เท่าทันมัน มันก็พาเราเข้ารกเข้าพง 
  • 25690501pm--เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์ 21.06.2026 31m
    1 พ.ค. 69 - เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์ : ถ้าอยากออกจากทุกข์ก็ต้องเข้าหาทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ ท่านพูดถึงขนาดนี้เลย ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นความทุกข์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงด้วยซ้ำ กลายเป็นสิ่งที่ควรเข้าหา เข้าหาเพื่อที่จะทำให้เกิดปัญญา ให้เห็น ให้ความหลงมันสลายไปดับไป ไม่งั้นคนเราก็จะมีความหลงว่าชีวิตนี้มันสุข หรือว่าโลกนี้มันสุข แต่ที่จริงแล้วทุกอย่างมันทุกข์ทั้งนั้นแหละ อย่างที่เราสวดอยู่ประจำ บทติลักขณาทิคาถา เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด เห็นทุกข์เมื่อไหร่ หรือเห็นว่าทุกอย่างมันทุกข์ไปหมด มันก็ไม่มีความคิดที่จะไปยึดติด หรือว่าหลงใหลเพลิดเพลิน มันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ออกจากทุกข์   ด้วยเหตุนี้แหละ หลายท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก็ตอนจะตาย ตอนที่มีความทุกข์มาก อย่างพระติสสะป่วยด้วยโรคร้าย ไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นที่รังเกียจของผู้คน เพราะว่าตัวมีแผลพุพอง น้ำเหลืองไหล ส่งกลิ่นเหม็น จนต้องนอนจมอยู่กับอุจจาระปัสสาวะ เพราะว่าเพื่อนพระดูแลไม่ไหว   สุดท้ายพระพุทธเจ้าต้องเสด็จมาเพื่อที่จะมาดูแล ก็ไม่ได้ดูแลอะไรมาก แค่เช็ดเนื้อเช็ดตัว ให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว เอาจีวรไปซักไปต้ม ซักอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปต้มไปผึ่ง ก็สบายเนื้อสบายตัวอยู่หน่อย แต่ว่าทุกขเวทนามันกำเริบแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ใกล้จะตาย พระพุทธเจ้าก็สอนธรรมให้เห็นเลยว่า สังขารคือร่างกาย มันเป็นโทษ มันไม่เที่ยง เมื่อวิญญาณออกจากร่าง แล้วผู้คนละทิ้งแล้ว ร่างนี้ก็จะนอนทับแผ่นดิน ไร้ประโยชน์ ต้นไม้ยังมีประโยชน์บ้าง แต่ว่าร่างกายของคนเราเมื่อวิญาณออกจากร่าง มันก็ไร้ประโยชน์เลย   พระติสสะพิจารณาตามก็เห็นเลย ว่าสังขารนี้เป็นโทษมาก เป็นทุกข์ไม่น่ายึดถือ แต่ก่อนเคยหลงร่างกายนี้ เคยหวงแหนร่างกายนี้ เพราะเห็นว่ามันงาม เห็นว่ามันเป็นที่มาแห่งความสุข แต่พอเห็นว่ามันเป็นรังแห่งความทุกข์แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ดีเลยอะไรสักอย่าง ปรากฏว่าจิตท่านถอนมาจากความยึดติดถือมั่นในร่างกาย บังเอิญก็พอดีกับช่วงนั้นทุกขเวทนาแรงกล้ามาก ก็เห็นเลย สังขารเป็นทุกข์มากเหลือเกิน มันไม่น่ายึดถือเลย จิตถอนออกมาจากความยึดในร่างกายนี้ ปรากฏว่าทันทีที่ท่านสิ้นลม ท่านได้เป็นพระอรหันต์เลย เรียกว่าสมสีสี คือหมดกิเลสพร้อมๆ กับหมดลม   อันนี้เพราะอะไร เพราะว่าเจอความทุกข์ ถ้าไม่เจอความทุกข์ก็คงจะยังเพลิดเพลินหลงใหล แล้วก็ยึดติดในร่างกายนี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด เห็นสังขารเป็นทุกข์ หรือเห็นทุกอย่างเป็นทุกข์มากเท่าไหร่ หนทางการพ้นทุกข์ก็เปิดขึ้น 
  • 25690430pm--เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ 09.06.2026 30m
    30 เม.ย. 69 - เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ : เราต้องรู้จักฉลาดในการฉวยโอกาส ถ้าเราฉวยโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกใจ เริ่มจากสิ่งที่อยู่ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุการณ์ต่างๆ ผู้คน ต่อไปเราก็จะมีความเชี่ยวชาญในการอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกใจที่เกิดขึ้นที่ใจ กิเลสก็ดี ความคิด อารมณ์อกุศลก็ดี หรือแม้กระทั่งทุกขเวทนา ซึ่งไม่ว่าเราจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะมีตัวช่วยเยอะ เช่น ยาระงับปวด แต่ก็มีขีดจำกัด แต่ถ้าเราเรียนรู้วิชากรรมฐานอย่างที่หลวงพ่อชาว่า จงอยู่กับมันอย่างมีสติเหมือนน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ เวทนาก็เหมือนกัน มันสามารถจะเป็นน้ำ แต่ว่าซึมเข้าใบบัวไม่ได้ คือไม่สามารถจะไปบีบคั้นใจได้ เพราะว่ามีสติเป็นเครื่องรักษา   แม้จะยากแต่ทำได้ อาจจะทำไม่ถึงขั้นคุณยายคนนั้นที่บอกว่ากระดูกที่หัก อาการที่เกิดเป็นสักแต่ว่าเวทนา เราก็อย่าไปยุ่งกับมัน สามารถจะให้จัดกระดูกเข้าที่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ยาชา แต่อย่างน้อยสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมคนนั้นเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับอาจารย์มด จนกระทั่งมดกัดเจ็บ แสบ ปวด จี๊ด ๆ ก็จริง แต่ก็อยู่กับมันได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ แถมใจกลับสงบเย็นด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะฝึก จึงบอกว่า นักปฏิบัติธรรมต้องเป็นนักฉวยโอกาส และถ้าฝึกบ่อย ๆ เจอทุกข์ ก็จะเห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์
  • 25690429pm--นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น 08.06.2026 31m
    29 เม.ย. 69 - นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น : ช่วงเวลาที่เราจะต้องคิดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว ผู้ชายคนนี้แกคิดได้ดี ในเมื่อผมจะต้องตายอีกไม่นาน เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขที่สุด และความสุขของแกไม่ใช่การกิน ดื่ม เที่ยว เล่น เพราะแกทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่ความสุขแกเกิดจากการที่แกมองให้เป็นบวก รู้จักหาความสุขจากทุกอย่าง แล้วเป็นนักฉวยโอกาส แม้ว่าปวดทุกขเวทนา แต่ก็มีเรื่องเอามาคุยให้สนุกสนานได้ ถ้าเราเป็นนักฉวยโอกาสแบบนี้ แม้ในยามที่เราป่วยหนักในระยะสุดท้าย เราก็ยังมีความสุขได้ แต่ถ้าให้ดี ถ้าเราฝึกสติฝึกสมาธิเอาไว้ สติจะช่วยทำให้เรารับมือกับความปวดได้ อยู่ร่วมความปวดได้ แม้จะไม่มียาระงับปวด หรือยาระงับปวดระงับได้ไม่ตลอด ถึงเวลาปวดขึ้นมา ใจก็อยู่กับความปวดได้โดยไม่ทุกข์ ซึ่งนี่ล่ะคือจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือการอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ถูกใจได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ หรือด้วยความปกติสุข   สิ่งที่ไม่ถูกใจเราไม่ใช่มีแค่นอกตัวเรา บางทีก็มีอยู่ในกายของเรา อยู่ในใจของเรา แต่เราก็อยู่กับมันโดยที่มันทำอะไรเราไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่ เพราะมีสติ ซึ่งเราจะมีสติแบบนี้ได้เราต้องเป็นนักฉวยโอกาส ฉวยโอกาสจากทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์จนเป็นนิสัย ถึงเวลาที่เราป่วย อยู่ในระยะท้าย เราก็ยังรู้จักใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย 
  • 25690428pm--พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง 07.06.2026 32m
    28 เม.ย. 69 - พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง : การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เราได้คืนสู่สามัญ ไม่ใช่เพื่อหลบหรือหนีไปสู่สภาวะที่พิเศษแตกต่างจากสิ่งอื่น แม้กระทั่งภาวะที่จิตไม่คิดอะไรเลย อันนั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ เพราะว่าบางคราวจิตมันก็มีการปรุงแต่งเพราะปุถุชน แต่ว่าการปรุงแต่งเป็นอารมณ์อกุศลเหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ แม้กระทั่งทุกขเวทนาทางกายก็อาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิด แต่ก็เห็นมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ ยอมรับมันได้ มันก็หมดพิษสง เหมือนกับบางคนที่โกรธ หรือว่ารู้สึกซังกะตาย ทีแรกก็ทนไม่ไหว แต่พอเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เธอโกรธก็ได้นะ พอบอกกับตัวเองว่า เธอโกรธก็ได้นะ ไอ้ความโกรธก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว หรือพอรู้สึกว่าจะต้องอยู่กับความซังกะตายเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดชีวิต พอยอมรับมันได้ แม้ความซังกะตายยังอยู่ แต่ว่าจิตใจนี้ก็กลับโปร่ง โล่ง เบา สบาย   อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลก อารมณ์มันยังอยู่แต่ว่าใจไม่ทุกข์แล้ว เพราะว่าเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน หรือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบรู้ซื่อ ๆ ต่างคนต่างอยู่ อย่างที่หลวงพ่อชาบอกว่า เราไม่ได้หนีกิเลส ไม่ได้ให้กิเลสหนีเรา แต่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ เหมือนกับน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ กิเลสหรือความทุกข์ก็ซึมเข้าสู่ใจไม่ได้ เพราะเรามีสติเป็นเครื่องรักษา 
  • 25690427pm--สอนด้วยการทำให้ดู 06.06.2026 31m
    27 เม.ย. 69 - สอนด้วยการทำให้ดู : คุณธรรมข้ออื่นก็เหมือนกัน จะสอนใครได้ก็ต้องทำด้วยตัวเองก่อน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีแม่ของเด็กคนหนึ่งมาหาคานธี บอกว่า ท่านคานธีช่วยสอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง สมัยก่อนน้ำตาลเป็นของแพงในอินเดีย แล้วก็เด็กก็ติดน้ำตาลมาก จนกระทั่งเกิดโทษขึ้นมา แม่สอน แม่ห้าม ลูกก็ไม่ฟัง แต่ลูกก็นับถือท่านคานธี แม่ก็เลยมาขอให้ท่านคานธีช่วยบอกลูกหน่อย สอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไง คานธีบอก “ขอเวลาผมสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม” แม่ก็ถามว่าทำไม ท่านคานธีนี่ตอบได้ทุกอย่าง แนะนำคนได้ทุกเรื่อง จะแนะนำคนให้กินมังสวิรัติก็ทำได้ จะแนะนำให้คนหันมาใช้ผ้าคาดี (Khadi) ผ้าที่ทอด้วยมือก็สามารถแนะนำได้ จะชักชวนให้คนร่วมต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียก็ทำได้ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องรอถึง 7 วัน คานธีบอก “เอาน่า อีก 7 วันค่อยมา พาลูกมาด้วย แล้วเดี๋ยวผมจะแนะนำลูกนะว่าทำไมถึงควรเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลน้อย ๆ แล้วจะทำได้อย่างไร”   ครบ 7 วัน แม่ก็พาลูกมา ท่านคานธีก็แนะนำเลยว่า ก็จะบอกเลยนะว่าแนะนำ บอกว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง และแนะนำวิธีที่จะเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลแต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แนะนำได้อย่างชัดเจน พอแนะนำเสร็จ แม่ก็ถามท่านคานธีว่า “ทำไมถึงรอตั้ง 7 วัน” ท่านคานธีก็บอกว่า “ก็ตอนนั้นอาทิตย์ที่แล้วผมยังติดน้ำตาลอยู่ ผมต้องเลิกน้ำตาลด้วยตัวเอง แล้ว 7 วันผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร แล้วพอเลิกน้ำตาลได้ ผมก็สามารถที่จะสอนลูกของคุณได้นะว่าทำไมจึงควรเลิกน้ำตาล แล้วจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร”   ขนาดเรื่องเล็ก ๆ คานธีท่านก็จะไม่สอนใคร ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ จะสอนให้เด็กเลิกน้ำตาล ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าตัวเองยังติดน้ำตาลอยู่เลย สอนให้เด็กเลิกน้ำตาลอันนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เวลาจะอยากจะให้ลูก หรือว่าคนรุ่นใหม่เขาสนใจธรรมะ สนใจสติ ก็ต้องน้อมนำสติมาไว้ในใจของตัวให้ได้เสียก่อน แล้วก็แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่งั้นมันก็สิ่งที่พูดไป มันก็ไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก 

Popular in

The podcast also appears in the podcast charts of these countries.